posttoday
พระมหาทองอินทร์ กุสลจิตโต พระนพีสีพิศาลคุณ(4)

พระมหาทองอินทร์ กุสลจิตโต พระนพีสีพิศาลคุณ(4)

31 มีนาคม 2556

นิมิตหลวงปู่มั่น

นิมิตหลวงปู่มั่น

ท่านเล่าให้ฟังว่า อาตมาเป็นพระประหลาดอยู่ คือชอบอยู่ลำพัง ไม่ชอบอยู่ร่วมหมู่คณะ นี้เป็นส่วนลึกนะ ก็ตอนนั้นอาตมามีรูปภาพหลวงปู่มั่น ภูริทัตโต ได้อัญเชิญไปด้วยทุกครั้งที่ได้ไปอยู่ป่า พอไปปฏิบัติอยู่เกิดนิมิตเห็นท่านนั่งอยู่บนขอนไม้ ท่านมองดูอาตมาอยู่นิดหนึ่งก็ได้กวักมือเรียกเข้าไปใกล้ๆ แล้วท่านก็พูดว่า มานี่ซิเราจะบอกอุบายให้นำไปปฏิบัติ เมื่ออาตมาคลานเข้าไปใกล้ท่าน ทำการนมัสการแล้วก็ประนมมือรับฟังโอวาท ท่านพูดขึ้นว่า การภาวนานั้นให้เธอตั้งใจจับอารมณ์ไว้แต่ภายในเท่านั้น อย่าไปตั้งไว้ข้างนอกนะ เอาล่ะไปปฏิบัติได้ พอท่านพูดจบก็หายไป อาตมาได้พิจารณาดูตามนิมิต ก็เห็นเป็นความจริง จะว่านิมิตหลอกหลอนก็ช่างเถิด

เมื่อปฏิบัติไปเราก็ได้ธรรมะที่แท้จริง เพราะจิตส่งออกไปภายนอกนั้นครูบาอาจารย์สอนว่า มันจะไม่เป็นผลดีแก่นักปฏิบัติเลย ส่วนหลวงปู่สิม พุทธาจาโร ท่านได้แนะนำอุบายธรรมไว้อย่างนี้ ให้กำหนดรู้ คือรู้ภายใน และสิ่งที่มันห่อหุ้มตัวรู้อยู่ คือ รูป เวทนา สัญญา สังขาร และวิญญาณ คือพิจารณาให้ประกอบด้วยเหตุผล แล้วพิจารณาความไม่เที่ยงในกองรูป กองเวทนา กองสัญญา กองสังขาร และกองวิญญาณ อันเป็นธาตุขันธ์ให้เป็นขันธวิมุตติ พ้นขันธ์เหล่านี้

ยึดมั่นถือมั่นบันดาลผล

ท่านได้เล่าประสบการณ์วิญญาณผู้ที่มีความยึดมั่นถือมั่น เช่นในสิ่งที่ตนรักและหวงแหน หรือรวมไปถึงบุคคลที่เคยมอบสิ่งของเช่นที่ดิน กุฏิ ศาลาต่างๆ แก่วัด เมื่อเป็นของสงฆ์ไปแล้ว ตนก็ยังเข้าใจว่า สิ่งนั้นๆ ยังเป็นของตนอยู่ ตนยังมีสิทธิมีอำนาจ ถ้าใครมาทำความเสียหายด่างพร้อย ก็ถือสิทธิด่าว่ากล่าว เหมือนคนที่ถวายที่ดินเป็นธรณีสงฆ์ แต่ตนเองหลงผิดหลงอำนาจว่า เคยเป็นเจ้าของที่ดิน ครั้นความยึดมั่นถือมั่นแน่นหนาหลั่งล้นจิต เลยถือสิทธิด่าพระด่าเจ้า ที่ทำให้ตนไม่พอใจ จึงเป็นอุทาหรณ์ที่ว่า “ทำดีอยู่หรอก แต่คิดไม่ดีแทนที่จะได้ไปสวรรค์ กลับต้องลงนรก...”

