
เศรษฐกิจพังไม่ว่ารักษาหน้ารัฐบาลไว้ก่อน
ขณะนี้ทางออกของรัฐบาลเหลือน้อยเต็มที ระหว่างการปล่อยให้เศรษฐกิจพังกับการไม่ทำอะไร เลือกรักษาภาพลักษณ์ของรัฐบาล
ขณะนี้ทางออกของรัฐบาลเหลือน้อยเต็มที ระหว่างการปล่อยให้เศรษฐกิจพังกับการไม่ทำอะไร เลือกรักษาภาพลักษณ์ของรัฐบาล
โดย...ทีมข่าวการเงิน
การประเมินผลกระทบต่อเศรษฐกิจไทยที่จะมีจากการบุกยึดสี่แยกราชประสงค์ ซึ่งเป็นศูนย์กลางธุรกิจ ของกลุ่มคนเสื้อแดงดูไปแล้วจะเริ่มสร้างความเสียหายต่อระบบเศรษฐกิจมากขึ้นเรื่อยๆ
แต่ความเสียหายที่ประเทศจะได้รับจากการนี้หากเทียบกับการบุกยึดสนามบินของกลุ่มพันธมิตรประชาชนเพื่อประชาธิปไตย (พธม.) แทบไม่แตกต่างกัน เรียกได้ว่าไม่มีใครดีกว่ากัน แต่ปัจจัยแวดล้อมทางเศรษฐกิจต่างกัน เรียกได้ว่า นายอภิสิทธิ์ เวชชาชีวะ นายกรัฐมนตรี มีเทพีแห่งโชคเข้าข้างมากกว่ารัฐบาลชุดที่ถูกกลุ่มคนเสื้อเหลืองขับไล่
ที่เป็นเช่นนี้ก็เพราะภาวะเศรษฐกิจโลกในขณะนี้ส่งสัญญาณฟื้นตัวชัดเจน ทำให้การส่งออกของไทยขยายตัวได้สูงมากกว่า 20% ในขณะที่ช่วงที่กลุ่ม พธม. ชุมนุมเศรษฐกิจโลกกำลังดิ่งเหวจากปัญหาซับไพรม์ ทำให้สถาบันการเงินของสหรัฐ ยุโรป และญี่ปุ่น ล้มละลายไปหลายแห่ง
คณะกรรมการร่วมภาครัฐและเอกชน (กกร.) ประเมินว่า การปิดสี่แยกราชประสงค์สร้างความเสียหายให้กับเศรษฐกิจไทยไม่ต่ำกว่าวันละ 300 ล้านบาท
ส่วนผลกระทบในด้านการท่องเที่ยว ปัญหาการชุมนุมในไทยก็ทำให้ตลาดนักท่องเที่ยวในกลุ่มประเทศเอเชีย ที่อ่อนไหวในด้านความปลอดภัย อย่างตลาดจีนมีแนวโน้มจะจัดเที่ยวบินเช่าเหมาลำ (ชาร์เตอร์ไฟลต์) มาเที่ยวไทยในช่วง เม.ย. น้อยลง ปกติจะมีไม่ต่ำกว่า 100 ลำ แต่พอเริ่มมีการชุมนุมทางการเมือง มีเหตุระเบิดรายวัน ทำให้ตลาดจีนกังวล มีการยกเลิกชาร์เตอร์ไฟลต์ไปเหลือเพียงประมาณ 50 ลำ ทำให้นักท่องเที่ยวจีนที่เคยมีกว่า 1 แสนคนหดหายไปเหลือประมาณ 4-5 หมื่นคนเท่านั้น
ความเสียหายจากการนี้ จะเป็นเงื่อนไขทำให้รัฐบาลอยู่ไม่ได้ ประชาชนจะลุกฮือมาขับไล่รัฐบาลหรือไม่
หากมองให้ลึกลงไปคำตอบที่ได้ก็คือ“ไม่” เพราะว่าการบริโภคในประเทศและการท่องเที่ยวนั้น มีมูลค่าไม่เกิน 30% ของผลิตภัณฑ์มวลรวมภายในประเทศ (จีดีพี)ของไทย ที่ปัจจุบันมีมูลค่าใกล้จะถึง 10 ล้านล้านบาทแล้ว
ในขณะที่การส่งออกมีมูลค่าคิดเป็น 70% ของจีดีพี ดังนั้นการฟื้นตัวของเศรษฐกิจโลกจึงทำให้แรงงานในภาคส่งออก รวมทั้งราคาสินค้าเกษตรสูงขึ้น ปัญหาทางด้านเศรษฐกิจจึงไม่เป็นแรงกดดันให้รัฐบาลจะอยู่ไม่ได้
