posttoday
ปฏิรูปการปฏิรูป?!

ปฏิรูปการปฏิรูป?!

27 มีนาคม 2556

เราปฏิรูปการศึกษาไปแล้ว 2 รอบ มี “ปฏิรูปการเมือง” และ “ปฏิรูปเศรษฐกิจ” ก็หลายครั้ง แต่ดูเหมือนอะไรๆ ก็ยังเหมือนเดิม การปฏิรูประบบใหญ่จากบนลงล่างทำให้สำเร็จยาก ถึงเวลาแล้วหรือยังที่เราควรหมุนกลับ? มาเริ่มจากข้างล่างแล้วขยายผลในแนวราบ...

เราปฏิรูปการศึกษาไปแล้ว 2 รอบ มี “ปฏิรูปการเมือง” และ “ปฏิรูปเศรษฐกิจ” ก็หลายครั้ง แต่ดูเหมือนอะไรๆ ก็ยังเหมือนเดิม การปฏิรูประบบใหญ่จากบนลงล่างทำให้สำเร็จยาก ถึงเวลาแล้วหรือยังที่เราควรหมุนกลับ? มาเริ่มจากข้างล่างแล้วขยายผลในแนวราบ...

เมื่อวันศุกร์ที่ผ่านมาดิฉันได้ไปสังเกตการณ์ค่ายนโยบายเชิงนวัตกรรม (Policy DesignLab) ที่จัดขึ้นโดยสถาบันออกแบบอนาคตประเทศไทย (FIT : Future Innovative Thailand Institute) ซึ่งมี ดร.สุรินทร์ พิศสุวรรณ เป็นประธาน เป็นการใช้กระบวนการคิดออกแบบและนวัตกรรมทางสังคม (Social Innovation) มาพัฒนาเป็นโครงการหรือความริเริ่มเชิงยุทธศาสตร์ต่างๆ สำหรับปฏิบัติจริง

ค่ายนโยบายเชิงนวัตกรรม เป็นกิจกรรมที่อยู่ในกระแสการพัฒนายั่งยืนทั่วโลก ที่พยายามคิดค้นเครื่องมือและวิธีการใหม่ๆ มาตอบสนองโจทย์ความท้าทายของสังคมที่สลับซับซ้อนและเปลี่ยนแปลงอย่างรวดเร็ว เช่น ในประเทศฟินแลนด์ (Helsinki Designlab) เดนมาร์ก (Mindlab) หรืออังกฤษ (SIX : Social Innovation Exchange, Nesta)

ค่ายนี้ประกอบด้วยนักวิชาการและนักปฏิบัติที่มีความหลากหลายมาระดมสมองร่วมกัน รวม 5 วัน มีผู้เชี่ยวชาญกระบวนการจากประเทศฟินแลนด์มาช่วยดำเนินการให้ เน้นการใช้ข้อมูลเชิงประจักษ์ (Empirical Data) ในการวิเคราะห์สภาพและบริบทของปัญหา โครงการจะต้องผ่านกระบวนการทำความเข้าใจไตร่ตรองร่วมกันของผู้มีส่วนได้เสีย ก่อนจะถูกนำไปทดลองปฏิบัติจริงในองค์กรปกครองส่วนท้องถิ่น (อปท.)

สถาบันได้เลือก 3 ประเด็นใหญ่ที่จะกำหนดทิศทางประเทศไทยมาดำเนินการ ได้แก่ การศึกษาและการเรียนรู้ ซึ่งจะมีผลต่อขีดความสามารถและความสุขของคนไทย ระบบเศรษฐกิจที่ยั่งยืน รวมถึงเศรษฐกิจนอกระบบด้วย และธรรมาภิบาล เพราะการทุจริตคอร์รัปชันและความไร้ประสิทธิภาพในการเมืองการปกครองมีผลอย่างมากต่อความเข้มแข็งและสันติสุขของประเทศ

ข้อมูลเชิงประจักษ์ที่น่าสนใจ เช่น ในโรงเรียนไทยวันนี้เด็ก 6 ใน 10 คนจะหลุดออกไปจากระบบในช่วงเวลาต่างๆ กัน เหลือเพียง 4 คน ที่จบมัธยม 2 คนต่อ ปวช. ปวส. 2 คน เข้ามหาวิทยาลัย ซึ่ง 1 คน จบปริญญาและหางานได้ งบการศึกษาของไทยสูงถึง 30% ของงบประมาณทั้งหมด แต่การเรียนการสอนยังคงหนีไม่พ้นการบอกแล้วท่องจำ รายได้ต่อหัวระหว่างปี 2533-2553 เพิ่มขึ้น 4 เท่า จาก 4 หมื่นบาท เป็น 1.6 แสนบาท แต่คนรวยที่สุด 20% มีรายได้เพิ่มมาก ในขณะที่คนจนที่สุด 20% รายได้แทบไม่ขยับแต่รายจ่ายเพิ่ม แล้วยังมีความเหลื่อมล้ำทางทรัพย์สินซึ่ง 8090% เป็นของประชากรไม่ถึง 10% ตั้งแต่ปี 2547-2555 ความโปร่งใสของประเทศไทยลดต่ำลงจากอันดับที่ 60 เป็น 88 และการสำรวจความคิดเห็นยังบอกว่า 70% ของคนไทยยอมรับการโกงกินตราบใดที่ตนได้รับส่วนแบ่งบ้าง

