
ยกแรกแก้รธน.เดือด
ที่ประชุมรัฐสภาเพื่อพิจารณาร่างแก้ไขรัฐธรรมนูญ เมื่อวันที่ 1 เม.ย. เป็นไปอย่างดุเดือด โดยฝ่ายค้านได้อภิปรายคัดค้านกล่าวหาว่าเป็นการแก้เพื่อประโยชน์ทับซ้อน ส่วนพรรคเพื่อไทยได้หักล้างว่าเหตุต้องแก้ไขเพราะยังไม่เป็นประชาธิปไตย โดยมีเนื้อหาสาระ ดังนี้
ที่ประชุมรัฐสภาเพื่อพิจารณาร่างแก้ไขรัฐธรรมนูญ เมื่อวันที่ 1 เม.ย. เป็นไปอย่างดุเดือด โดยฝ่ายค้านได้อภิปรายคัดค้านกล่าวหาว่าเป็นการแก้เพื่อประโยชน์ทับซ้อน ส่วนพรรคเพื่อไทยได้หักล้างว่าเหตุต้องแก้ไขเพราะยังไม่เป็นประชาธิปไตย โดยมีเนื้อหาสาระ ดังนี้
คิวต่อไปแก้ ม.309
วัฒนา เมืองสุข สส.พท.
จากการที่มีสมาชิกรัฐสภาหลายคนพูดถึงการแก้ไขรัฐธรรมนูญมาตรา 309 เรื่องการนิรโทษกรรมคณะปฏิวัตินั้น ต่อไปจะมีการแก้ไขมาตรา 309 และตัวเองจะเป็นคนแรกที่ลงชื่อ เพราะเป็นมาตราที่ขัดต่อหลักนิติธรรมอย่างรุนแรง หากแก้ไขมาตราดังกล่าว ประเทศจะได้เป็นประชาธิปไตยและประชาชนจะได้อำนาจที่ถูกปล้นคืนมา
“มาตรา 309 เป็นมาตราที่จะต้องได้รับการแก้ไขเป็นมาตราถัดไป เพราะเป็นบทบัญญัติของรัฐธรรมนูญที่ขัดกับหลักนิติธรรม เป็นหลักนิติธรรมมาจากปลายกระบอกปืน กฎหมายทั่วไปผ่านสองสภายังถูกตีความว่าขัดรัฐธรรมนูญได้ แต่สิ่งที่คณะปฏิวัติทำจะชอบธรรมชั่วกัลปาวสานนั้นเป็นไปไม่ได้”
สำหรับมาตรา 68 จำเป็นต้องได้รับการแก้ไข เพราะการที่ศาลรัฐธรรมนูญชะลอการแก้ไขรัฐธรรมนูญผิดหลักการแบ่งแยกอำนาจของประเทศ โดยสร้างบรรทัดฐานเสมือนไปตรากฎหมายมาเสียเอง โดยเฉพาะคำพิพากษาที่ว่าการแก้ไขรัฐธรรมนูญทั้งฉบับต้องทำประชามติ ทั้งที่ไม่มีบทบัญญัติใดในรัฐธรรมนูญระบุไว้
ในประเด็นที่มาของ สว.นั้นต้องแก้ไข เพราะระบบ สว.สรรหาขัดกับรัฐธรรมนูญมาตรา 3 ที่ระบุว่า อำนาจอธิปไตยเป็นของปวงชนชาวไทย แต่ขณะนี้กลับมี สว.ที่ได้รับการสรรหาจากบุคคลไม่กี่คน และยังถือเป็นการละเมิดหลักประชาชนที่เป็นเจ้าของอำนาจ
สุนัย จุลพงศธร สส.พท.
“ผมแปลกใจที่สุดคือ คนยึดอำนาจ คนที่แสดงตัวเป็นประชาธิปไตย แต่ใฝ่เผด็จการ สำนวนจีนบอก คนพวกนี้คือปีศาจ ปากคาบคัมภีร์ ถึงได้เกิดการต่อต้านการแก้ไขรัฐธรรมนูญ”
ประชาชนไม่ได้อะไร
ชำนิ ศักดิเศรษฐ สส.ปชป.