อย่างไรก็ดี แม้การบริโภคการลงทุนจะมีสัดส่วนน้อยกว่าการส่งออกในระบบเศรษฐกิจไทย แต่หากการชุมนุมลากยาว ปิดถนนเส้นเลือดธุรกิจ ความเสียหายก็จะทวีมากขึ้นตามวันและเวลาที่ยาวนานออกไป
นางธาริษา วัฒนเกส ผู้ว่าการธนาคารแห่งประเทศไทย (ธปท.) ยอมรับว่า การที่กลุ่มคนเสื้อแดงเลือกปักหลักบริเวณสี่แยกราชประสงค์ ซึ่งถือเป็นพื้นที่สำคัญทางเศรษฐกิจการค้านั้น มีผลกระทบต่อภาวะเศรษฐกิจของไทยอยู่แน่นอน แต่จะมากหรือน้อยแค่ไหนขึ้นอยู่กับระยะเวลาการชุมนุมว่าจะยืดเยื้อหรือไม่ ในเบื้องต้นถ้ายึดพื้นที่ดังกล่าวไม่นาน ก็น่าจะกระทบแค่ระยะสั้น แต่ถ้าผู้ชุมนุมอยู่นานก็ต้องประเมินผลกระทบด้านอื่นประกอบด้วย
อย่างไรก็ดี ผู้ว่าการ ธปท. มองว่าเหตุการณ์นี้จะทำให้ถึงขั้นต้องปรับลดอัตราการเจริญเติบโตทางเศรษฐกิจในปีนี้หรือไม่ ก็อยู่ที่ระยะเวลาการชุมนุมว่าจะยาวนานแค่ไหน แต่ ธปท.จะแถลงประมาณการจีดีพีอย่างเป็นทางการในวันที่ 29 เม.ย.นี้
ทางด้านนักเศรษฐศาสตร์อย่างนายเชาว์ เก่งชน กรรมการผู้จัดการ บริษัท ศูนย์วิจัยกสิกรไทย ก็มีมุมมองที่น่าสนใจว่า หากการชุมนุมไม่ยืดเยื้อในระยะสั้นแนวโน้มเศรษฐกิจไทยจะเดินไปได้ เพราะยังสามารถโตได้ตามกรอบที่คาดไว้ระดับ 3-5% เนื่องจากการส่งออกยังขยายตัวได้ดี โดยโตไม่น้อยกว่า 20% ตามการฟื้นตัวของเศรษฐกิจโลก และการบริโภคก็ยังดี ตามราคาสินค้าเกษตรปรับตัวดี
แต่หากในระยะยาวเศรษฐกิจไทยยังมีปัญหากับการชุมนุมต่อไปเรื่อยๆ นักลงทุนก็จะเริ่มนำปัจจัยการเมืองมาเป็นตัวให้คะแนนในการตัดสินใจเข้ามาลงทุน เพราะถ้าไทยมีปัญหาการเมือง มีการเปลี่ยนรัฐบาลบ่อยๆ|มีปัญหาการชุมนุม มีการเปลี่ยนนโยบายในการบริหารงาน นักลงทุนอาจจะเริ่มนำปัจจัยการเมืองเป็นปัจจัยมาให้คะแนนในการตัดสินใจนำเงินมาลงทุนด้วย เพราะถ้ามีปัญหาการเมืองก็มีผลต่อการทำธุรกิจ และมีผลกระทบต่อขีดความสามารถในการแข่งขันของประเทศในระยะยาว
สิ่งที่ภาคธุรกิจกังวลไม่ใช่แค่มูลค่าที่เสียหายในระยะสั้น แต่ห่วงผลกระทบที่จะมีต่อไปในระยะยาว ถ้าบรรยากาศการชุมนุมเช่นนี้ยาวนานจะกระทบภาพลักษณ์และบั่นทอนความเชื่อมั่นของนักลงทุนทั้งไทยและต่างชาติในอนาคตด้วย หากรัฐบาลจัดการไม่ได้ การจะเรียกความเชื่อมั่นของนักลงทุนให้กลับเหมือนเดิมไม่ใช่เรื่องง่ายๆ
ดังนั้น จึงเห็นได้ว่า แม้ความเสียหายส่วนการบริโภคและการท่องเที่ยวที่ยังนับว่าเป็นส่วนน้อยต่อระบบเศรษฐกิจไทยเมื่อเทียบกับการส่งออกที่ฟื้นตัว แต่ก็มีความสำคัญ เพราะจะทำให้ประเทศไทยเสียหายในระยะยาว