หลังจากกระบวนการ 4 วัน ก็เกิดความคิดริเริ่มเชิงยุทธศาสตร์หลายโครงการ ขอยกตัวอย่างด้านการศึกษา เช่น “ศูนย์เด็กเล็ก 3 ดี” คือ การจัดให้เด็กได้ดีทั้งสุขภาพ ปัญญา และอารมณ์ ไม่ใช่แค่เลี้ยงอาหารและอาบน้ำให้ “สมุดพกชีวิต” คือ ระบบฐานข้อมูลที่จะติดตามเด็กตั้งแต่เล็กจนโต เพื่อให้มีการดูแลพัฒนาจุดแข็งและจัดการกับจุดอ่อนของเด็กแต่ละคน “โรงเรียนเส้นทางใหม่” เพื่อดูแลและพัฒนาเด็กจำนวนมากที่หลุดออกจากระบบไม่ให้เป็นภาระสังคม แต่ให้เขามีที่ยืนที่พอใจและเป็นประโยชน์ต่อสังคม ทั้งนี้การจัดหลักสูตรจะต้องสอดคล้องกับช่วงเวลาของการพัฒนาสมองของเด็ก บางโครงการก็จะมีบริบทข้ามประเด็นใหญ่ เช่น “โตไปไม่ทนคนโกง” เป็นเว็บไซต์และเกมเรียนรู้ต่อยอดโครงการ “โตไปไม่โกง” ที่ได้นำร่องไปแล้วใน กทม.

ดร.สุรินทร์ บอกว่า เรากำลังเดินหน้าสู่เหวลึกหากไม่วกกลับให้ทันเวลา สถาบันจึงตั้งโจทย์ที่จะหาพิมพ์เขียวประเทศไทยสำหรับปี 2563 (Thailand Blueprint 2020) อนึ่ง สถาบันออกแบบอนาคตประเทศไทยอยู่ภายใต้มูลนิธิควง อภัยวงศ์ จึงไม่น่าแปลกที่แนวคิดพิมพ์เขียวได้ถูกริเริ่มเป็นครั้งแรกในการประชุมประจำปี 2555 ของพรรคประชาธิปัตย์ โดยสมัชชาประชาชนที่ทำตอนนั้นใช้เวลาสั้นมากเพียงครึ่งวัน แต่ประชาธิปัตย์ได้เคยใช้สัมมนาเชิงปฏิบัติการแบบค่าย หรือ Lab ในช่วงที่ อภิสิทธิ์ เวชชาชีวะ เป็นนายกรัฐมนตรี แม้ไม่ได้เป็นกระบวนการเชิงนวัตกรรม แต่ก็มีผลงานที่จับต้องได้จนทุกวันนี้ เช่น การจัดสวัสดิการให้กับแรงงานนอกระบบ ซึ่งภาครัฐช่วยสมทบประชาชนที่ส่งเงินเข้ากองทุน

ประชาธิปัตย์เป็นพรรคเดียวที่จริงจังกับเรื่องของการศึกษา แต่ก็ได้มีโอกาสบริหารบ้านเมืองเฉพาะช่วงวิกฤต แม้นโยบายเรียนฟรี (15 ปี) และกองทุนเงินให้กู้ยืมเพื่อการศึกษา (กยศ.) จะเปิดโอกาสให้กับคนยากคนจนทั่วไป นมโรงเรียน ไอโอดีน อาหารกลางวันฟรี และอาหารเช้าฟรีใน กทม. จะดูแลสุขภาพเด็กพร้อมไปกับการพัฒนาสมอง แต่การปฏิรูปการศึกษา 2 รอบที่ดำเนินต่อเนื่องในหลายรัฐบาลยังไปไม่ถึงการยกคุณภาพ

หากเราอยากสร้างอนาคตที่แตกต่างก็ต้องเปลี่ยนวิธีคิดวิธีทำ คงต้องรอดูกันต่อไปว่า นโยบายเชิงนวัตกรรมเหล่านี้ปฏิบัติจริงแล้วได้ผลลัพธ์ที่คาดหมายเพียงไหน เมื่อเกิดผลที่ประชาชนจับต้องได้แล้ว อปท.อื่นๆ ย่อมจะสนใจนำไปปฏิบัติหรือประยุกต์ใช้บ้าง ก็จะเป็นทั้งต้นแบบและภาพต่อที่นำไปสู่พิมพ์เขียวประเทศไทย ทั้งนี้ กทม.จะเป็นภาพต่อชิ้นใหญ่ที่สุด

หากนโยบายเชิงนวัตกรรมข้างต้นสามารถนำไปปฏิบัติได้อย่างสัมฤทธิผล ไม่ใช่แต่เพียงสังคมส่วนย่อยๆ ที่จะได้รับการปฏิรูปอย่างแท้จริง แต่โฉมหน้าการเมืองไทยคงจะเปลี่ยนไปอย่างแน่นอน

ข่าวล่าสุด

ทรู-ดีแทค เปิดจอง iPhone Duo 16 ต.ค. ลดสูงสุด 28,800 บาท

ทรู-ดีแทค เปิดจอง iPhone Duo 16 ต.ค. ลดสูงสุด 28,800 บาท