
ทำคุณคนไม่ขึ้น
การที่สังคมไทยนับถือศาสนาพุทธมีคุณูปการอยู่หลายเรื่อง เรื่องหนึ่งก็คือใช้เป็นหลักชีวิตช่วยปลอบประโลมใจเมื่อยามทุกข์หรือผิดหวัง
การที่สังคมไทยนับถือศาสนาพุทธมีคุณูปการอยู่หลายเรื่อง เรื่องหนึ่งก็คือใช้เป็นหลักชีวิตช่วยปลอบประโลมใจเมื่อยามทุกข์หรือผิดหวัง
โดย...ทวี สุรฤทธิกุล
การที่สังคมไทยนับถือศาสนาพุทธมีคุณูปการอยู่หลายเรื่อง เรื่องหนึ่งก็คือใช้เป็นหลักชีวิตช่วยปลอบประโลมใจเมื่อยามทุกข์หรือผิดหวัง อย่างกรณีที่เราพยายามจะทำความดี บนความเชื่อที่ว่า “ทำดีได้ดี” แต่ครั้นไม่เกิดผลดีอย่างที่หวังก็สามารถปลอบใจตัวเองได้ว่า “ทำคุณคนไม่ขึ้น” ซึ่งคนที่ใช้ทฤษฎีนี้มากที่สุดก็คือ “หมอดู” เพื่อให้ลูกค้ามีหวังและไม่หมดหวังในชีวิต
หลายคนตั้งข้อสังเกตว่าตนเองเป็นคนใจบุญสุนทานมาตลอดชีวิต เช้าก็ทำบุญใส่บาตรทุกวันเท่าที่จะมีโอกาส เจอขอทานก็หย่อนเหรียญห้าเหรียญสิบใส่ให้เป็นประจำ มดยุงมาตอมไต่ก็ไม่ฆ่าไม่ตบ เนื้อสัตว์ถ้าเลี่ยงได้ก็ไม่กิน พูดจาก็ไพเราะไม่เสียดสีโป้ปด มีสัมมาอาชีพไม่เบียดเบียนใคร ฯลฯ ทำความดีทุกอย่าง ไม่ทำชั่วทั้งปวง ทำจิตใจให้ผ่องใส ครบถ้วนตามหลักศาสนา แต่ทำมั้ยทำไมจึงไม่ร่ำไม่รวย พ้นทุกข์ พ้นความยากจน มั่งมีศรีสุขเสียที
ท่านอาจารย์ ม.ร.ว.คึกฤทธิ์ ปราโมช ครั้งที่ยังเป็นคอลัมนิสต์ตอบปัญหาประจำวันในหน้าหนังสือพิมพ์สยามรัฐของท่าน เคยมีคนถามปัญหาในทำนองย่อหน้าข้างต้นมาหลายครั้ง ซึ่งท่านก็ตอบในทุกครั้งว่า การทำบุญเป็นคนละเรื่องกับการทำให้ร่ำรวย เพราะการทำบุญเป็นการทำลายกิเลสในตัวเรา เป็นการยังประโยชน์ให้เกิดแก่ผู้อื่น หรือทำให้คนอื่นได้ดีมีสุขมากกว่าที่ต้องการจะให้เกิดแก่ตัวเรา การทำทานคือการฝึกความเสียสละ สอนให้เรามีความเอื้อเฟื้อช่วยเหลือกัน ผลดีที่เกิดขึ้นเฉพาะหน้าคือแก้ทุกข์ให้คนอื่น ผลดีที่จะสืบเนื่องต่อมาก็คือ สังคมที่น่าอยู่ บ้านเมืองที่ดี เพราะคนมีความเอื้อเฟื้อต่อกัน และต่างก็ช่วยกันให้พ้นทุกข์
ท่านอาจารย์คึกฤทธิ์ยังแซวคนทำบุญแบบหวังผลว่า ส่วนใหญ่จะหวังมากไปจนเกินเลย เช่น ใส่บาตรพระวันละรูปแล้วอธิษฐานให้มีรถเบนซ์ขี่ ใส่เงินให้ขอทาน 2 บาท แล้วขอให้ถูกหวยรางวัลที่ 1 ฯลฯ ก็คงไม่มีวันได้ตามที่ขอ เพราะใส่บาตรแล้วก็ไปนอน ไม่ออกไปทำมาหากิน ไม่ขยันทำมาหาเงิน ก็ไม่มีทางที่จะมีเงินไปซื้ออะไรได้ หรือให้เงินขอทานแล้วก็ไปเล่นหวยเล่นการพนัน (เพราะมีแรงจูงใจว่าทำบุญแล้วน่าจะช่วยให้โชคดี) ก็ผลาญเงินที่หามาได้นั้นไปส่วนหนึ่งแล้ว
