posttoday
เศรษฐกิจไทยเติบโตบนซากปลักหักพัง

เศรษฐกิจไทยเติบโตบนซากปลักหักพัง

27 มีนาคม 2556

ท่ามกลางการโหมโฆษณาความเจริญเติบโตของสังคมไทยในอนาคตแบบไทยก้าวใหม่ 2020 เชื่อมไทยสู่โลก มีการโหมโฆษณาทั้งการจัดนิทรรศการเพื่อประกาศศักดาก้าวไปข้างหน้าของความเจริญเติบโตทางเศรษฐกิจของประเทศพร้อมๆ กับรัฐบาลกำลังดำเนินการเสนอราชบัญญัติให้อำนาจกระทรวงการคลังกู้เงิน 2.2 ล้านล้านบาท เพื่อเสริมศักยภาพความเติบโตในอีก 8 ปีข้างหน้า ยังผลก่อให้เกิดอาการดีอกดีใจของทั้งฝ่ายการเมืองที่มีอำนาจอยู่ และนักธุรกิจ การเมือง และผู้ที่เกี่ยวข้องกับการก่อสร้างที่เชื่อมโยงกับรัฐบาลต่างก็ดีอกดีใจ และมีความหวังกับผลประโยชน์ที่กำลังรออยู่ข้างหน้า

ท่ามกลางการโหมโฆษณาความเจริญเติบโตของสังคมไทยในอนาคตแบบไทยก้าวใหม่ 2020 เชื่อมไทยสู่โลก มีการโหมโฆษณาทั้งการจัดนิทรรศการเพื่อประกาศศักดาก้าวไปข้างหน้าของความเจริญเติบโตทางเศรษฐกิจของประเทศพร้อมๆ กับรัฐบาลกำลังดำเนินการเสนอราชบัญญัติให้อำนาจกระทรวงการคลังกู้เงิน 2.2 ล้านล้านบาท เพื่อเสริมศักยภาพความเติบโตในอีก 8 ปีข้างหน้า ยังผลก่อให้เกิดอาการดีอกดีใจของทั้งฝ่ายการเมืองที่มีอำนาจอยู่ และนักธุรกิจ การเมือง และผู้ที่เกี่ยวข้องกับการก่อสร้างที่เชื่อมโยงกับรัฐบาลต่างก็ดีอกดีใจ และมีความหวังกับผลประโยชน์ที่กำลังรออยู่ข้างหน้า

ในขณะที่สังคมไทยกลับมีแต่วิกฤตในเกือบทุกด้าน ไม่ว่าจะเป็นด้านความยากจน ความเหลื่อมล้ำ ความทุกข์ยากของผู้ด้อยโอกาส ความขัดแย้งทางสังคม และความรุนแรงที่จะเกิดขึ้นในอนาคตข้างหน้าของสังคมไทย ซึ่งไม่รวมถึงภาระหนี้สินที่เป็นผลมาจากการกู้เงินของรัฐบาล ที่โยนภาระให้กับประชาชนคนไทยทั่วประเทศ

ที่สำคัญยังมีวิกฤตพฤติกรรมคนไทยที่มีค่านิยมการคอร์รัปชัน หรือค่านิยมขี้โกง ค่านิยมไว้วางใจไม่ได้ และค่านิยมความไม่มีระเบียบวินัย วิกฤตค่านิยมดังกล่าวนี้ สะท้อนจากทัศนคติของคนไทยที่เปิดเผยจากผลการวิจัยเชิงสำรวจของสถาบันต่างๆ ซึ่งล่าสุดงานวิจัยเชิงสำรวจจากเอแบคโพลล์ มหาวิทยาลัยอัสสัมชัญ เผยผลสำรวจเรื่อง จุดวิกฤตของปัญหาคอร์รัปชันในหมู่คนไทย จุดวิกฤตของประเทศ และผลประโยชน์ของทุกคน พบว่า ส่วนใหญ่ร้อยละ 87.0 เห็นด้วยกับข้อความที่ว่า “โกหกบ้างไม่เป็นไรเพื่อความอยู่รอด” และส่วนอีกร้อยละ 93.3 เคยโกหกในช่วง 12 เดือนที่ผ่านมา แต่ที่น่าเป็นห่วงก็คือ “คนไทยยังมีวัฒนธรรมการเลี้ยงดูปูเสื่อรับรองคณะกรรมการจัดซื้อจัดจ้าง ถือเป็นเรื่องปกติธรรมดา” ถึงร้อยละ 87.5

