
จี้ กสทช.ทบทวนมติป้อนทีวีดิจิตอลช่อง 5-11
สมาคมนักข่าววิทยุและโทรทัศน์ไทย ออกแถลงการณ์ขอให้คณะกรรมการกิจการกระจายเสียง กิจการโทรทัศน์ และกิจการโทรคมนาคมแห่งชาติ (กสทช.) ทบทวนมติการกำหนดการออกใบอนุญาตทีวีดิจิตอลสาธารณะ 12 ช่อง เนื่องจากสมาคมเห็นว่ามติที่คณะกรรมการกิจการกระจายเสียงและกิจการโทรทัศน์ (กสท.) ให้ใบอนุญาตช่องรายการบริการสาธารณะแก่ผู้ประกอบการรายเดิม คือช่อง 5 ช่อง 11 และไทยพีบีเอส ขณะที่อีก 8 ช่อง กสท.จะพิจารณาออกใบอนุญาตตามคุณสมบัติ (Beauty Contest) ถือเป็นการละเมิดเจตนารมณ์การปฏิรูปสื่อ เพราะมอบคลื่นความถี่สาธารณะให้หน่วยงานของรัฐโดยไม่ได้กำหนดหลักเกณฑ์ใดๆ
สมาคมนักข่าววิทยุและโทรทัศน์ไทย ออกแถลงการณ์ขอให้คณะกรรมการกิจการกระจายเสียง กิจการโทรทัศน์ และกิจการโทรคมนาคมแห่งชาติ (กสทช.) ทบทวนมติการกำหนดการออกใบอนุญาตทีวีดิจิตอลสาธารณะ 12 ช่อง เนื่องจากสมาคมเห็นว่ามติที่คณะกรรมการกิจการกระจายเสียงและกิจการโทรทัศน์ (กสท.) ให้ใบอนุญาตช่องรายการบริการสาธารณะแก่ผู้ประกอบการรายเดิม คือช่อง 5 ช่อง 11 และไทยพีบีเอส ขณะที่อีก 8 ช่อง กสท.จะพิจารณาออกใบอนุญาตตามคุณสมบัติ (Beauty Contest) ถือเป็นการละเมิดเจตนารมณ์การปฏิรูปสื่อ เพราะมอบคลื่นความถี่สาธารณะให้หน่วยงานของรัฐโดยไม่ได้กำหนดหลักเกณฑ์ใดๆ
ทั้งนี้ กสทช.ต้องมีการกำหนดหลักเกณฑ์การพิจารณาการให้ใบอนุญาตตามคุณสมบัติให้ชัดเจน โดยจะต้องมีการรับฟังความคิดเห็นจากทุกภาคส่วนของสังคมอย่างรอบด้าน และไม่ควรเร่งออกใบอนุญาตทีวีดิจิตอลสาธารณะพร้อมกัน 12 ช่องในครั้งเดียวกัน โดยให้พิจารณาความจำเป็นและคุณภาพของเนื้อหารายการเพื่อประโยชน์ต่อสาธารณะ
ในการออกใบอนุญาตทีวีจิดิตอลสาธารณะ กสทช.ต้องไม่ทำให้โครงสร้างการแข่งขันในอุตสาหกรรมสื่อโทรทัศน์บิดเบี้ยว เกิดความไม่เป็นธรรมในการแข่งขัน ทั้งนี้เนื่องจากการออกใบอนุญาตทีวีดิจิตอลสาธารณะไม่มีค่าใช้จ่ายในการประมูล ค่าธรรมเนียมรายปี และสามารถหารายได้จากการโฆษณาได้โดยไม่จำกัด
ทั้งนี้ สมาคมนักข่าววิทยุและโทรทัศน์ไทย จะติดตามเรื่องนี้อย่างใกล้ชิด และหาก กสทช.ไม่มีการแก้ไขทบทวนมติดังกล่าว สมาคมจะใช้ช่องทางตามสิทธิในรัฐธรรมนูญต่อไป
ส่วนการเสวนา “ประเคนทีวีดิจิตอลสาธารณะ...กสทช. รัฐประหารการปฏิรูปสื่อ?” จัดโดยสมาคมนักข่าววิทยุและโทรทัศน์ไทย และสภาวิชาชีพข่าววิทยุและโทรทัศน์ไทย สมชาย แสวงการ สมาชิกวุฒิสภา กล่าวว่า คณะกรรมาธิการสิทธิมนุษยชน สิทธิเสรีภาพ และการคุ้มครองผู้บริโภค วุฒิสภา ได้พิจารณาเรื่องนี้เมื่อวันที่ 28 มี.ค. และจะเชิญ พ.อ.นที ศุกลรัตน์ ประธาน กสท. มาชี้แจงต่ออนุกรรมาธิการ เพื่อนำสรุปข้อมูลว่าใช้หลักเกณฑ์และวิธีการอย่างไร ทั้งนี้การตัดสินใจดังกล่าวมีผลผูกพันและต้องรับผิดชอบทั้งคณะ ไม่ใช่เฉพาะเสียงข้างมากในคณะกรรมการชุดเล็กที่ตัดสินใจ
กรณีช่อง 5 นั้น หากต้องการทำช่องธุรกิจ ก็ต้องเข้าประมูล แต่หากทำเป็นช่องเพื่อความมั่นคง จะเข้าข่ายต้องมีเนื้อหาสาระร้อยละ 70 ซึ่งรู้ตัวว่าต้องวางกรอบให้ชัดเจนจะเป็นสาธารณะหรือธุรกิจ สำหรับช่อง 11 เมื่อเป็นช่องสาธารณะ ต้องอิสระแบบไทยพีบีเอส ไม่ใช่เป็นสื่อกระบอกเสียงรัฐบาลและไม่สามารถอยู่เหนือกฎหมายการจัดสรรคลื่นได้ ขณะที่ กสท.ต้องเดินตามเจตนารมณ์กฎหมาย ความน่าเชื่อถือ
ด้าน สุภิญญา กลางณรงค์ กรรมการ กสทช. ระบุว่า การตัดสินใจดังกล่าวมีปัญหาเรื่องความชอบธรรม หากปล่อยไปก็อาจจะล้ม เพราะถูกฟ้องร้องที่ไม่มีกติกาชัดเจน โดยได้รวบรวมข้อเสนอ 7 ข้อจากนักวิชาการ เสนอเข้าวาระการประชุมบอร์ด กสท. ในวันที่ 1 เม.ย. เวลา 09.30 น. เพื่อให้ชะลอและทบทวนมติดังกล่าว รวมทั้งมีประเด็นการวางเกณฑ์ในการให้คลื่นแก่ผู้ประกอบการรายเดิมและรายใหม่ 8 ช่อง หาก กสท.มีท่าทีที่จะทบทวนก็จะมีบรรยากาศที่ดี แต่หากเดินหน้าตามมติเดิม เรื่องก็อาจถึงโรงถึงศาล ซึ่งในฐานะคนในก็พร้อมจะเบิกความให้ข้อมูลที่เป็นประโยชน์ และได้สงวนความคิดเห็นไว้







