
วันข้าราชการพลเรือน
“งบประมาณมีไว้กิน
“งบประมาณมีไว้กิน
แผ่นดินมีไว้ขาย
กฎหมายมีไว้เลี่ยง
คะแนนเสียงมีไว้ซื้อ
สื่อมีไว้ใส่ไฟ
ประชาธิปไตยมีไว้บังหน้า”
ผมพบข้อความใน Facebook ที่ส่งต่อๆ กันมา เข้าใจว่าน่าจะเป็นข้อความของท่านพงษ์พัฒน์ วชิรบรรจง ที่โพสต์ขึ้น Facebook เพราะข้อความอยู่กับรูปภาพของท่าน
ผมไม่รู้จักท่านพงษ์พัฒน์เป็นการส่วนตัว แต่ขอเรียกว่าท่าน และเต็มใจที่จะเรียกคนอย่างพงษ์พัฒน์ วชิรบรรจง ว่าท่าน มากกว่าที่นิยมจะเรียกคนพวกเดียวกันอย่างโก้หรูว่า ท่านผู้ทรงเกียรติ
ท่านพงษ์พัฒน์เป็นดารา เป็นหนึ่งในคนไทยหลายคนที่กล้าแสดงตัวออกมาต่อต้านพวกล้มเจ้า มีจุดยืนที่มั่นคง ไม่เกรงกลัวต่ออำนาจทางการเมือง จะแสดงออกทุกครั้งที่มีโอกาส
กำลังใจจากพลังเงียบใน Facebook จำนวนมาก คงจะทำให้ท่านพงษ์พัฒน์กล้าแสดงออกและไม่ยอมก้มหัวให้กับความไม่ถูกต้องที่คนกลุ่มหนึ่งโดยคนคนหนึ่งพยายามครอบงำสังคม
ข้อความที่โพสต์ ถ้าใช้ศัพท์วัยรุ่นก็ต้องบอกว่า อ่านแล้วโดนมากๆ
และเนื่องจากวันนี้เป็นวันข้าราชการพลเรือน ซึ่งถือเอาวันที่พระราชบัญญัติระเบียบข้าราชการพลเรือน พุทธศักราช 2471 มีผลใช้บังคับ โดยเริ่มจัดงานวันข้าราชการพลเรือนครั้งแรกเมื่อปี 2552
ผมจึงอยากจะเติมข้อความอีกสักท่อน ว่า
“ข้าราชการดีๆ มีไว้ข่มขู่และกลั่นแกล้ง”
ข้าราชการในยุคนี้ ถ้าไม่สนองนักการเมืองแม้เป็นข้าราชการที่ดีก็อยู่ไม่ได้ หรือยังอยู่ได้ก็ไม่ได้ดีคำนิยามของ ข้าราชการที่ดี อาจไม่ตรงกัน ข้าราชการที่ดีในสายตานักการเมือง คือ ผู้ที่ต้องสนองนโยบาย ทำตามความต้องการทางการเมือง ไม่ว่าจะถูกต้อง เป็นประโยชน์กับประเทศชาติหรือไม่ ซึ่งไม่เป็นไปตามเจตนาของการเป็นข้าราชการที่ดี ที่ต้องปฏิบัติหน้าที่เพื่อประโยชน์ของประเทศชาติโดยส่วนรวม ไม่ใช่เพื่อประโยชน์ของใครคนใดคนหนึ่งหรือคนกลุ่มใดกลุ่มหนึ่ง
ถ้าท่านรับราชการแล้วยังไม่รู้ว่าควรจะวางตนอย่างไร ขอให้อ่านพระราชดำรัสของในหลวงที่พระราชทานให้ในวันข้าราชการพลเรือนเมื่อปี 2546 ว่า
“ข้าราชการไม่ว่าจะอยู่ในตำแหน่งใด ระดับไหน มีหน้าที่อย่างไร ล้วนแต่มีส่วนสำคัญอยู่ในงานของแผ่นดินทั้งสิ้น ทุกคนทุกฝ่ายจึงไม่ควรจะถือตัวแบ่งแยกกัน หากต้องยกย่องนับถือให้เกียรติกัน สมัครสมานร่วมมือร่วมคิดกัน ให้การปฏิบัติบริหารงานของแผ่นดินดำเนินไปอย่างมีเอกภาพ และได้ผลที่พึงประสงค์ สมบูรณ์พร้อมทุกส่วน”
ข้าราชการเป็นกลไกสำคัญในการขับเคลื่อนประเทศ การบริหารราชการแผ่นดินต้องอาศัยข้าราชการซึ่งมีอยู่ทั่วประเทศ ในหลักการแล้ว นักการเมืองเป็นผู้กำหนดนโยบาย ข้าราชการเป็นผู้ปฏิบัติตามนโยบาย