เหตุจากเณรน้อย

ตอนนั้นมีพระเณรหลายรูปที่อยู่ในความดูแลของท่าน วันหนึ่งเณรที่มาศึกษาเล่าเรียนอยู่ด้วย ขอลาไปเยี่ยมบ้านกลับบ้านที่ อ.ป่าซาง เมืองลำพูน ท่านก็ให้ไป หลายวันแล้วไม่ยอมกลับมาวัดอีกเลย ท่านเกรงว่าลูกเขาจะได้รับอันตรายเลยร้อนใจ ด้วยเวลานั้นหนทางมันไกล เพราะไม่เจริญเหมือนปัจจุบัน ท่านจึงตัดสินใจเดินทางตามไปดูเณรที่บ้านให้รู้แน่ว่าเณรคงไม่กลับไปวัดอีกแน่ บิดามารดาของเณรพร้อมญาติมิตรได้นิมนต์ให้พักก่อน เนื่องจากเกรงจะมืดค่ำกลางทางเดินทางลำบาก แม้จะพ้นสภาวะสงครามป่าซางในอดีต ก็ยังมีผู้คนน้อยมาก

ผจญเปรตหมาดำ

บิดาสามเณรได้จัดเสนาสนะให้ที่วัดร้างใกล้บ้าน ที่มีต้นไม้รกชัฏมากและไม่มีใครดูแลรักษาความสะอาด ดูวังเวงชอบกล เมื่อท่านพักที่วัดร้างนั้น บิดาของเณรก็มานอนเป็นเพื่อน หลังจากสรงน้ำแล้วก็ทำวัตรสวดมนต์ นั่งสมาธิภาวนา เดินจงกรมสลับกันไป ตอนดึกคืนนั้นบิดาเณรก็นอนหลับไปแล้ว ตามประสาชาวบ้านที่เหน็ดเหนื่อยต่อการงาน ส่วนท่านเดินจงกรมเป็นเวลาพอสมควร ก็กลับมานั่งสมาธิทำจิตให้สงบต่อไป

ขณะนั่งสงบนิ่งอยู่นั้น ท่านมีสติรู้พร้อมจิตก็รู้ว่ามีหมาดำตัวโตมาก ท่าทางดุร้ายวิ่งตรงเข้ามาหา แล้วกระโดดเข้ามาจะกัด แต่ขณะที่หมาดำกระโดดเข้ามาจะกัดนั้นก็เหมือนกับว่ามีอะไรสักอย่างหนึ่งปะทะหมาดำตัวนั้นไว้ หมาดำตัวนั้นดูโกรธแค้นมาก ในทางความรู้สึกทางจิตในขณะนั้น

แต่น่าอัศจรรย์อยู่ว่า หูท่านได้ยินเสียงหมาดำ มันวิ่งวนๆ รอบๆ ตัวที่อาตมานั่งสมาธิภาวนาอยู่ มันยังจะคิดเข้ามากัดอีก รู้สึกเหมือนกับใครเอาเท้าเตะหมาดำตัวที่จิตรู้นั้น ซึ่งไม่ใช่ตัวหลวงพ่อ หูก็ได้ยินเสียงหมาดำวิ่งวนไปรอบๆ ตัว ขาของมันที่วิ่งวนๆ อยู่นั้นเหยียบวิ่งอยู่บนใบไม้แห้งกราวๆ ทำให้ได้รู้ว่าผีเปรตที่เฝ้าวัดร้างนี้เองเขามาไล่ให้หนีไป เขาคงจะหวงที่ของเขามาก

พุทโธเป็นที่พึ่ง

ส่วนบิดาของเณรนอนหลับอยู่ก็ฝันเห็นตาผ้าขาวมาดึงตัวของแกให้ลุกขึ้น ทำท่าทางขู่ให้ลุกขึ้นแล้วหนีไปเสีย ในฝันก็ออกกำลังยื้อยุดฉุดแย่งกัน บิดาเณรไม่มีอะไรเป็นเครื่องป้องกัน สมาธิก็ไม่มีเลยเป็นฝ่ายแพ้ บังเกิดความกลัวถึงขีดสุดถึงกับร้องลั่นและตกใจตื่น ท่านจึงบอกให้โยมบิดาของเณรขณะที่ท่านนอนหลับตาอยู่ว่า โยมไม่ต้องกลัว นั่งภาวนาพุทโธๆ สวดไปเรื่อยๆ นะ อย่าหยุด สวดไปไม่ต้องกลัว ทำอะไรไม่ได้หรอก ขณะที่นั่งสวดภาวนาอยู่นั่นเสียงกราวๆ ก็ยังดังอยู่ บิดาเณรกลัวมากไม่ยอมลืมตามาดูเลย เสียงวิ่งเหยียบใบไม้แห้งของหมาดำก็หายหมด ท่านได้แผ่เมตตาให้แก่เขาไปให้เขาเป็นสุข ละความยึดมั่นถือมั่นในสิ่งของทุกอย่าง จิตใจจะได้สงบระงับ นั่งไปสักพักเสียงวิ่งก็ยังดังอยู่ เลยค่อยๆ ลืมตาขึ้นดู น่าอัศจรรย์มาก ไม่เห็นมีอะไรเลย แต่เสียงใบไม้แห้งยังดังกราวรอบๆ ตัว ท่านกับบิดาเณรนั่งสมาธิกันจนถึงสว่าง จิตใจสงบเยือกเย็นดีมาก

