
อภิมหาโปเจกต์อาเซียนแหล่งทุนไม่เชื่อมั่น-ซ้ำโปร่งใส
ท่ามกลางยุคเปลี่ยนผ่านที่เอเชียตะวันออกเฉียงใต้ (อาเซียน) กำลังก้าวผงาดโดดเด่นขึ้นมาเป็นดาวเด่นทางเศรษฐกิจของโลก
โดย...พันธสิทธิ เจริญพาณิชย์พันธ์
ท่ามกลางยุคเปลี่ยนผ่านที่เอเชียตะวันออกเฉียงใต้ (อาเซียน) กำลังก้าวผงาดโดดเด่นขึ้นมาเป็นดาวเด่นทางเศรษฐกิจของโลก จึงไม่แปลกที่บรรดาประเทศต่างๆ ในภูมิภาคจะหันมาปรับปรุงเปลี่ยนแปลงสิ่งต่างๆ โดยเฉพาะในด้านการปรับปรุงและพัฒนาโครงสร้างพื้นฐานขนานใหญ่อย่างไม่เคยเป็นมาก่อน ไล่เรียงไปตั้งแต่ อินโดนีเซีย ฟิลิปปินส์ และ ไทย
สาเหตุที่ทำให้เหล่า 3 ชาติยักษ์ใหญ่ในอาเซียนหันมาลุยเดินหน้าโครงการขนาดใหญ่ด้วยการยอมแลกด้วยการก่อหนี้ก้อนมหาศาล เช่น อินโดนีเซีย ที่มีโครงการลงทุนมูลค่ากว่า 1.5 แสนล้านเหรียญสหรัฐ (ราว 4.35 ล้านล้านบาท) ขณะที่ ไทย อยู่ที่ 2 ล้านล้านบาท ก็คือความเชื่อมั่นในแนวโน้มการเติบโตทางเศรษฐกิจที่เป็นไปอย่างร้อนแรง ประกอบกับการที่เหล่าบรรดาประเทศยักษ์ใหญ่กำลังเดินหน้าอัดฉีดเงินเพื่อกระตุ้นเศรษฐกิจก็จะช่วยทำให้อาเซียนสามารถดึงดูดและระดมเงินทุนจากนักลงทุนทั่วโลกมาใช้ด้วยราคาต้นทุนที่ต่ำกว่าเวลาปกติได้
นอกจากนี้ รัฐบาลในภูมิภาคยังมีความเชื่อมั่นด้วยว่าการเติบโตทางเศรษฐกิจที่ร้อนแรงในอาเซียนก็จะช่วยทำให้ปริมาณหนี้ที่เกิดจากการกู้มาทำโครงการเมกะโปรเจกต์ จะลดลงในอนาคต
อย่างไรก็ตาม สิ่งที่คาดหวังในข้างต้นอาจจะไม่เป็นไปดั่งฝัน เนื่องจากในความเป็นจริงนักลงทุนมีความกังวลใจเกี่ยวกับผลตอบแทนที่จะได้รับกลับมา ขณะเดียวกันความกังขาในเรื่องความโปร่งใสและการทุจริตในระบบราชการ รวมไปถึงกฎระเบียบที่ไม่มีความแน่นอน ก็ถือเป็นอีก 2 เรื่องใหญ่ที่อาจทำให้การระดมเงินทุนต่างๆ ของเหล่าบรรดารัฐบาลในอาเซียนต้องสะดุดล้มพับกับแผนการอันสวยหรูได้
นอกจากนี้ ความกังวลดังกล่าวนั้นก็ได้เคยเกิดขึ้นมาแล้วในโครงการในอดีต เช่น โครงการร่วมลงทุนสร้างโรงไฟฟ้าถ่านหินขนาด 2,000 เมกะวัตต์ในเกาะชวา ของประเทศอินโดนีเซีย และทางด่วนระหว่างรัฐกับเอกชนในประเทศดังกล่าวที่มีขึ้นในปี 2006 ปัจจุบันยังคงมีปัญหาในการก่อสร้างที่ล่าช้าอยู่ อีกทั้งยังต้องเผชิญกับปัญหากฎหมายเวนคืนที่ดินที่ยังไม่เรียบร้อย
ขณะที่ไทยนั้นในอดีตที่ผ่านมาโครงการการลงทุน และก่อสร้างขนาดใหญ่ ล้วนประสบปัญหาการดำเนินการก่อสร้างที่ล่าช้าไม่เป็นไปตามแผนงานที่วางไว้ และการทุจริตอื้อฉาวอยู่บ่อยครั้งเช่นกัน เช่น โครงการก่อสร้างสนามบินสุวรรณภูมิ
ส่วนในรายของ ฟิลิปปินส์ นั้นก็ขึ้นชื่อในเรื่องของอุปสรรคปัญหาความล่าช้าและกฎระเบียบต่างๆ ที่ไม่ชัดเจน ไม่แพ้อินโดนีเซีย และไทย เช่นกัน โดยโครงการร่วมลงทุนรัฐเอกชนกว่า 16 โครงการ มูลค่า 4,000 ล้านเหรียญสหรัฐ ปัจจุบันมีเพียงแค่ 2 โครงการเท่านั้นที่สามารถดำเนินการประมูลสำเร็จ
“แม้ว่าจะมีเงินทุนจำนวนมากที่เข้ามาในอาเซียน แต่เงินทุนเหล่านี้ก็มองหาผลตอบแทนกลับมาเหมือนกัน” เบิร์ต ฮอฟแมน หัวหน้านักเศรษฐศาสตร์จากธนาคารโลก (เวิลด์แบงก์) กล่าว