ส่วนพฤติกรรมที่น่ารังเกียจของคนไทย ส่วนใหญ่ร้อยละ 87.5 เคยกระทำการลัดคิวเพื่อซื้อสินค้าหรือใช้บริการต่างๆ ซึ่งแสดงให้เห็นถึงความไม่มีระเบียบวินัย เอาแต่ประโยชน์ส่วนตนเป็นใหญ่ และในขณะเดียวกันอีกร้อยละ 80.2 เคยให้สินบน สินน้ำใจ เพื่อตอบแทนเจ้าหน้าที่ที่ให้บริการ อำนวยความสะดวก และเพื่อประโยชน์ของตนเองค่อนข้างบ่อยครั้งมากที่สุด

ที่น่าตกใจอีกเช่นกัน ในกลุ่มของนักเรียนนักศึกษาที่อยู่ในวัยเรียน ซึ่งควรที่จะเป็นความหวังของอนาคตในสังคมไทย แต่ก็กลับเห็นว่า ยังมีพฤติกรรมที่น่าเป็นห่วงอยู่หลายประการ เป็นต้นว่า ส่วนใหญ่ร้อยละ 92.4 นักเรียนนักศึกษาเคยลอกการบ้าน หรือลอกรายงานของเพื่อน ในช่วง 12 เดือนที่ผ่านมา และยังมีพฤติกรรมเคยลอกข้อสอบและแอบดูคำตอบของเพื่อน หรือแอบนำเนื้อหาเข้าห้องสอบถึงร้อยละ 74.9 ซึ่งพฤติกรรมในทำนองนี้กำลังชี้ให้เห็นว่า การศึกษาของชาติทั้งในระดับประถมศึกษา มัธยมศึกษา และอุดมศึกษา ไม่ได้สร้างคนหรือสร้างพลเมืองให้มีความรู้สึกรับผิดชอบต่อหน้าที่ โดยเฉพาะความซื่อสัตย์ต่อตนเองที่ควรจะเป็นแบบอย่าง แต่กลับกลายเป็นว่ามีพฤติกรรมขี้โกงเสียเองเมื่อมีโอกาส

ในขณะเดียวกัน ในกลุ่มของข้าราชการเจ้าหน้าที่หน่วยงานรัฐ และบริษัทเอกชน ส่วนใหญ่ร้อยละ 81.2 เคยมีพฤติกรรมคอร์รัปชันขณะที่ปฏิบัติงาน เช่น การออกไปทำธุระในเรื่องส่วนตัวในเวลาราชการหรือในเวลาทำงานโดยไม่ได้ขออนุญาตผู้บังคับบัญชา นอกจากนี้ส่วนใหญ่ร้อยละ 80.8 เคยคอร์รัปชันทรัพย์สินของสำนักงานเพื่อประโยชน์ส่วนตัว ในขณะที่ร้อยละ 64.7 เคยพบเห็นหรือเคยรับรู้ว่าคนในหน่วยงานทุจริตข้อสอบเลื่อนขั้นเลื่อนตำแหน่ง ซึ่งสอดคล้องกับการสอบถามถึงพฤติกรรมในกลุ่มแม่พิมพ์ของชาติ หรือคณะครู ที่มีเรื่องราวเกี่ยวกับการโกงข้อสอบครูผู้ช่วย พบว่า ส่วนใหญ่ร้อยละ 85.3 เชื่อว่ามีการทุจริตจริงในการโกงข้อสอบครูผู้ช่วย