เรื่องมีอยู่ว่า

หลังจากที่รับบิณฑบาตจากบิดาเณรแล้วก็ได้เล่าเหตุการณ์ให้ชาวบ้านฟัง ทุกคนก็ได้มาทำบุญอุทิศส่วนกุศลให้แก่วิญญาณนั้น และได้เล่าความจริงให้ฟังว่า เมื่อก่อนที่วัดนี้มีพระเณรอยู่มากมายหลายรูป มีผ้าขาวดูแลเฝ้าอยู่เกิดล้มเจ็บ พอออกพรรษาก็ลาสึกหมด เลยมีแต่ผ้าขาวเฝ้าอยู่ ใครมาทำอะไรในวัดไม่ได้เลย ต่อมาผ้าขาวเกิดล้มเจ็บป่วยอยู่นาน แล้วในที่สุดแกก็มาตายลงที่วัดนี้ ท่านจึงขออยู่นั่งภาวนานั่งสมาธิอีกหนึ่งคืนเพื่อพิสูจน์ความจริง แต่หลังจากคืนนั้นที่ทำบุญอุทิศส่วนกุศลให้แล้วเหตุการณ์ต่างๆ ก็ไม่มีอะไร มีความสงบเงียบจิตใจเป็นสมาธิดี ผลของบุญกุศลส่งเสริมให้ได้รับความเยือกเย็นตลอดรุ่งเช้า นั่นแปลว่าผลแห่งเมตตาธรรมได้ชนะความยึดมั่นแห่งดวงวิญญาณของตาผ้าขาว

เพราะสบายเกินไป

ท่านได้เล่าให้ฟังว่า ท่านพร้อมด้วยสหธรรมิก 3-4 รูป ได้พากันเดินธุดงค์เพื่อวิเวกทางจิต มุ่งไปทาง จ.ลำปาง ซึ่งมีภูเขา ถ้ำเงื้อมผามากมาย แต่ละสถานที่เหมาะที่จะประพฤติวัตรการปฏิบัติธรรม เมื่อไปถึง อ.แม่ทะ จ.ลำปาง ก็ได้ปฏิบัติธรรมอยู่ในถ้ำแจ้ง ถ้ำแห่งนี้อากาศสบายถ่ายเทดี สว่าง แสงแดดส่องถึง ไม่แฉะไม่อับเมื่ออยู่ถ้ำ สามวันแรกก็ไม่มีเหตุการณ์อะไร นั่งสมาธิ เดินจงกรม จิตใจสงบมาก มีความรู้สึกเยือกเย็นดีเหลือเกิน

ในความสงบสุขนั้นไม่แพ้สวรรค์แน่ๆ เลย จิตใจเยือกเย็นสบายดีจริงๆ เลย คนเรานี่เวลามีความทุกข์ก็ดิ้นรนกระเสือกกระสนโทษฟ้าดินว่าไม่มีความปรานี บุญกุศลหนอไปไหนหมด ทำไมไม่ส่งเสริมช่วยเหลือกันสักที ทำไมจึงปล่อยให้ผจญชะตากรรมอย่างนี้ นั่นว่าไป เวลาได้รับความสุขนะ ชักจะลืมตัว มันสบายมากเลยเกิดความประมาท