ตามหลักการดังกล่าว นักการเมืองที่จะเป็นผู้กำหนดนโยบายให้กับข้าราชการ จึงควรจะต้องมีความรู้ความสามารถ มีวิสัยทัศน์ เข้าใจงานของกระทรวง ทบวง กรม ที่ตนเองเป็นผู้บริหาร เพราะหากไม่รู้เรื่องงานในองค์กรที่ตนเองเป็นเสนาบดี จะกำหนดนโยบายได้อย่างไร
งานในแต่ละกระทรวงทบวงกรม ผู้ที่รู้ดีคือ ข้าราชการประจำ ซึ่งแต่ก่อนข้าราชการจะเป็นผู้ให้คำแนะนำ ให้ข้อมูลกับนักการเมือง แต่ปัจจุบันนักการเมืองจะเป็นผู้กำหนดนโยบายสั่งการให้กระทำ ไม่ว่านโยบายนั้นจะเป็นประโยชน์กับประเทศชาติโดยรวม หรือเป็นไปเพื่อประโยชน์ของพรรคการเมืองเท่านั้น
ข้าราชการประจำของเรามีเป็นล้านคน สมัยก่อนข้าราชการประจำไม่ค่อยจะตามใจนักการเมือง จนถูกเรียกว่าเป็นพรรคข้าราชการ ซึ่งใหญ่กว่าพรรคการเมือง แต่เมื่อสังคมเปลี่ยนแปลงไป กระแสแห่งวัตถุนิยมครอบงำคนไทยมากขึ้น ข้าราชการจำนวนหนึ่งได้ละทิ้งอุดมการณ์ที่จะทำงานเพื่อประโยชน์ของแผ่นดิน แต่กลับไปทำงานรับใช้นักการเมืองเพื่อประโยชน์ของนักการเมืองและของตนเอง เป็นการเอื้อประโยชน์ซึ่งกันและกัน ข้าราชการกลุ่มนี้จึงได้ดิบได้ดี ทั้งๆ ที่บางคนเป็นที่รู้กันดีว่า ไม่ได้มีฝีมือ มีแต่ลิ้นไว้เลีย
ข้าราชการหลายคนจึงยอมขายตัว เป็นนิติบริกรให้นายใหญ่ นายหญิง ต้องการอะไรก็จัดหาให้ กฎหมายไม่ให้ทำก็หาทางเลี่ยง เลี่ยงไม่ได้ก็แก้กฎหมายให้ผิดเป็นถูกเสียเลย
ข้าราชการที่ดียังมีอยู่ และมีจำนวนไม่น้อยเป็นข้าราชการที่ไม่เกรงกลัวนักการเมือง ถูกย้ายก็ยอม เพราะถือหลักว่าอยู่ที่ไหนก็ทำประโยชน์ให้กับประเทศชาติได้ ผมรู้จักข้าราชการหลายท่านที่เป็นคนดี มีหลักการในการทำงาน ถูกย้ายไปไกลก็ไม่กลัวยิ่งถูกบีบยิ่งไม่ยอมลาออก ไม่กลัวถูกไล่ออกเพราะไม่มีแผล และยังมีศาลปกครองไว้เป็นที่พึ่งยิ่งถูกบีบจึงยิ่งต้องอยู่ อยู่ในตำแหน่งเพื่อขวางไม่ให้นักการเมืองเข้ามาแสวงหาประโยชน์ได้ง่ายๆ
ถ้าข้าราชการประจำสมัครสมานร่วมมือกันได้เหมือนพระราชดำรัสของในหลวง แบบนั้นนักการเมืองก็ทำอะไรไม่ได้ แต่เพราะข้าราชการแก่งแย่งชิงดีชิงเด่น อยากได้ตำแหน่งสูงๆ จึงตกเป็นเหยื่อของนักการเมือง
ในวันข้าราชการพลเรือนประจำปีนี้ จึงขอให้กำลังใจข้าราชการดีๆ ที่ยังมีอยู่ ขอให้เป็นข้าราชการในพระบาทสมเด็จพระเจ้าอยู่หัว และดำเนินตามพระราชดำรัสของพระองค์ท่าน
โดยการปฏิบัติตนเพื่อประโยชน์สุขแห่งมหาชนชาวสยาม ไม่ใช่เพื่อประโยชน์ของพรรคการเมืองใดหรือคนกลุ่มใด







