
เอสเอ็มอีญี่ปุ่นแห่ลงทุนไทย
กลุ่มซัพพลายเชนยานยนต์อิเล็กทรอนิกส์บริษัทพันแห่งกวาดหาพันธมิตรร่วมทุน
กลุ่มซัพพลายเชนยานยนต์อิเล็กทรอนิกส์บริษัทพันแห่งกวาดหาพันธมิตรร่วมทุน
บีโอไอ ชี้เอสเอ็มอีญี่ปุ่นกว่า 1,000 แห่งจ่อลงทุนไทย เตรียมหาพันธมิตรร่วมทุน
นายประเสริฐ บุญชัยสุข รมว.อุตสาหกรรม กล่าวว่า ได้มอบหมายให้การนิคมอุตสาหกรรมแห่งประเทศไทย (กนอ.) หาพื้นที่เหมาะสมสำหรับการตั้งนิคมอุตสาหกรรมให้ผู้ประกอบการขนาดกลางและขนาดย่อม (เอสเอ็มอี) ในภูมิภาคทั้ง 4 ภาค โดยขณะนี้ผู้ประกอบการญี่ปุ่นให้ความสนใจพื้นที่อุตสาหกรรมใหม่ๆ อย่างมาก
ทั้งนี้ ในวันที่ 28 มี.ค. สำนักงานคณะกรรมการส่งเสริมการลงทุน (บีโอไอ) ร่วมกับนิตยสารนิกเกอิ บิสซิเนส สื่อด้านธุรกิจของญี่ปุ่น จะจัดงานสัมมนาภายใต้หัวข้อ “Thailand Unparalleled Opportunities” นอกจากจะให้ข้อมูลศักยภาพการลงทุนในประเทศไทยโดยหน่วยงานรัฐ เช่น สำนักงานคณะกรรมการพัฒนาการเศรษฐกิจและสังคมแห่งชาติ (สศช.) สภา และภาคเอกชน เช่น บริษัท ปูนซิเมนต์ไทย ธนาคารกรุงเทพ รวมถึงชี้แจงนโยบายส่งเสริมการลงทุนใหม่ของบีโอไอแล้ว คาดว่านักธุรกิจญี่ปุ่นจะให้ความสนใจสอบถามในประเด็นนิคมอุตสาหกรรมเอสเอ็มอีด้วย
นายอุดม วงศ์วิวัฒน์ไชย เลขาธิการบีโอไอ กล่าวว่า ขณะนี้มีเอสเอ็มอีญี่ปุ่นรายใหม่ราว 1,000 ราย สนใจเข้ามาลงทุนในประเทศไทย ส่วนใหญ่เป็นธุรกิจซัพพายเชนในอุตสาหกรรมยานยนต์และอิเล็กทรอนิกส์ โดยขณะนี้นักลงทุนอยู่ระหว่างการศึกษาข้อมูลเกี่ยวกับประเทศไทย รวมถึงการมองหาพันธมิตร เนื่องจากเอสเอ็มอีเหล่านี้รู้จักประเทศไทยน้อย ต่างจากรายใหญ่ที่เข้ามาลงทุนหลายสิบปีแล้ว
สำหรับข้อมูลการขอรับส่งเสริมการลงทุน พบว่า 2 เดือนแรกของปีนี้ นักลงทุนญี่ปุ่นขอรับส่งเสริม 107 โครงการ เงินลงทุนรวม 4.78 หมื่นล้านบาท โดยเงินลงทุนคิดเป็น 57% ขอเงินลงทุนโดยตรงจากต่างประเทศที่ขอรับส่งเสริม 8.38 หมื่นล้านบาท จาก 205 โครงการ
“ปีนี้นักลงทุนญี่ปุ่นทั้งโครงการขนาดใหญ่และเอสเอ็มอีน่าจะขอรับการส่งเสริมไม่แตกต่างกัน คือ ประมาณ 3.7 แสนล้านบาท เพราะปีนี้โครงการใหญ่ๆ ก็เข้ามามาก โดยเฉพาะกลุ่มชิ้นส่วนที่ตามโรงงานประกอบรถยนต์มา” นายอุดม กล่าว
ขณะที่ตั้งแต่ปี 2513 ญี่ปุ่นเข้ามาลงทุนไทยจนถึงปัจจุบัน รวมแล้ว 7,302 โครงการ เป็นเงินลงทุน 2.7 ล้านล้านบาท เป็นอันดับ 1 ของเงินลงทุนโดยตรงจากต่างประเทศ และมีแนวโน้มต่อเนื่อง โดยปัจจัยสำคัญที่ทำให้นักลงทุนทั้งญี่ปุ่นและหลายประเทศให้ความสนใจมาลงทุนไทย คือ การที่ประเทศเพื่อนบ้านโดยเฉพาะเมียนมาร์ เริ่มเปิดประเทศรับการลงทุน แต่ยังไม่พร้อมเรื่องโครงสร้างพื้นฐานหลายด้าน ทำให้นักลงทุนยังไม่เชื่อมั่น และตัดสินใจลงทุนในไทยก่อนขยายการลงทุนไปประเทศเหล่านั้นภายหลัง
ด้านแนวโน้มการขอรับการส่งเสริมที่เป็นการลงทุนโดยตรงจากต่างประเทศ ไตรมาสแรกปีนี้คาดว่ามีประมาณ 1.3 แสนล้านบาท แต่ถ้ารวมนักลงทุนจะอยู่ที่ 2 แสนล้านบาท และคาดว่าปีนี้ยอดขอรับการส่งเสริมจะใกล้เคียงปีที่ผ่านมาที่ 1.4 ล้านล้านบาท จากคาดการณ์เดิมที่ 7 แสนล้านบาท