แรกๆ มาอยู่ป่าอยู่ดงก็กลัวไปหมดร้อยแปด พออยู่ไปได้สามวัน แล้วมันไม่เห็นมีอะไรเกิดขึ้น คิดไปคิดมา จิตใจมันก็ประมาทอย่างรุนแรง กิเลสถูกคนจนขุ่นมัว เมื่อประมาท มารก็ได้ช่อง เมื่อความประมาทเกิดขึ้นในจิตใจ ความดีทั้งหลายที่เคยปฏิบัติ มันก็เลิกล้มความคิดที่จะปฏิบัติต่อไป เช่น 1.เคยสำรวมกายวาจาใจ กลับไม่ทำอีกต่อไปแล้ว 2.เคยทำวัตรสวดมนต์เพื่อน้อมระลึกถึงคุณพระพุทธเจ้า พระธรรม พระสงฆ์ กลับใจไม่เอาแล้ว อยู่ป่าไม่เห็นน่ากลัว ไม่ต้องไหว้พระก็ได้ 3.เคยนั่งสมาธิ เดินจงกรม มีสติปัญญาดีเท่าไหร่ เลิกละหย่อนยานเลยได้เรื่อง

เย็นวันที่สี่ ท่านปวดถ่ายทุกข์ก็ไปยังที่ถ่ายทุกข์เป็นก้อนหินอยู่ริมๆ ภูเขา ขณะถ่ายทุกข์กิเลสมันเกิดขึ้นอย่างรุนแรง เกิดความกำหนัดขึ้นมา สติตามไม่ทันด้วยประมาทเกินไปเลยหลงทางคิดถึงผู้หญิงขึ้นมา กิเลสกามนี่ร้อนแรงเร็วไวจริง อารมณ์กำหนัดนี้มันรวดเร็วเหลือเกินนะ ถ้ามันเกิดขึ้นมันก็จะทำลายสติ ทำลายสมาธิ ทำลายธรรมะ กั้นทางความคิดหมด ทำให้หน้ามืดตาลายเสียผู้เสียคนไปเลย ท่านตกใจคิดได้หลังจากขาดสติไปพักหนึ่ง เลยรีบพิจารณาหาทางดับ เพราะเราได้หาทางผูกไว้ก็ต้องเรียนแก้เอาเอง เกิดความละอายอย่างมากในตอนนั้น ท่านก็คิดปราบโทษตัวเองว่า นี่เรามาอยู่ป่าทำไมจึงคิดไม่ดีเสียละ เราเป็นพระสงฆ์มาคิดเรื่องทางโลกก็ใช้ไม่ได้ละสิ ไม่เอาๆ ต้องใช้หนี้กรรมก่อนละ

สำคัญที่จิตตน

วิธีดับอารมณ์จิต ขณะที่มันพลุ่งพล่านขึ้นมาพร้อมกับผสมผสานกับกิเลสตัณหาต้องทำดังนี้ ความคิดในลักษณะกามตัณหา ตอนสำคัญของนักปฏิบัติ ต้องนำลงให้หมดไม่อย่างนั้นมันไม่สมบูรณ์ ท่านปรุงแต่งให้เกิดความนึกคิดให้เกิดความกำหนัดขึ้นมา โดนน้อมใจ เชื่อว่ามีเพศตรงข้ามนั่งอยู่ตรงหน้า คิดปรุงแต่ง ปล่อยจิตใจไปตามอารมณ์ มองเห็นหน้าของกิเลสตัณหา

เมื่อท่านปรุงแต่งความนึกคิดไป องคชาตก็แข็งตัวเกิดความกำหนัดขึ้น จากนั้นท่านก็กำหนดดับความคิดปรุงแต่งนั้น โดยการดึงจิตเข้าสู่ความสงบ พิจารณาความจริงของร่างกาย แยกธาตุให้เป็นสัดส่วน มองสังขารของตัวเองไม่เที่ยงแท้แน่นอน สิ่งที่ปรากฏอยู่นี้แท้จริงมันเกิดจากความนึกคิดของจิตใจ ซึ่งปรุงอารมณ์ให้เกิดตัวตนไปเอง ถ้าดับจิตลงแล้ว สังขารมันก็จะทรงสภาพนี้ไม่ได้ เมื่อสภาพความจริงปรากฏแก่จิตใจแล้ว องคชาตก็อ่อนตัวลงอย่างรวดเร็ว จึงรู้ว่าที่มันเกิดฝืนธรรมชาติ ก็เพราะอำนาจการปรุงแต่งที่ส่งกระแสไปจากจิต มันไม่มีอาการคัดค้าน อีกท่านจึงได้สติคิดว่า กามตัณหามันจะเกิดขึ้นนั้น ก็เนื่องจากความดำริของคนนั้นเอง

