
ศาลรัฐธรรมนูญ ด่านสุดท้าย พรบ.กู้เงิน-แก้รธน.
ผ่านเปลาะแรกไปแล้วกับการเดินหน้าลุย พ.ร.บ.ให้อำนาจกระทรวงการคลังกู้เงินเพื่อการลงทุนโครงสร้างพื้นฐานวงเงิน 2 ล้านล้านบาท
โดย...ธนพล บางยี่ขัน
ผ่านเปลาะแรกไปแล้วกับการเดินหน้าลุย พ.ร.บ.ให้อำนาจกระทรวงการคลังกู้เงินเพื่อการลงทุนโครงสร้างพื้นฐานวงเงิน 2 ล้านล้านบาท ที่สภาผู้แทนราษฎรมีมติให้ความเห็นชอบไปแล้วเมื่อวันศุกร์ที่ผ่านมา
ก่อนเข้าสู่กระบวนการพิจารณารายละเอียดในชั้นกรรมาธิการวิสามัญ ท่ามกลางเสียงทัดท่านที่หลายฝ่ายเตรียมจะยื่นเรื่องให้ศาลรัฐธรรมนูญพิจารณาว่า เนื้อหาหลายส่วนจะเข้าข่ายขัดรัฐธรรมนูญหรือไม่
แต่ศึกใหญ่ยังไม่หมด เมื่อวันนี้รัฐบาลต้องเผชิญแรงเสียดทานรอบใหม่ที่หนักขึ้น กับการประชุมร่วมรัฐสภาเพื่อพิจารณาร่างแก้ไขรัฐธรรมนูญรายมาตรา 3 ฉบับ
ที่สำคัญแรงกดดันทั้งจากในและนอกสภา ย่อมทำให้การพิจารณาร่างแก้ไขรัฐธรรมนูญ ต้องดุเดือดกว่าร่าง พ.ร.บ.กู้เงิน 2 ล้านล้านบาท
เมื่อเนื้อหารายละเอียดที่แก้ไขรัฐธรรมนูญ 10 มาตรา และยกเลิก 2 มาตรา นั้นถือเป็นการเปลี่ยนแปลงโครงสร้าง และกลไกการทำงานของสภานิติบัญญัติครั้งสำคัญ
ในส่วนแรกคือฉบับแก้ไขเพิ่มเติมมาตรา 111 112 115 116 117 118 120 121 และยกเลิกมาตรา 113 114 ที่ สส.เพื่อไทย และ สว. 308 คน เป็นผู้เสนอ
ที่ประเมินว่าส่วนนี้จะเป็นปัญหาจนยากจะได้รับเสียงสนับสนุนให้ผ่านไปได้ เพราะเป็นการตัดตอน ยกเลิกระบบ สว.สรรหา พร้อมเพิ่มจำนวนให้ สว.เลือกตั้งมีจำนวน 200 คน
สิ่งที่เป็นห่วงกันก็คือการรุกคืบเข้ามาครอบงำวุฒิสภา ที่จะทำให้กลไกการตรวจสอบที่วางระบบไว้คานอำนาจระหว่างสภาสูงและสภาล่างต้องพังทลายลงไป
นั่นย่อมทำให้ฝ่ายค้านและ สว.สรรหาปัจจุบันย่อมไม่อาจปล่อยให้เกิดสภาพเช่นนี้ที่จะทำให้การบริหารงานใช้เสียงข้างมากลากไปแบบไร้รอยต่อ ขาดการถ่วงดุล
ที่สำคัญอำนาจหน้าที่ของ สว.ที่จะมีส่วนสำคัญทั้งการพิจารณาให้ความเห็นชอบบุคคลออกจากตำแหน่ง หรือกลไกการคัดเลือกบุคคลไปดำรงตำแหน่งในองค์กรอิสระที่จะเข้ามาตรวจสอบการทำงานรัฐบาล ย่อมถูกผูกขาดจากรัฐบาลไปโดยปริยาย