ความเห็นของนักวิเคราะห์จากเวิลด์แบงก์ไม่ใช่คำกล่าวเกินความเป็นจริงเลย เพราะข้อมูลจากรอยเตอร์สระบุว่า เงินทุนลงทุนที่รัฐบาลแดนอิเหนาต้องการทั้งหมดที่ 1.5 แสนล้านเหรียญสหรัฐ (ราว 4.35 ล้านล้านบาท) ปัจจุบันสามารถระดมเงินทุนจากแหล่งเงินกู้ได้เพียง 15% ของเงินจำนวนทั้งหมดที่ต้องการ ขณะเดียวกันก็มีเอกชนไม่กี่รายเท่านั้นที่แสดงความสนใจในการเข้าร่วมการลงทุนรัฐเอกชน
นอกจากนี้ รอยเตอร์สยังระบุอีกด้วยว่าโครงการเงินกู้จากเอกชนสำหรับการลงทุนโครงการต่างๆ ของภาครัฐในปีที่ผ่านมาของภูมิภาคอาเซียน ก็มีปริมาณลดลง 6.3% มาเหลืออยู่ที่ 1.35 หมื่นล้านเหรียญสหรัฐ (ราว 3.19 แสนล้านบาท)
“กฎหมายที่ดินที่ยุ่งยาก และบ่อยครั้งโครงการต่างๆ มีความขัดแย้งกันเองระหว่างรัฐบาลส่วนกลาง และรัฐบาลท้องถิ่น อีกทั้งการที่ผลตอบแทนในอินโดนีเซีย และฟิลิปปินส์ ไม่สามารถสะท้อนถึงความเสี่ยงที่จะเกิดขึ้นได้ ดังนั้นจึงไม่เป็นที่สนใจของนักลงทุน” โจฮัน แบสทิน ประธานเจ้าหน้าที่บริหาร (ซีอีโอ) ของบริษัทหลักทรัพย์ แคปเอเชีย สาขาสิงคโปร์ กล่าว พร้อมกับเสริมว่า ผลตอบแทนในระดับที่ 35% นั้นเป็นระดับที่ต่ำเกินกว่าจะรับได้ ขณะที่ระดับที่มองไว้อยู่ที่ 15-20%
ไม่เพียงเท่านั้น แม้ว่าในปัจจุบันรัฐบาลในภูมิภาคอาเซียนจะเร่งเพิ่มสัดส่วนงบประมาณของเงินที่ต้องใช้เพื่อการลงทุนในโครงการลงทุนโครงสร้างพื้นฐานอย่างมาก อาทิ อินโดนีเซียที่เพิ่มงบลงทุนสูงถึง 11% ของงบประมาณประจำปี ขณะที่ฟิลิปปินส์ก็เพิ่มงบลงทุนมาอยู่ที่ 5.2% ของจีดีพี ทว่างบที่เพิ่มขึ้นนั้นก็ยังถือเป็นสัดส่วนที่น้อยกว่าที่ควรจะเป็น โดยเฉพาะอย่างยิ่งเมื่อเทียบกับเป้าที่ธนาคารเพื่อการพัฒนาแห่งเอเชีย (เอดีบี) ระบุไว้ว่า ในอีก 10 ปีข้างหน้านี้เอเชียจะต้องเร่งปรับปรุงโครงสร้างพื้นฐานถึงการเงินมากถึง 6 แสนล้านเหรียญสหรัฐ เพื่อนำมาใช้รองรับการขยายตัวทางเศรษฐกิจอย่างรวดเร็ว
นอกจากนั้น ในแต่ละปีรัฐบาลหลายประเทศก็ใช้งบประมาณจมไปกับรายจ่ายในโครงการที่ไร้ประสิทธิภาพและไม่ก่อให้เกิดประโยชน์ในระยะยาว อาทิ แผนการอุดหนุนราคาพลังงานและน้ำมันของอินโดนีเซีย ปีๆ หนึ่งได้เผาผลาญงบประมาณไปราว 30% ของรายจ่ายงบประมาณในแต่ละปี หรือที่ 2.2 หมื่นล้านเหรียญสหรัฐ (ราว 6.38 แสนล้านบาท) ทั้งๆ ที่ในความเป็นจริงแล้วงบดังกล่าวสามารถนำมาสร้างและลงทุนในสิ่งที่เป็นประโยชน์ได้มากกว่านี้
ด้วยเหตุนี้ จึงไม่แปลกที่ กองทุนการเงินระหว่างประเทศ (ไอเอ็มเอฟ) จะออกมาเรียกร้องให้รัฐบาลทั่วโลก โดยเฉพาะในเอเชีย ลดการอุดหนุนด้านพลังงาน นอกจากนี้ การอุดหนุนจะทำให้เกิดการใช้พลังงานอย่างสูญเปล่า ไม่ช่วยให้เกิดการลงทุนในอุตสาหกรรมพลังงานที่มีประสิทธิภาพ
จึงเป็นที่น่าจับตาดูต่อไปว่า แผนการลงทุนเมกะโปรเจกต์ต่างๆ ที่ผุดขึ้นมาอย่างรวดเร็วของอาเซียน ในระยะเวลาไล่เลี่ยกันไม่ว่าจะเป็น อินโดนีเซีย ฟิลิปปินส์ และไทย จะเดินไปถึงฝั่งฝันที่ต้องการได้หรือไม่