ถ้าบุคคลปล่อยวางอย่างสงบไม่ปรุงแต่งขึ้นมา มันจะเกิดความกำหนัดอีกไม่ได้ ความใคร่ไม่มีแน่นอน ท่านคิดอย่างนี้มัน เกิดความเสียหายแก่ตนเอง ก็คิดว่าท่านเสียท่ากิเลสก็รีบกลับไปยังกลดไหว้พระสวดมนต์แล้วนั่งสมาธิภาวนา

คืนถูกผีสาวปล้ำ

ท่านเล่าว่า คืนหนึ่งท่านนั่งสมาธิ เดินจงกลมชดใช้ข้อผิดพลาดที่ขาดสติ พอเดินจงกรมเสร็จก็ดึกมากแล้วจึงเข้า‌ กลดเพื่อพักผ่อน พอล้มตัวลงนอนในลักษณะตะแคง ทำจิตใจ‌  สงบอยู่พักหนึ่งก็ปรากฏเหมือนมีใครมายืนอยู่ข้างหลัง ท่าน‌  พยายามทำใจปกติไม่หวั่นไหวอะไร กำหนดดูอยู่ก็รู้ว่า คนที่‌ ยืนอยู่ข้างหลังเป็นผู้หญิง พอจิตรู้ว่าเป็นผู้หญิงเท่านั้น หญิง‌   นั้นก็เข้ากอดรัดข้างหลังจนแน่นทีเดียว ท่านถูกกอดปล้ำอย่าง‌ นั้นก็ดิ้นรน สมาธิขาดห้วงไป เอาแต่สลัดไปสลัดมาเพื่อให้‌ หลุดจากผู้หญิงคนนั้น แต่กลับยิ่งถูกรัดแน่นขึ้นทุกขณะ ท่าน‌ ดิ้นอย่างรุนแรง จิตใจไม่ได้บริกรรมอะไรเลย ขณะดิ้นไปมา‌ข้างหน้ามีภาพ หลวงปู่สิม พุทธาจาโร นั่งขัดสมาธิมองดูตัว‌ของอาตมาอยู่ พร้อมกับชี้หน้าพูดขึ้นว่า ใครคิดไม่ดีกรรมใคร‌กรรมมัน พอหลวงปู่สิมพูดจบก็นั่งหลับตาเฉย ท่านมหาทอง‌อินทร์ก็ยังไม่พ้นอันตราย ผู้หญิงคนนั้นยังกอดรัดอยู่เหมือนงูเหลือม พอได้คิดว่า หลวงปู่สิมไม่ช่วยเราแน่แล้ว เราก็ต้อง‌ช่วยตัวเองอย่างสุดฤทธิ์กันละ ว่าแล้วก็ดิ้นรนขนาดใหญ่พอ‌สลัดไปมาอยู่พักหนึ่งก็หลุดออกมาได้ ในความรู้สึกนั้น ท่านวิ่ง‌ไปทางหลวงปู่สิมนั่งอยู่

ท่านก็หันกลับมามอง คราวนี้ไม่ใช่ผู้หญิงเสียแล้ว กลับ‌กลายเป็นอสุรกายตัวใหญ่โตดำมาก ร่างกายกำยำล่ำสัน มัน‌วิ่งเข้าหาท่าน พอรู้ว่าเป็นผู้ชายเป็นผีอสุรกาย ท่านก็เกิดกำลัง‌ใจ ท่านได้วิ่งเข้าสู้กับวิญญาณนั้นเป็นการใหญ่ จิตใจไม่หวั่น‌ไหวอีกแล้ว คราวนี้เลือดนักมวยเก่ามันร้อนระอุ ทั้งหมัดทั้งเท้า‌เหวี่ยงออกไปอย่างรุนแรงได้เหงื่อเลยทีเดียว การตะลุมบอน‌กับผีร้ายนี้นานมาก สู้กับมันทั้งเตะทั้งต่อยตีวุ่นวายไปหมด

สู้กันจนอสุรกายตนนั้นพ่ายแพ้หนีไป พอรู้สึกตัวก็เตะเอา‌กลดมุ้ง บาตรม้วนพับกระจัดกระจายเกลื่อน เลยรู้ตัวว่าเรา‌เสียทีอีกแล้ว คืนนั้นนอนไม่ได้อีกแล้วกลดมุ้งไม่มีราบหมด ‌ท่านก็นั่งสมาธิภาวนาเดินจงกรม จนกระทั่งรุ่งเช้าออกบิณฑบาตได้เลย ไม่ได้พักผ่อนกันเลย