แม้ว่า ในทางกลับกันเมื่อเราถามถึงการปราบปรามการทุจริตคอร์รัปชัน พบว่า ร้อยละ 93.0 เห็นด้วยที่หน่วยงานซึ่งทำหน้าที่ปราบปรามการทุจริตคอร์รัปชันควรจะต้องตรวจสอบ และความคิดเหล่านี้ถือว่าเป็นวาทกรรมที่คนในสังคมไทยเห็นว่า เรื่องที่ไม่พึงประสงค์นั้นไม่ดี แต่ในพฤติกรรมการกระทำกำลังกลับกลายเป็นค่านิยมทางสังคมว่า การทุจริตคอร์รัปชันหรือมีพฤติกรรมขี้โกงเป็นเรื่องปกติธรรมดา

ผลจากการสำรวจที่กล่าวมาดังกล่าว ชี้ให้เห็นความทรุดโทรมของสังคมไทยในเชิงวิกฤตพฤติกรรมของคนและสังคมที่กำลังเผชิญอยู่อย่างกว้างขวาง ท่ามกลางคนส่วนใหญ่กำลังมองข้ามพฤติกรรมและค่านิยมที่ไม่พึงประสงค์เหล่านี้ และกำลังปล่อยปละละเลยลุกลามเข้าไปยังสถาบันการศึกษา ไม่ว่าจะเป็นพฤติกรรมการลอกข้อสอบ หรือพฤติกรรมการทำรายงานโดยการจ้าง รวมทั้งทำสารนิพนธ์ และวิทยานิพนธ์ ก็ล้วนแล้วแต่การหาช่องทางในการกระทำที่ขาดจริยธรรม คุณธรรม หรือกล่าวอีกนัยหนึ่งว่าไม่มีความซื่อตรงในการกระทำของตนเอง แต่ก็จะก้าวมุ่งไปสู่ผลประโยชน์ที่พึงได้รับ

นี่เป็นโจทย์ใหญ่ของสังคมไทยที่รัฐบาล ซึ่งมีหน้าที่เกี่ยวข้องโดยตรงกับการพัฒนาคน พัฒนาสังคม รวมทั้ง ภาคส่วนการศึกษา ภาคส่วนประชาสังคม ทั้งทางธุรกิจ และเอกชน ที่ควรจะต้องกลับมาคิดทบทวนและถกแถลงก่อนที่จะก้าวไปสู่ระบบเศรษฐกิจที่พัฒนา และทำให้ประเทศไทยก้าวไปสู่เวทีระดับโลก ท่ามกลางความอ่อนแอทางความคิดและทางปัญญาของคนไทยในเรื่องธรรมาภิบาล (Good Government)

ผมจึงเรียกร้องให้รัฐบาลนำงบประมาณของชาติส่วนหนึ่งมาพัฒนาประเทศในด้านการพัฒนาคน และปฏิรูปการศึกษาใหม่ทั้งระบบ เพื่อสร้างคน (People) ให้เป็นพลเมือง (Citizen) ของชาติ เพื่อให้มีความรับผิดชอบ มีวินัย และซื่อสัตย์สุจริต เห็นแก่ประโยชน์ส่วนรวมมากกว่าประโยชน์ส่วนตน และนอกจากนี้ยังเห็นว่า จะไม่เกิดประโยชน์อะไรแก่คนไทย แม้ความเจริญเติบโตที่เกิดขึ้นตามที่โฆษณาไว้ ถ้าคนไทยโดยส่วนใหญ่ยังมีพฤติกรรมทุจริต ขี้โกง และขาดธรรมาภิบาล ก็จะกลับกลายเป็นว่าสังคมไทยเติบโตอยู่บนความไม่ไว้วางใจของสังคมโลก

ข่าวล่าสุด

ทรู-ดีแทค เปิดจอง iPhone Duo 16 ต.ค. ลดสูงสุด 28,800 บาท

ทรู-ดีแทค เปิดจอง iPhone Duo 16 ต.ค. ลดสูงสุด 28,800 บาท