
เข้มจำนำนาปรังแก้ทุจริต
วัชรียันป้องกันแอบนำข้าวต่างด้าวสวมสิทธิกฎใหม่ช่วยยกระดับคุณภาพข้าวไทย
วัชรียันป้องกันแอบนำข้าวต่างด้าวสวมสิทธิกฎใหม่ช่วยยกระดับคุณภาพข้าวไทย
พาณิชย์ยันเข้มงวดจำนำนาปรัง ป้องกันนำข้าวต่างด้าวมาสวมสิทธิจำนำข้าวไทย
นางวัชรี วิมุกตายน ปลัดกระทรวงพาณิชย์ กล่าวว่า กรณีที่คณะรัฐมนตรี (ครม.) ให้หน่วยงานที่เกี่ยวข้องเพื่อความเข้มงวดในโครงการรับจำนำข้าวเปลือกนาปรัง 2556 โดยให้ตรวจสอบเกษตรกรที่นำข้าวเปลือกมารับจำนำเกิน 5 แสนบาท/ราย เพื่อป้องกันการทุจริตในโครงการรับจำนำข้าว เพราะปกติเกษตรกรส่วนใหญ่เกือบ 98% ของทั้งประเทศนำข้าวเปลือกมารับจำนำไม่เกิน 5 แสนบาท/ราย ดังนั้นหากเกินก็ต้องไปตรวจสอบว่าเป็นผลผลิตที่เพิ่มมาจริงหรือไม่ หรือนำข้าวจากประเทศเพื่อนบ้านมาสวมสิทธิเข้าโครงการรับจำนำ
นายสมพร อิศวิลานนท์ ผู้เชี่ยวชาญด้านข้าว สถาบันคลังสมองของชาติ เปิดเผยว่า การที่รัฐบาลไม่ให้ข้าวอายุต่ำกว่า 110 วัน เข้าโครงการรับจำนำข้าวเปลือก จะช่วยยกระดับคุณภาพข้าวไทยได้ระดับหนึ่ง แต่ปัญหาคือกลไกในการตรวจสอบกลั่นกรองไม่ให้ข้าวอายุสั้นเข้าโครงการทำได้ยาก ทั้งไม่มีการตรวจสอบลงลึกหรือตรวจสอบกลับไปยังพื้นที่เพาะปลูก
“โรงสีเขาเชี่ยวชาญและรู้ว่าข้าวที่เข้ามาเป็นข้าวอายุสั้นหรือไม่ แต่โรงสีก็ตรวจสอบได้ไม่เต็ม 100% และโรงสีเองเขาไม่ได้เป็นเจ้าของข้าว รับจ้างสีแปรสภาพข้าว การตรวจสอบน่าจะทำได้ไม่ดีพอ จึงเป็นไปได้สูงว่าข้าวอายุสั้นปลอมปนมากับข้าวประเภทอื่นๆ ที่เข้าโครงการ ทำให้คุณภาพข้าวมีปัญหา” นายสมพร กล่าว
นายสมพร ระบุว่า แม้ว่ากระทรวงพาณิชย์จะยืนยันว่ากระทรวงเกษตรฯ ไม่รับขึ้นทะเบียนพันธุ์ข้าวอายุสั้นเข้าโครงการ แต่ความเป็นจริงในพื้นที่มีการแจ้งพันธุ์ข้าวตรงกับความจริงบ้าง ไม่ตรงบ้าง และไม่มีกระบวนการตรวจสอบถึงพื้นที่เพาะปลูก ขณะที่โครงการรับจำนำข้าวเปลือกเป็นโครงการที่จูงใจให้ชาวนาในที่ลุ่มให้ปลูกข้าวอายุสั้น
นายสมพร ประเมินว่า ข้าวนาปรังปีการผลิต 2555/2556 มีข้าวอายุไม่เกิน 110 วัน ที่ปลูกไปแล้วและรอการเก็บเกี่ยวประมาณ 2 แสนตัน จากผลผลิตข้าวนาปรัง 10 ล้านตัน ส่วนใหญ่จะอยู่ในพื้นที่ลุ่มพิจิตรและพื้นที่ลุ่มภาคกลาง แต่ประเด็นที่น่าหนักใจกว่า คือ ข้าวสารที่รัฐบาลเก็บไว้ในสต๊อกมานานเกือบ 2 ปี ทำให้ข้าวที่หุงมีกลิ่นบูดเน่า
นายยุคล ลิ้มแหลมทอง รมว.เกษตรและสหกรณ์ เปิดเผยว่า นโยบายของนายกรัฐมนตรีที่ให้กระทรวงเกษตรฯ ใช้การโซนนิงพื้นที่เกษตรในพื้นที่ปลูกข้าว ไม่ได้หมายความว่าต้องการไปลดพื้นที่ปลูกข้าวเพื่อลดภาระงบประมาณของรัฐบาลแต่อย่างใด
ทั้งนี้ เป้าหมายสำคัญที่ต้องการเพิ่มรายได้ให้เกษตรกร ฉะนั้นเมื่อพื้นที่ใดไม่เหมาะกับการปลูกข้าวก็ควรจะไปปรับเปลี่ยนปลูกพืชอื่นหรืออาชีพที่เหมาสมกับพื้นที่ และให้ผลตอบแทนที่ดีกว่า แผนงานทุกอย่างจะชัดเจนเมื่อผู้ว่าราชการจังหวัดทุกจังหวัดทำข้อมูลบูรณาการสินค้าเกษตรรายงานเข้ามาในสิ้นเดือน พ.ค.