ในครั้งที่ท่านอาจารย์คึกฤทธิ์เป็นนายกรัฐมนตรีเมื่อ พ.ศ. 2518 ประเทศไทยมีปัญหามากมาย ส่วนใหญ่เป็นผลมาจากการพัฒนาประเทศอย่างไม่สมดุลในยุคที่ทหารครองเมือง ตั้งแต่สมัยจอมพล ป. พิบูลสงคราม ตามมาด้วยจอมพลสฤษดิ์ ธนะรัชต์ และจอมพลถนอม กิตติขจร ที่มีการพัฒนาโครงสร้างพื้นฐานโดยเฉพาะถนนหนทางไปตามภูมิภาคต่างๆ มีการโฆษณาชวนเชื่อให้คนทั้งหลายเข้าใจว่าจะทำให้ชาวไร่ชาวนามีความสุขความเจริญมากขึ้น เพราะจะไปช่วยนำผลผลิตของพวกเขาให้เข้าสู่ตลาด แต่ในความเป็นจริงกลับนำลูกหลานชาวไร่ชาวนาเหล่านั้นให้เข้ามาทำงานในเมือง ละทิ้งไร่นา เพราะการทำงานในเมืองมีรายได้ดีกว่า ซึ่งสร้างปัญหาตามมามากมาย เช่น ความแออัดของเมือง และการขายที่ดินทำกินให้กับนายทุน ฯลฯ
รัฐบาลของท่านอาจารย์คึกฤทธิ์ได้นำนโยบายเงินผันมาใช้ โดยใช้ชื่อในทางราชการว่า โครงการสร้างงานในฤดูแล้ง เป้าหมายหลักที่แถลงต่อสภาในการขอเงินจำนวน 2,500 ล้านบาท มาใช้ในการนี้ก็คือ เพื่อยับยั้งการเข้ามาแย่งกันหากินในเมือง สร้างงานและเพิ่มรายได้ให้แก่คนในชนบท อีกทั้งจะช่วยในการเสริมสร้างประชาธิปไตย โดยให้สภาตำบลช่วยกันคิด และใช้แรงงานในตำบลหมู่บ้านช่วยกันทำ โดยมีการจ่ายเงินให้แต่ละตำบล 5 แสนบาท
ปรากฏว่าเป็นนโยบายที่ประสบความสำเร็จมาก เป็นชื่อเป็นเสียงแก่พรรคกิจสังคมและท่านอาจารย์คึกฤทธิ์มาอีกหลายปี ถนนและคูคลองต่างๆ จากการใช้เงินผันถูกชาวบ้านเรียกว่า ถนนคึกฤทธิ์ คลองคึกฤทธิ์ (และยังมีหนุ่มสาวที่ไปพบรักกันในการขุดถนนคูคลองเหล่านั้นแล้วต่อมาได้แต่งงานกันก็เรียกว่า เขยคึกฤทธิ์ สะใภ้คึกฤทธิ์ แม้แต่กุ้งหอยปูปลาที่เติบโตในสระและบ่อที่ขุดขึ้นด้วยเงินผันนี้ก็เรียกว่า กุ้งหอยปูปลาคึกฤทธิ์) กระทั่งรัฐบาลต่อมาก็ต้องดำเนินการสืบเนื่อง โดยที่ในสมัยรัฐบาล พล.อ.เปรม ติณสูลานนท์ ได้เปลี่ยนชื่อเป็นโครงการสร้างงานในชนบท ถึงขั้นตั้งเป็นคณะกรรมการระดับชาติขึ้นมาดูแลอย่างเข้มงวด
ว่ากันว่านโยบายกองทุนหมู่บ้านของคุณทักษิณที่นำมาใช้ตั้งแต่ครั้งที่ได้เป็นนายกฯ ในสมัยแรกใน พ.ศ. 2544 ก็มีรากความคิดมาจากเงินผันนี่แหละ และคุณทักษิณก็ได้รับอานิสงส์จากเงินนี้อย่างมหาศาล ถึงขั้นมัดใจคนรากหญ้าให้เลือกตั้งพรรคไทยรักไทยเข้ามาอย่างถล่มทลาย และครองใจมวลชนจำนวนมากนี้มาถึงปัจจุบัน ทั้งนี้ก็เพราะคุณทักษิณ “ขายพ่วง” ด้วยนโยบายประชานิยมต่างๆ เป็นพวงใหญ่ ที่โดดเด่นที่สุดก็คือ 30 บาทรักษาทุกโรค พ่วงด้วยกองทุนนานาชนิด และการพักชำระหนี้เกษตรกร โดยมุ่งจะกวาดเสียงในการเลือกตั้งเป็นหลัก
