
ศึก สธ.ยกแรกหมอชนบทอ่อนแรง
ในที่สุด นพ.ประดิษฐ สินธวณรงค์ รมว.สาธารณสุข ก็รอดพ้นบ่วงการโจมตีเรื่องการจ่ายอัตราค่าตอบแทนตามภาระงาน (P4P)
โดย...ทีมข่าวการเมือง
ในที่สุด นพ.ประดิษฐ สินธวณรงค์ รมว.สาธารณสุข ก็รอดพ้นบ่วงการโจมตีเรื่องการจ่ายอัตราค่าตอบแทนตามภาระงาน (P4P) ไปได้ เพราะม็อบชนบทที่คาดกันว่าจะมากันนับหมื่น มาเพียงแค่ไม่ถึง 1,000 คนเท่านั้น เสริมทัพด้วยการดึงผู้บริหารตั้งแต่ระดับรองปลัด อธิบดี และผู้ตรวจราชการฯ รวมเกือบ 20 คน มาโชว์ความเป็นปึกแผ่น ทำให้อนาคตการเป็นรัฐมนตรีของหมอประดิษฐ ยังดูสดใส จนดูเหมือนจะอยู่ได้อีกยาว
สืบสายไล่ราวประวัติ ก็จะพบว่า หมอประดิษฐ เข้ามาบริหารงานในกระทรวงสาธารณสุข (สธ.) ได้ ไม่ใช่เพราะเป็นหมอ หากแต่เป็นนักธุรกิจอสังหาริมทรัพย์มือฉมัง มีคอนเนกชันกว้างขวาง ตั้งแต่ ยิ่งลักษณ์ ชินวัตร นายกรัฐมนตรี หรือ เศรษฐา ทวีสิน บอสใหญ่ของเครือแสนสิริ ก็เคยทำงานด้วยกัน ในที่สุด ยิ่งลักษณ์ จึงขอร้องให้เข้ามาช่วยบริหารงานใน สธ. ให้อยู่ในคอนโทรลมากขึ้น โดยใช้ทักษะนักธุรกิจมาช่วยบริหาร
ยิ่งได้ข้าราชการมือดีอย่าง นพ.ณรงค์ สหเมธาพัฒน์ มาเป็นปลัดคู่ใจ งานก็เดินหน้าไปแบบรวดเร็ว หลังรับตำแหน่งได้ยังไม่ถึง 5 เดือน ก็ประกาศกร้าวว่าจะปฏิรูปกระทรวงสาธารณสุขให้มีประสิทธิภาพมากขึ้น เป้าแรกได้แก่ การจัดระเบียบองค์กรอิสระในสังกัด สธ. ยกตัวอย่างเช่น สำนักงานหลักประกันสุขภาพแห่งชาติ (สปสช.) หรือสำนักงานกองทุนสนับสนุนการสร้างเสริมสุขภาพ (สสส.) ให้เข้ามาอยู่ใต้อาณัติมากขึ้น และรวบอำนาจผ่านคณะรัฐมนตรีสุขภาพ ที่จะตั้งขึ้นใหม่ ภายใต้ชื่อคณะกรรมการพัฒนาสุขภาพแห่งชาติ (คสช.) โดยข้อเสนอของบอร์ดทุกตระกูล ส. ต้องผ่าน คสช.ชุดใหม่ โดยจะมีนายกรัฐมนตรีเป็นประธาน รัฐมนตรีที่เกี่ยวข้องเป็นกรรมการและมีหมอประดิษฐนั่งเป็นเลขานุการเอง
นอกจากนี้ ยังลดบทบาทตระกูล ส. หลายแห่ง โดยให้โอนภารกิจหลักกลับมาที่ สธ.ทั้งหมด ยกตัวอย่างเช่น สถาบันการแพทย์ฉุกเฉินแห่งชาติ (สพฉ.) ที่ให้เหลือเพียงการดูแลมาตรฐานเท่านั้น ขณะที่ศูนย์รับแจ้งเหตุ สพฉ. ภายใต้หมายเลข 1669 กระทรวงจะกลับไปดูเอง รวมถึงยังมีการเสนอให้เปลี่ยนสัญลักษณ์ สพฉ. บนรถพยาบาลทุกคัน หรืออย่าง สปสช. ก็มีความพยายามส่งรองเลขาธิการเข้าไป 2 ตำแหน่ง โดยเปิดรับคนนอก ซึ่งมีความใกล้ชิดกับฝ่ายการเมืองเข้าไป โดยที่ภาคประชาชนในทุกองค์กรเหล่านี้ไม่ทันตั้งตัว
