
กู้ 2 ล้านล้าน จุดเปลี่ยนประเทศไทย...?
การคลังกู้เงินเพื่อการพัฒนาโครงสร้างพื้นฐานด้านคมนาคมขนส่งของประเทศ พ.ศ. ... หรือ พ.ร.บ.ไทยแลนด์ 2020
โดย...ทีมข่าวการเมือง
การคลังกู้เงินเพื่อการพัฒนาโครงสร้างพื้นฐานด้านคมนาคมขนส่งของประเทศ พ.ศ. ... หรือ พ.ร.บ.ไทยแลนด์ 2020 ตามที่รัฐบาลตั้งชื่อให้จำง่าย กำลังเข้าสู่กระบวนการของสภาผู้แทนราษฎรอย่างเป็นทางการในวันนี้
แต่ก่อนศึกกู้เงิน 2 ล้านล้านบาทจะอุบัติขึ้น ปรากฏว่า เมื่อวันที่ 27 มี.ค. ทั้งวุฒิสภา และสภาผู้แทนราษฎร ใจตรงกันจัดเวทีอภิปรายแลกเปลี่ยนความคิดเห็นในประเด็นดังกล่าวพอดี
สภา ในนามคณะกรรมาธิการ (กมธ.) การเงิน การคลัง การธนาคาร และสถาบันการเงิน ที่มี “ไชยา พรหมา” สส.หนองบัวลำภู พรรคเพื่อไทย เป็นประธาน จัดเวทีในหัวข้อ “พ.ร.บ. 2 ล้านล้านบาท จุดเปลี่ยนประเทศไทย” โดยเนื้อหาส่วนใหญ่สนับสนุนการกู้เงินครั้งนี้
อนุสรณ์ ธรรมใจ คณบดีคณะเศรษฐศาสตร์ มหาวิทยาลัยรังสิต อภิปรายว่า เห็นด้วยกับร่าง พ.ร.บ.กู้เงิน เพราะโครงสร้างงบประมาณปกติไม่เพียงพอ และจากการจัดอันดับโดย IMD และ World Economic Forum ยังชี้ชัดว่าจุดอ่อนที่สุดของประเทศไทย คือ โครงสร้างพื้นฐานทางเศรษฐกิจ โดยเฉพาะระบบโลจิสติกส์และระบบขนส่งมวลชน ดังนั้นหากปล่อยให้การขนส่งทางรางมีสัดส่วนไม่ถึง 10% และปล่อยให้สภาวะต้นทุนด้านโลจิสติกส์สูงขึ้นต่อไป ประเทศจะถดถอยลงต่อเนื่อง
“แม้จะกู้เงินทั้งหมด 2 ล้านล้านเพื่อลงทุนโครงสร้างพื้นฐานในระยะ 7 ปีข้างหน้า ก็ไม่ส่งผลให้หนี้สาธารณะพุ่งเกินกรอบความยั่งยืนทางการคลังที่ต้องจำกัดหนี้สาธารณะต่อจีดีพีไม่ให้เกิน 60%
อย่างไรก็ตาม หากมีการกู้เงิน ในปี 56 จะส่งผลให้หนี้สาธารณะอยู่ที่ 47.1% ปี 57 48.1% ปี 58 49.3% และปี 59 จะขึ้นสูงสุดที่ 50% แต่ยังต่ำกว่าเพดาน 60% ของกรอบวินัยการคลัง” นักวิชาการเศรษฐศาสตร์ วิเคราะห์
เช่นเดียวกับ บุญทรัพย์ พานิชการ ผู้อำนวยการวิทยาลัยโลจิสติกส์และห่วงโซ่อุปทาน มหาวิทยาลัยนเรศวร ระบุว่า การพัฒนาโครงการพัฒนาโครงสร้างพื้นฐานของประเทศจะช่วยให้ต้นทุนการขนส่งต่อจีดีพีลดลงไม่น้อยกว่า 2% แต่แสดงความกังวลว่ารัฐบาลได้วางแผนจัดการเรื่องการวางผังเมืองในจังหวัดที่มีสถานีรถไฟความเร็วสูงหรือไม่
อีกทั้งการขนส่งสินค้าผ่านรถไฟรางคู่และรถไฟความเร็วสูงนั้นไม่ได้หมายความว่ารถไฟจะส่งสินค้าถึงโรงงาน ดังนั้นรัฐบาลต้องวางโครงการให้ชัดเจนว่าจะจัดตั้งศูนย์การกระจายสินค้าในพื้นที่อย่างไรเพื่อเชื่อมระบบขนส่งไปสู่ระบบขนส่งอีกต่อหนึ่งอย่างมีประสิทธิภาพ
ขณะที่ วุฒิสภา จัดการอภิปรายในหัวข้อ “มุมมองวุฒิสภา : ร่าง พ.ร.บ.ให้อำนาจกระทรวงการคลังกู้เงิน 2 ล้านล้านบาท” ไฮไลต์อยู่ที่การอภิปรายของ คำนูณ สิทธิสมาน สว.สรรหา ซึ่งตั้งข้อสังเกตว่า การลงทุนโครงสร้างพื้นฐานไม่ได้มีแค่ 2 ล้านล้านบาท แต่มีมากถึง 4.24 ล้านล้านบาท
“จากการชี้แจงของกระทรวงคมนาคมในกรรมาธิการของวุฒิสภาได้รับการยืนยันว่า การลงทุนโครงสร้างพื้นฐานจะมีจำนวนทั้งสิ้น 4.24 ล้านล้านบาท แบ่งเป็นเงินกู้ตาม พ.ร.บ.จำนวน 2 ล้านล้านบาท และเงินลงทุนในงบประมาณประจำปีของแต่ละหน่วยงานในอีก 7 ปี จำนวน 2.24 ล้านล้านบาท” สว.สรรหา กล่าว
นอกจากนี้ คำนูณ ให้มุมมองถึงการกู้เงินที่มีนัยทางการเมืองว่า “ยุทธศาสตร์นี้จะทำให้รัฐบาลในอนาคตตลอด 7 ปีข้างหน้าจะมีอำนาจบริหารงบประมาณลงทุนในแต่ละปีประมาณ 7 แสนล้านบาทต่อเนื่อง 7 ปี จากงบลงทุนตามเงินกู้ 3 แสนล้านบาท และงบลงทุนในงบประมาณประจำปีอีก 4 แสนล้านบาท ซึ่งคาดว่าพรรคเพื่อไทยจะต้องทำให้ตัวเองเป็นรัฐบาลต่อไป”
“ผมไม่ใช่คนขวางโลก ที่จริงผมอยากเป็นฝ่ายรัฐบาลใจจะขาด เพราะอยากอธิบายด้วยคารมมีความสุขและทำให้สามารถเคลิบเคลิ้มได้มากกว่า แต่ที่ต้องออกมาคัดค้านเพราะต้องการให้ประชาชนเห็นว่าการกู้เงินยังมีปัญหาอีกด้านอยู่ จึงอยากขอเสียง สว.ให้ครบ 65 คน เพื่อให้เรื่องนี้ถึงศาลรัฐธรรมนูญ” คำนูณ กล่าว