ในความเห็นของผู้เขียน ความแตกต่างระหว่างเงินผันของท่านอาจารย์คึกฤทธิ์กับ “เงินหว่าน” ของคุณทักษิณก็คือ ท่านอาจารย์คึกฤทธิ์นำนโยบายเงินผันมาใช้ด้วยสำนึกของ “ความเมตตา” เป็นเบื้องต้น คือต้องการที่จะช่วยบรรเทาความทุกข์ร้อนของชาวไร่ชาวนาและคนในชนบทเป็นหลัก เป็นสำนึกที่บริสุทธิ์ไม่มีผลประโยชน์แอบแฝง (แต่ที่เป็นชื่อเสียงตามมาก็ด้วยชาวบ้านเขาชื่นชมจริงๆ ไม่มีการกะเกณฑ์ที่จะแลกกับคะแนนเสียงในการเลือกตั้ง) แต่นโยบายเงินหว่านของคุณทักษิณมีเป้าหมายที่จะถล่มคู่ต่อสู้ทางการเมืองเป็นสำคัญ เป็นสำนึกของคนที่เต็มไปด้วยโมหจริต คับแค้นฝังโกรธทางการเมือง หล่อหลอมด้วยความโลภอยากเป็นใหญ่ และหวังผลทางการยึดครองอำนาจทางการเมือง โดยไม่สนใจผลร้ายผลเสียอะไรที่จะตามมา
อันที่จริงบาปเคราะห์ของคุณทักษิณที่ได้ทำมาอาจจะมีมากกว่านี้ แต่ผลร้ายที่ตามมาไม่ใช่แค่การที่ทำให้สังคมไทยแตกแยกอย่างที่ไม่เคยเป็นมาก่อน (ผู้หลักผู้ใหญ่ในบ้านเมืองบางท่านบอกว่า การเสียกรุงศรีอยุธยาแก่พม่า 2 ครั้ง ก็ยังไม่ได้สร้างความเสียหายให้เกิดความแตกแยกในบ้านเมืองเท่าครั้งนี้) แต่ยังส่งผลเสียให้กับรัฐบาลที่สืบทอดอำนาจให้คุณทักษิณต่อมานั้นด้วย ไม่ว่าจะเป็นคุณสมัคร สุนทรเวช คุณสมชาย วงศ์สวัสดิ์ กระทั่งคุณยิ่งลักษณ์ ชินวัตร
ผลเสียก็คือรัฐบาลเหล่านี้ “ทำคุณคนไม่ขึ้น” ส่วนหนึ่งก็คือทุกโครงการล้วนเป็นชื่อเสียงแก่คุณทักษิณไปหมดแล้ว แม้จะคิดขึ้นมาใหม่ๆ ทุกคนก็อดเชื่อไม่ได้ว่านั่นคงจะเป็นการคิดค้นของคุณทักษิณอยู่ดี ภายใต้คำขวัญของพรรคการเมืองกลุ่มนี้ที่เคยประกาศว่า “ทักษิณคิด เพื่อไทยทำ” แม้แต่ความพยายามที่จะทำอะไรที่คนกลุ่มนี้พยายามโพนทะนาว่า “ดีจริงๆ” อย่างการกู้เงิน 2 ล้านล้านบาท คนไทยจำนวนมากก็ยังคิดว่าเป็นการหว่านเงินเพื่อครองประเทศไทยไปอีกหลายชาติ และจะเป็นการคอร์รัปชันรอบใหม่ ต่อจากการคอร์รัปชันเชิงนโยบายด้วย “เมกะโปรเจกต์” ต่างๆ ที่เคยทำมาแล้ว ถึงขนาดที่บางคนเรียกว่า “การคอร์รัปชันบนหัวรัฐสภา” คือจิกหัวสมาชิกรัฐสภาที่รับใช้รัฐบาลอาศัยกระบวนการนิติบัญญัติข่มขืนระบบงบประมาณของประเทศ
บาปของคุณทักษิณน่าจะส่งผลเป็นอุปสรรคในการทำงานให้แก่ใครก็ตามที่ทำงานให้กับคุณทักษิณไปอีกนาน อย่างเรื่องการแก้รัฐธรรมนูญ ถ้าจะไม่สำเร็จหรือแท้งอีกครั้งก็ต้องโทษว่าเป็นเพราะอยากช่วยคุณทักษิณ (ที่เป็นบาปเคราะห์แก่บ้านเมืองมาโดยตลอดนั้น) รวมถึง พ.ร.บ.เงินกู้ 2 ล้านล้านบาท (ที่เห็นว่าได้เปลี่ยนชื่อเป็น พ.ร.บ.ไทยแลนด์ 2020 ไปแล้ว) ก็อาจจะถูกศาลรัฐธรรมนูญ “สอย” ร่วงหล่นไปเพราะไม่เชื่อว่าจะเป็นไปด้วยสุจริต
มีสุภาษิตฝรั่งบทหนึ่งกล่าวไว้ว่า “น้ำนมเมื่ออยู่ในมือโจร คนทั้งหลายก็นึกว่าเป็นเหล้า” อาจจะเปรียบได้กับความพยายามของคนบางคนหรือบางกลุ่มที่พยายามจะทำอะไรที่ดีๆ บ้าง แต่คนทั้งหลายก็ไม่เชื่อเพราะมีประวัติไม่ดีที่ยากจะลบเลือนไปจากความทรงจำ
ในพุทธประวัติ องคุลีมาลแม้จะบวชเป็นพระแล้ว ชาวบ้านก็ยังไม่ให้อภัย







