
ลดรุนแรงเป็นหลัก
ความรุนแรงที่เกิดขึ้นหลังการลงนามพูดคุยสันติภาพระหว่างเลขาธิการสภาความมั่นคงแห่งชาติ (สมช.) กับฮาซัน ตอยิบ ตัวแทนขบวนการบีอาร์เอ็น กลายเป็นประเด็นข้อสงสัยว่า การพูดคุยจะนำไปสู่สันติภาพได้หรือไม่ และฮาซัน ตอยิบ เป็นตัวแทนที่แท้จริงของขบวนการที่กำลังต่อสู้กับรัฐไทยอยู่ในเวลานี้หรือไม่
ความรุนแรงที่เกิดขึ้นหลังการลงนามพูดคุยสันติภาพระหว่างเลขาธิการสภาความมั่นคงแห่งชาติ (สมช.) กับฮาซัน ตอยิบ ตัวแทนขบวนการบีอาร์เอ็น กลายเป็นประเด็นข้อสงสัยว่า การพูดคุยจะนำไปสู่สันติภาพได้หรือไม่ และฮาซัน ตอยิบ เป็นตัวแทนที่แท้จริงของขบวนการที่กำลังต่อสู้กับรัฐไทยอยู่ในเวลานี้หรือไม่
ช่วงเวลาของการเริ่มต้นกระบวนการสันติภาพเพียงแค่ผ่านมา 1 เดือน เร็วเกินกว่าจะตัดสินว่ากระบวนการพูดคุยระหว่างคู่ขัดแย้งทั้งสองฝ่ายจะนำไปสู่สันติภาพได้หรือไม่ และโครงสร้างการจัดตั้งองค์กรแบบปิดลับของขบวนการก่อความไม่สงบที่รัฐไทยพยายามแกะรอยมากว่า 10 ปี ก็ยากจะสรุปว่า ฮาซัน ตอยิบ นั้นเป็นตัวจริงหรือไม่
แต่ทุกฝ่ายควรยอมรับร่วมกันว่า การพูดคุยกันนั้นเป็นจุดเริ่มต้นที่ดีที่สุดของการยุติความรุนแรง เพียงแต่ระหว่างทางที่จะนำไปสู่สันติภาพนั้นหาได้ราบรื่น แต่เป็นพงหนามที่ต้องบุกบั่นฟันฝ่า ประสบการณ์สันติภาพในพื้นที่ขัดแย้งทั่วโลก มิได้ประสบความสำเร็จในเวลาอันสั้น แต่ต้องผ่านกระบวนการกันหลายปี
ที่สำคัญ การพูดคุยสันติภาพมิใช่การเกลี้ยกล่อมให้ฝ่ายตรงข้ามยอมจำนนล้มเลิกการต่อสู้ แต่เป็นการปรับตัวเข้าหากัน เพื่อทางเลือกของการต่อสู้ในวิธีอื่นโดยไม่ต้องใช้ความรุนแรง
ไม่ว่ารัฐไทยหรือขบวนการต่อสู้ ย่อมมีทั้งฝ่ายที่เห็นด้วยและต่อต้านการพูดคุย ยิ่งเกิดความรุนแรงตามมา ก็ยิ่งทำให้ความหวังต่อสันติภาพนั้นรางเลือน แรงกดดันจึงตกอยู่กับรัฐไทย
ภาวะเช่นนี้ รัฐไทยไม่มีโอกาสถอยหลัง การลงนามยอมรับกระบวนการสันติภาพ โดยมีนายกรัฐมนตรีมาเลเซียเป็นสักขีพยาน เท่ากับเป็นการประกาศให้โลกรู้ถึงทางเลือกที่จะยุติความรุนแรงโดยสันติวิธี
แต่สันติวิธีก็หาใช่การยอมนิ่งเฉยให้เกิดความไม่ถูกต้อง การใช้อำนาจเพื่อระงับความรุนแรงยังเป็นความชอบธรรมของ “รัฐ”
ดังนั้น พร้อมๆ ไปกับกระบวนการสันติภาพบนโต๊ะพูดคุย การดำเนินการตามกฎหมายเพื่อรักษาความสงบเรียบร้อยจึงเป็นสิ่งที่รัฐจะต้องทำให้เกิดขึ้นให้ได้ ขณะที่การพูดคุยสันติภาพจะเป็นการขจัดเงื่อนไข และทำให้ผู้เห็นต่างจากรัฐมีแนวทางใหม่ๆ ในการต่อสู้เพื่อรักษาอัตลักษณ์โดยไม่เลือกใช้ความรุนแรงดังเช่นที่เป็นอยู่ขณะนี้
ที่สำคัญ รัฐและผู้เห็นต่างต้องยอมรับร่วมกันว่าการยุติความรุนแรงนี้เป็นหัวข้อพูดคุยที่สำคัญที่สุด และผลกระทบนั้นเกิดขึ้นกับทุกฝ่าย ทุกเชื้อชาติ ศาสนา และไม่มีประโยชน์ที่ใครจะเริ่มต้นพูดในเรื่องที่ไกลออกไปกว่าการยุติความรุนแรงที่ส่งผลกระทบต่อชีวิตผู้คนร่วม 2 ล้านคน