“การใช้นโยบายโซนนิ่งมาดูแลพื้นที่ปลูกข้าว ไม่ได้หมายความว่าจะลดพื้นที่ปลูกข้าวเพราะจะเป็นว่า ไม่มีการลดงบประมาณที่ตั้งไว้กับโครงการจำนำข้าวแต่อย่างใด “นายยุคลกล่าว
แหล่งข่าวในกระทรวงเกษตรฯเปิดเผยว่า มาตรการที่รัฐบาลห้ามกลุ่มเกษตรกรหรือสหกรณ์ที่เป็นผู้รวบรวมข้าวเข้าโครงการนั้นส่อว่าจะมีปัญหาอย่างแน่นอนเนื่องจากพบว่ามีสหกรณ์และสถาบันเกษตรกรรับรวมข้าวเพื่อส่งเข้าโครงการมากกว่า 76 สหกรณ์ มีปริมาณข้าวเข้าโครงการมากกว่า 5.4 แสนตัน ซึ่งที่ผ่านมากลุ่มเหล่านี้จะเรียกเก็บเงินค่าบริการจากเกษตรกรที่เป็นสมาชิกเพื่อเป็นค่าดำเนินการบริหารจัดการทั้งหมดประมาณ 200 บาทต่อตัน ซึ่งที่ผ่านมาโครงการจำนำก็ไม่ให้สหกรณ์ที่ทำหน้าที่เหล่านี้เข้ารวม แต่ใช้การแก้ไขโดยการทำหนังสือถึงพาณิชย์จังหวัดเพื่อเสนอ กขช.พิจารณาเป็นครั้งๆไป แต่จากนโยบายครั้งนี้ยังไม่ชัดเจนว่าจะห้ามในระดับใด จึงเกรงว่าอาจจะเกิดปัญหาประท้วงได้
ทั้งนี้ข้อมูลของกรมส่งเสริมสหกรณ์ วันที่ 25 มี.ค. 2556 ระบุว่าว่าในปีการผลิต 2555/2556 มีสหกรณ์การเกษตรเข้าร่วมโครงการจำนำข้าว จำนวน 39 จังหวัด 2225 สหกรณ์ ยอดรวมข้าวที่รับเข้าโครงการ 1.5 ล้านตัน เกษตรกรรวม3.2 แสนราย ทั้งนี้แยกเป็น1. สหกรณ์เป็นจุดรับจำนำและแปรรูป จำนวน 24 สหกรณ์ ปริมาณข้าว 5.7 หมื่นตัน 2. สหกรณ์ที่เป็นจุดรับซื้อนอกพื้นที่โรงสีเอกขนรวม 123 แห่ง มีปริมาณข้าว 9.5 แสนตัน เกษตรกร 2.4 แสนราย 3. สหกรณ์ทีเปิดจุดบริการรับรวบรวมขนส่งข้าวไปยังจดรับซื้อจำนวน 76 สหกรณ์ ปริมาณข้าว 5.4 แสนตัน ทั้งนี้การดำเนินการรับซื้อของสหกรณ์ในปี 2555/2556 จะไม่แยกเป็นนาปีนาปรัง สำหรับการเข้าร่วมโครงการในปี 2554/2556 มีสหกรณ์เข้าโครงการรวม 213 แห่ง ปริมาณข้าวเข้าโครงการรวม 1.25 ล้านตัน เกษตรกร 1.7 แสนราย แบ่งเป็นข้าวนาปี มี สหกรณ์ รับรวบรวมนำเข้าไปเข้าโครงการจำนวน 43 สหกรณ์ ปริมาณข้าว 5.4 แสนตัน แห่ง ปริมาณข้าว 8.9 แสนตัน และนาปรังมีสหกรณ์รับรวบรวมข้าวเข้าโครงการ 67 แห่ง ปริมาณข้าว 3.5 แสนตัน
นางพรรณพิมล ชัญญานุวัตร อธิบดีกรมส่งเสริมการเกษตร กล่าวว่า ที่ผ่านคณะกรรมการนโยบายข้าวแห่งชาติ(กขช.)กำหนดให้รับจำนำข้าวที่มีปริมาณผลผลิตมากกว่าผลผลิตเฉลี่ย 20% ของผลผลิตเฉลี่ยจังหวัด รวมถึงกรณีที่จำนำเกิน 5แสนบาทต่อไร่ ซึ่งก่อนจะรับคณะกรรมการจังหวัดจะเป็นผู้ใช้ดุลพินิจและซุ่มตรวจสอบเป็นปกติอยู่แล้ว และใช้มาตรการเหล่านี้มาตั้งแต่การจำนำ254/2555 ถึงปัจจุบัน มีเพียงประเด็นเดียวที่เป็นเรื่องใหม่คือห้ามสายพันธุ์ข้าวที่อายุน้อยกว่า 110 วันเพราะฉะนั้นเชื่อว่าจากมาตรการนี้จะไม่ทำให้มีปริมาณข้าวเข้าโครงการน้อยลง ทั้งนี้ยอกตัวเลขเข้าที่เข้าโครงการทั้งปีประมาณ 22 ล้านตัน นาปี 11 ล้านตันและนาปรังประมาณ 7 ล้านตัน ข้อมูล ณ วันที่ 25 มี.ค. มีปริมาณข้าวเข้าโครงการ 51% ของเป้าทั้งหมด