อีกฉบับที่จะเป็นปัญหาคือ แก้ไขมาตรา 68 ซึ่งเคยเป็นแผลเก่าทำให้การแก้ไขรัฐธรรมนูญรอบที่แล้วต้องสะดุดไปไม่ถึงฝั่งฝันค้างรอลงมติในวาระ 3 เพราะถูกพรรคประชาธิปัตย์ยื่นศาลรัฐธรรมนูญตีความ เมื่อพบว่าการแก้ไขรัฐธรรมนูญเข้าข่ายล้มล้างการปกครอง
การแก้ไขมาตรานี้จะปิดช่องให้เหลือเป็นอำนาจของอัยการสูงสุดคัดกรองเรื่องที่จะส่งถึงศาลรัฐธรรมนูญ รวมทั้งตัดเนื้อหาส่วนของโทษเพิกถอนสิทธิเลือกตั้ง 5 ปี ของหัวหน้าพรรคและกรรมการบริหารพรรค 5 ปีออกไป กรณีพรรคการเมืองใดพรรคหนึ่งกระทำอันเป็นการล้มล้างการปกครอง
เสียงคัดค้านการแก้ไขมาตรา 68 ยังมีอย่างต่อเนื่อง เมื่อเป็นห่วงว่านอกจากจะทำให้กลไกพิทักษ์รัฐธรรมนูญต้องถูกตีกรอบแล้ว ยังวิตกว่าจะเปิดช่องให้นำร่างแก้ไขรัฐธรรมนูญทั้งฉบับที่ค้างในสภามาปัดฝุ่นลงมติได้ทันที
แต่เอาเข้าจริงการลงมติให้ความเห็นชอบร่างแก้ไขรัฐธรรมนูญทั้ง 3 ร่าง ก็ไม่น่ามีปัญหา เมื่อจำนวนเสียง สส.เพื่อไทย และ สว.ที่เสนอชื่อแก้ไข 3 ฉบับ 308 314 311 เสียง หากได้เสียงสนับสนุนจากภูมิใจไทยอีกเล็กน้อยก็จะได้เสียงเกินกึ่งหนึ่งของทั้งสองสภารวมกัน หรือประมาณ 314 เสียง จากจำนวนสมาชิกทั้งหมด 646 เสียง อย่างไรก็ตาม ทั้ง พ.ร.บ.กู้เงิน 2 ล้านล้านบาท และร่างแก้ไขรัฐธรรมนูญรายมาตรา จะฉลุยไปจนถึงขั้นตอนประกาศเป็นกฎหมายหรือไม่ ขึ้นอยู่กับการพิจารณาของศาลรัฐธรรมนูญ
เริ่มตั้งแต่ พ.ร.บ.กู้เงิน 2 ล้านล้านบาทที่ทั้ง สว.และ สส.ประชาธิปัตย์ เห็นว่าเข้าข่ายขัดรัฐธรรมนูญในหลายแง่ และเตรียมที่จะยื่นเรื่องให้ศาลรัฐธรรมนูญวินิจฉัยชี้ขาด เมื่อถึงขั้นตอนผ่านความเห็นชอบจากวุฒิสภาแล้ว
ในขณะที่ “ไพบูลย์ นิติตะวัน” สว.สรรหา เตรียมรวบรวมรายชื่อยื่นให้ศาลรัฐธรรมนูญวินิจฉัย กรณี พ.ต.ท.ทักษิณ ชินวัตร อดีตนายกฯ สไกป์มายังที่ประชุมพรรคเพื่อไทยวันที่ 19 มี.ค. กำชับสั่งการ รมต.และ สส.ให้แก้ไขรัฐธรรมนูญรายมาตราว่า จะเข้าข่ายขัดมาตรา 68 หรือไม่
ยังไม่รวมกับที่ “สมชาย แสวงการ” สว.สรรหา เตรียมยื่นให้ศาลรัฐธรรมนูญตีความว่า การแก้ไขรัฐธรรมนูญมาตรา 68 ให้อัยการสูงสุดยื่นคำเรื่องต่อศาลรัฐธรรมนูญได้เพียงองค์กรเดียวนั้น เป็นการขัดต่อรัฐธรรมนูญมาตรา 68 และยังเป็นการละเมิดอำนาจศาลรัฐธรรมนูญ
สุดท้าย อนาคตกฎหมายทั้งสองฉบับต้องไปชี้ขาดกันที่การพิจารณาของศาลรัฐธรรมนูญว่าจะเดินหน้าไปจนสุดทางได้หรือไม่