ผีกระชากเท้า

ครั้นวันที่ห้า ตอนกลางวันผ่านไป ตกบ่ายหลังจากสรงน้ำ‌แล้ว ก็ตั้งสัจจะวาจาโดยจะปฏิบัติบูชา ถือเนสัชชิกธุดงค์ ไม่นอนตลอดคืน เพราะท่านเกรงว่าจะเสียท่าเหมือนคืนก่อน ‌ท่านก็ปฏิบัติตามคำสอนครูบาอาจารย์ด้วยการสวดมนต์ไหว้พระ นั่งสมาธิภาวนา เดินจงกรมกิริยาทุกอย่าง พยายาม‌รักษาไว้ด้วยสติสัมปชัญญะ เพื่อไม่ให้พลาดนั่นเอง แต่เหตุ‌การณ์ก็เกิดขึ้นจนได้ในเวลาตีสี่กว่า เหมือนกรรมเก่ามาแกล้ง ‌ท่านเกิดความง่วงอย่างรุนแรง หาวน้ำตาร่วงเลย ขณะที่นั่งทำ‌ความเพียรอยู่นั้นเกิดหลับไป เมื่อหลับไปในทันทีนั้น ก็มีความ‌รู้สึกว่า มีมือใครคนหนึ่ง ค่อยๆ เอื้อมมายังท่านพระนพีสีพิศาล‌คุณ แล้วจับเท้าท่านกระชากอย่างรุนแรงไปข้างหลัง แรงกระชากทำให้ท่านคะมำไปข้างหน้า เลยได้คิดว่าเราเสียสัจจะที่‌ตั้งไว้ตั้งแต่แรกแล้ว น่าเสียดายที่ท่านยังอ่อนในเรื่องภาคปฏิบัติ จำต้องฝึกฝนให้แก่กล้ามากยิ่งๆ ขึ้นไปอีก

ต่อมาหลวงปู่สิม พุทธาจาโร ได้ทำหนังสือมาบอกท่านว่า ‌วัดสันติธรรมขณะนี้ไม่มีพระผู้เป็นหัวหน้า ขอให้ท่านกลับมาอยู่‌วัดสันติธรรมได้แล้ว เมื่อมีเหตุขึ้นเช่นนี้ท่านจึงสำรวมจิตเข้าสู่‌สมาธิ กำหนดรู้ขึ้นมาว่า เราจะกลับไปวัดสันติธรรมหรือไม่ มี‌นิมิตเกิดขึ้นมาในขณะนั้นว่า “พระสาวก สาวิกา ของพระ‌สัมมาสัมพุทธเจ้า ท่านเอาหมู่เอาคณะท่านไม่หนีเอาตัวรอด‌แต่ผู้เดียว ท่านย่อมช่วยหมู่ช่วยคณะตามกำลังความสามารถ‌ของท่าน ตัวเรานี้ก็มีความรู้ความสามารถพอสมควรแล้ว ‌ควรที่จะช่วยเหลือหมู่คณะได้แล้ว” เมื่อเกิดความรู้ขึ้นมาบอก‌เหตุเช่นนั้น ประจวบเหมาะกับเมื่อโยมคิ้ม (น.ส.นิ่มคิ้ม สุภาวงศ์) ได้ส่งคนไปที่สำนักสงฆ์ถ้ำผาจรุย เพื่อนิมนต์ท่านให้‌กลับมาที่วัดสันติธรรม ท่านจึงได้มอบสำนักสงฆ์ถ้ำผาจรุยให้‌พระอาจารย์ละมุดอยู่ดูแลแทน ท่านพระนพีสีพิศาลคุณจึง‌กลับมาพร้อมกับโยมที่ไปนิมนต์เพื่อมาอยู่ที่วัดสันติธรรม


 

 

ข่าวล่าสุด

ทรู-ดีแทค เปิดจอง iPhone Duo 16 ต.ค. ลดสูงสุด 28,800 บาท

ทรู-ดีแทค เปิดจอง iPhone Duo 16 ต.ค. ลดสูงสุด 28,800 บาท