อย่างไรก็ดี ผลกระทบต่อประชาชนที่จะเกิดขึ้นนั้น จะมีผลต่อแรงงานในภาคธุรกิจที่ทำมาหากิน มีลูกค้าอยู่ในประเทศ เช่น โรงแรม และธุรกิจเกี่ยวเนื่อง ห้างสรรพสินค้า และแรงงานในภาคนี้ เป็นต้น ซึ่งในระยะต่อไปรัฐบาลอาจจะต้องควักเงินออกมาช่วยเยียวยากลุ่มที่ได้รับผลกระทบ เพื่อไม่ให้ธุรกิจล้มหายตายจากไปโดยที่เขาไม่ได้ทำอะไรผิด
หากมองสถานการณ์การชุมนุมของกลุ่มคนเสื้อแดง นักธุรกิจต่างๆ พากันหนักใจเพราะไม่รู้ว่าการคลี่คลายปัญหาจะทำได้อย่างไร เพราะรัฐบาลเองก็ประคองสถานการณ์และไม่กล้าใช้ความรุนแรงเข้าปราบผู้ชุมนุม เพราะจะกลายเป็นไปเข้าทางของกลุ่มคนเสื้อแดง
แต่การไม่ทำอะไรก็จะทำให้รัฐบาลเสียหายในด้านภาพลักษณ์ และทำให้เห็นว่ารัฐบาลไม่สามารถบริหารประเทศได้อีกแล้ว
นายจักรมณฑ์ ผาสุกวนิช ประธานกรรมการธนาคารซีไอเอ็มบีไทย กล่าวว่า รัฐบาลต้องเร่งแสดงความเข้มแข็งในการบริหารงาน จัดการแก้ไขปัญหากับกลุ่มผู้ชุมนุมให้เร็วที่สุด เพื่อสร้างความมั่นใจให้กับนักธุรกิจและผู้ประกอบการในย่านราชประสงค์ที่ได้รับผลกระทบเสียหายไปแล้วจำนวนไม่น้อย เพราะทันทีที่ผู้ชุมนุมยึดพื้นที่ คนก็เดือดร้อนทันที เพราะพนักงานขายของไม่ได้ ก็กระทบ ซึ่งในภาวะเช่นนี้รัฐบาลต้องเร่งแสดงให้เห็นว่าสามารถจะจัดการกับปัญหาให้ได้ในระยะเวลาที่เร็วที่สุด เพื่อให้เห็นว่ารัฐบาลชุดนี้ยังบริหารงานได้ ซึ่งการดำเนินการฟ้องศาลก็เป็นขั้นตอนหนึ่ง
“แต่สิ่งที่นักลงทุน นักธุรกิจ อยากเห็นคือ การใช้อำนาจของรัฐบาลในการจัดการปัญหาให้เร็วที่สุด เพราะถ้าช้าภาวะที่คนเดือดร้อนอยู่ ความเชื่อถือของรัฐบาลจะลดลง รัฐบาลต้องแสดงความเข้มแข็งให้เห็นโดยเร็วที่สุด เพราะถึงแม้ว่าการยึดสี่แยกราชประสงค์ม็อบจะถูกต่อว่าไม่ชอบธรรม แต่ขณะเดียวกันแรงกดดันก็มาตกอยู่กับรัฐบาลด้วย ถ้าจัดการกับปัญหาไม่ได้ จะกลายเป็นว่ารัฐบาลไม่มีน้ำยา”นายจักรมณฑ์ กล่าว
ขณะนี้ทางออกของรัฐบาลเหลือน้อยเต็มที ระหว่างการปล่อยให้เศรษฐกิจพังกับการไม่ทำอะไร เลือกรักษาภาพลักษณ์ของรัฐบาล เพื่อที่จะอยู่ยาว และได้เปรียบในการเลือกตั้งครั้งหน้า เป็นความยากที่รัฐบาลจะตัดสินใจ
อย่างไรก็ดี สุดท้ายรัฐบาลก็จะต้องเลือก และรัฐบาลจะเลือกไม่ใช้ความรุนแรงปล่อยให้ม็อบลากยาวออกไป จนหมดแรงไปเอง เพราะเศรษฐกิจส่วนที่เสียหาย ยังมีน้อยกว่าส่วนที่ยังไปได้
ส่วนปัญหาระยะยาวนั้น ก็ไม่ได้เป็นปัญหาของรัฐบาลชุดนี้ ใครมาเป็นรัฐบาลในอนาคตอีกยาวไกล ก็ต้องมาแก้ไขปัญหาเอาเอง ปัญหาของประเทศไทยเป็นเช่นนี้มานานแล้ว
รัฐบาลที่เข้ามาบริหารประเทศนั้น ก็จะสาละวนกับการแก้ไขปัญหาเฉพาะหน้า โดยเฉพาะปัญหาเศรษฐกิจ และวงจรนี้ก็จะดำเนินต่อไปไม่จบสิ้น