ประชาชนไม่ได้อะไรจากการแก้ไขรัฐธรรมนูญครั้งนี้ เพราะเป้าหมายไม่ได้อยู่ที่ประชาชน แต่ทั้ง 3 ร่างเข้าสู่รัฐสภาเป็นการแก้ปัญหาเพื่อตัวเอง ซึ่งไม่เห็นด้วยกับการแก้ไขรัฐธรรมนูญทั้ง 3 ร่าง เพราะไม่ได้เกี่ยวกับเรื่องทำให้เป็นประชาธิปไตยมากขึ้น
การแก้ไขมาตรา 68 เป็นการยืนยันว่า ทำเพื่อใครเพราะเป็นการตัดสิทธิประชาชนที่จะนำเรื่องไปสู่ศาลรัฐธรรมนูญ การปล่อยให้เป็นหน้าที่ของอัยการไม่ใช่เรื่องของคนดี ไม่ดี แต่เป็นกลไกซึ่งหากแก้ไขมาตรานี้ อนาคตการแก้ไขรัฐธรรมนูญมาตรา 291 จะต้องกลับมาอีก ถือเป็นบันไดที่ทำครั้งที่แล้วไม่สำเร็จ โดยแก้ไขมาตรา 68 เพื่อตัดเงื่อนไขไม่ให้คำวินิจฉัยเดิมกลับมาเป็นบรรทัดฐานอีกต่อไป
ชำนิ กล่าวว่า การยุบพรรคการเมืองต้องเป็นเรื่องใหญ่ แต่พรรคการเมืองไม่มีสิทธิล้มล้างการปกครอง ต้องไม่มีสิทธิทุจริตคอร์รัปชัน ถ้าเป็นเช่นนี้พรรคควรมีสิทธิถูกยุบได้ นอกจากนี้การแก้ไขในประเด็นเกี่ยวกับ สว. มีปัญหาตรงที่ตัดวาระการดำรงตำแหน่ง สว. ที่เปิดให้กลับมาทำหน้าที่ต่อได้ และไม่ใช่แค่ตัว สว. แต่ยังรวมถึงญาติ คู่สมรส บุพการี ที่จะถูกปลดล็อกไปด้วย การแก้ครั้งนี้จึงไม่ได้แก้ในเชิงระบบ เป็นการตัดเท้าให้เข้ากับรองเท้า
สุรจิต ชีรเวทย์ สว.สมุทรสงคราม
“ผมพอใจที่ให้มี สว.มาจาก 2 ทาง ไม่ใช่ให้มี สว. 200 คน มาจากการเลือกตั้งทั้งหมด เหมือน สว.ชุดที่แล้วที่เป็นสภาทาส”
พล.อ.สมเจตน์ บุญถนอม สว.สรรหา
“มาตรา 68 ที่บัญญัติให้ประชาชนไปเสนอเรื่องต่ออัยการสูงสุดโดยตรงนั้น ที่ผ่านมามีผู้ยื่นเรื่องต่ออัยการสูงสุด แต่การพิจารณาก็ไม่คืบหน้าและการแก้ไขโดยยกอำนาจของประชาชนไปให้อัยการสูงสุด ก็ไม่ต่างอะไรจากเผด็จการที่พวกท่านรังเกียจ”
นพ.เจตน์ ศิรธรานนท์ สว.สรรหา
“การแก้ไขมาตรา 190 จะทำให้สังคมสงสัยว่ารัฐบาลพยายามแก้ไขโดยมีเจตนาไม่บริสุทธิ์แอบแฝงอยู่เบื้องหลังหรือไม่ โดยเฉพาะประโยชน์ทางด้านแหล่งพลังงาน เช่น ก๊าซ น้ำมันในอ่าวไทย ในพื้นที่ทับซ้อนทางทะเลระหว่างไทยและกัมพูชา”