ตามมาด้วยการเปิดศึกกับกลุ่มแพทย์ชนบท ด้วยการเปลี่ยนรูปแบบจากการจ่ายเบี้ยทุรกันดารที่เคยได้รับกันล่ำซำ มาสู่การจ่ายแบบ P4P ซึ่งกลุ่มแพทย์ชนบทในโรงพยาบาลชุมชนอ้างว่า จะทำให้แพทย์ชนบทได้รับค่าตอบแทนลดลง และย้ายไปทำงานกับโรงพยาบาลเอกชนที่ค่าตอบแทนสูงกว่ามากแทน นำไปสู่การเปิดศึกไล่รัฐมนตรีอย่างที่เห็นวานนี้ แต่หมอประดิษฐก็ยังเหนียวแน่น เพราะงบประมาณกว่าแสนล้านได้รับการอนุมัติจากคณะรัฐมนตรี (ครม.) อย่างสะดวกโยธิน
กลายเป็นสงครามที่ฟาดฟันกับแพทย์ชนบท รวมถึงอดีตแพทย์ชนบท ซึ่งยังมีอำนาจปกคลุมอยู่ในองค์กรตระกูล ส. อย่าง นพ.วิชัย โชควิวัฒน หรือ นพ.อำพล จินดาวัฒนะ เข้ามาเป็นคู่ขัดแย้งกันตรงๆ อย่างหลีกเลี่ยงไม่ได้
กลายเป็นว่า “ประดิษฐสไตล์” กระทบทั้งเครือข่ายอำนาจเก่า ตัดภาคประชาชนออกจาก สธ. และที่สำคัญที่สุดคือ ตัดแพทย์ชนบททั้งรุ่นเก่าและรุ่นใหม่ออกจาก สธ.ด้วย
ไม่เพียงเท่านั้น เป้าหมายต่อไปอย่างการปฏิรูปกระทรวงก็คือการจัดภารกิจของแต่ละกรมใหม่ โดยแบ่งเป็นกรมจัดทำมาตรฐาน กรมที่ทำหน้าที่ส่งเสริมสุขภาพ และกรมที่ทำหน้าที่สนับสนุน โดยรวมเอาตระกูล ส. ต่างๆ เข้าไปในชาร์ตเหล่านี้ด้วย ขณะที่ผู้ตรวจราชการก็จะได้รับบทบาทใหม่ โดยมีอำนาจดูแลเขตสุขภาพ หรือเป็น “อธิบดีเขต” รวม 34 จังหวัดเข้าด้วยกัน ดูแลตั้งแต่ค่าเหมาจ่ายรายหัวทั้งหมดเพื่อจ่ายให้โรงพยาบาล มีอำนาจแม้กระทั่งการจัดซื้อยาร่วมและแชร์ทรัพยากรภายในเขตสุขภาพด้วยซ้ำ โดยขีดเดดไลน์ไว้ว่าจะให้เสร็จทั้งหมดภายใน 1 ต.ค.นี้
การปฏิรูปของหมอประดิษฐ เริ่มสร้างความตะขิดตะขวงให้กับผู้บริหารบางกรมแล้ว เพราะจากเดิมเคยมีอำนาจเป็นหน่วยบริการด้วย แต่สุดท้ายโครงสร้างใหม่กลับให้บทบาทเป็นเพียงกรมที่ดูแลด้านวิชาการหรือมาตรฐานเพียงอย่างเดียว นอกจากนี้ทีมคลังสมองของหมอประดิษฐมีอยู่ไม่กี่คน แม้แต่หมอทั้งหลายในกระทรวงสาธารณสุขก็ไม่ได้เข้าไปมีส่วนร่วม และไม่รู้อนาคตของตัวเองว่าจะอยู่ในจุดใด
แม้ในวันนี้ แบ็กของ นพ.ประดิษฐ จะเข้มแข็งด้วยคอนเนกชันกับยิ่งลักษณ์ ขณะที่ความสัมพันธ์ภายใน สธ. ระหว่างฝ่ายการเมืองกับข้าราชการประจำยังคงเหนียวแน่น แต่ในอนาคตยังคงคลุมเครือ
สิ่งที่เห็นชัดวันนั้นจนถึงวันนี้ ปฏิกิริยาของแพทย์ชนบทเริ่มเห็นชัดเจน และเริ่มทำให้คนนิ่มๆ อย่างหมอประดิษฐ ต้องถามกลับถึงวาระซ่อนเร้นของกลุ่มแพทย์ชนบทแล้ว ทว่าก้าวต่อไปของแพทย์ชนบทก็ยิ่งน่าจับตา เพราะวันนี้หนึ่งในแกนนำออกมาระบุแล้วว่า หากยังดื้อดึงไม่ฟังเสียงคัดค้านต่อไป จะยื่นฟ้องต่อศาลปกครอง รวมถึงเรียกแนวร่วมออกมามากขึ้น
ต้องไม่ลืมว่า ผู้บริหาร สธ.หลายคนก็มีความสัมพันธ์อันดีกับกลุ่มแพทย์ชนบท เพราะวงการหมอส่วนใหญ่นับถือเป็นพี่น้องกัน
แน่นอนว่าคลื่นใต้น้ำลูกต่อไปกำลังก่อตัวเงียบๆ ภายใน สธ.เอง และอาจพัฒนาเป็นคลื่นลูกใหญ่ในอนาคต หากยังเดินหน้าปฏิรูปโดยคิดแต่เพียงว่าตัวเองมีอำนาจเต็ม ไม่สนใจเสียงใคร







