posttoday
การเจรจาต่อรองกับกลุ่มก่อการร้าย

การเจรจาต่อรองกับกลุ่มก่อการร้าย

25 มีนาคม 2556

ท่านผู้อ่านคงจะทราบจากหน้าหนังสือพิมพ์กันไปแล้วว่า ขณะนี้รัฐบาลไทยกำลังดำเนินมาตรการต่างๆ เพื่อยุติความรุนแรงในบริเวณพื้นที่ 3 จังหวัดชายแดนภาคใต้ โดยเฉพาะการเจรจาและการลงนามโดยผู้แทนระดับสูงจากรัฐบาลไทยกับกลุ่มบีอาร์เอ็น หรือกลุ่มก่อความไม่สงบ ซึ่งกระทำกันเป็นข่าวครึกโครมมีทั้งฝ่ายที่สนับสนุนและฝ่ายที่คอยท้วงติง

ท่านผู้อ่านคงจะทราบจากหน้าหนังสือพิมพ์กันไปแล้วว่า ขณะนี้รัฐบาลไทยกำลังดำเนินมาตรการต่างๆ เพื่อยุติความรุนแรงในบริเวณพื้นที่ 3 จังหวัดชายแดนภาคใต้ โดยเฉพาะการเจรจาและการลงนามโดยผู้แทนระดับสูงจากรัฐบาลไทยกับกลุ่มบีอาร์เอ็น หรือกลุ่มก่อความไม่สงบ ซึ่งกระทำกันเป็นข่าวครึกโครมมีทั้งฝ่ายที่สนับสนุนและฝ่ายที่คอยท้วงติง

ผู้เขียนในฐานะที่ผ่านการเป็นอาจารย์พิเศษและเป็นผู้สอนวิชาการเจรจาต่อรองและการบริหารจัดการความขัดแย้งระดับปริญญาโทให้แก่นักศึกษามหาวิทยาลัยหอการค้าไทย ต้องขออนุญาตใช้พื้นที่นี้เพื่อนำเสนอหลักการเจรจาต่อรองที่เป็นมาตรฐานสากล และแนวทางการพิจารณาตั้งแต่ต้นจนถึงขั้นตอนสุดท้ายของกระบวนการการเจรจาต่อรองให้ท่านผู้อ่านได้เห็นภาพ และนำไปคิดเอาเองว่าสิ่งที่รัฐบาลดำเนินการอยู่ถูกต้อง และสมควรหรือไม่อย่างไร

ประเด็นแรกที่จะนำมาเรียนคุณผู้อ่าน ตามหลักการสากลที่ว่าด้วยการเจรจาต่อรองแล้ว ไม่มีรัฐบาลไหนในโลกที่มีนโยบายเจรจากับกลุ่มก่อการร้ายที่มีวัตถุประสงค์ล้มล้างหรือทำลายความชอบธรรมให้แก่รัฐบาลผ่านทางวิธีรุนแรง รัฐบาลสหรัฐโดยเฉพาะในช่วงประธานาธิบดี โรนัลด์ เรแกน ขึ้นชื่อว่าเป็นรัฐบาลที่มีความชัดเจนในเรื่องของการปฏิเสธการเจรจาต่อรองกับกลุ่มก่อการร้าย ในกรณีของไทย เราก็ต้องพิจารณากันว่ากลุ่มบีอาร์เอ็นเป็นกลุ่มก่อการร้ายหรือไม่ หรือเป็นองค์กรที่มีสถานภาพใด มีความเกี่ยวข้องแค่ไหนกับการสร้างสันติภาพใน 3 จังหวัดชายแดนภาคใต้ และควรหรือไม่ที่จะต้องไปร่วมเจรจาต่อรองด้วย

ประเด็นที่สอง รัฐบาลต้องประเมินก่อนว่าการเจรจาต่อรองใดๆ ได้คุ้มกับผลเสียหรือไม่ ซึ่งการประเมินผลจะต้องกระทำอย่างรอบคอบ เนื่องจากการเจรจาต่อรองเกี่ยวข้องกับหลักการทางด้านจิตวิทยาอยู่ด้วย เป็นเรื่องที่มีอารมณ์ ความรู้สึก และอุดมการณ์เกี่ยวข้อง และสิ่งที่สำคัญก็คือ ผลของการเจรจาต่อรองในประเด็นที่เกี่ยวข้องกับความขัดแย้งที่มีความรุนแรงจากการใช้อาวุธ มักจะไม่มีใครรับประกันได้ว่าผลจะออกมาในทางบวก ทั้งนี้ขึ้นอยู่กับความสมัครใจของคู่เจรจา การประเมินผลที่หยาบและผิดพลาดจะส่งผลต่อประสิทธิภาพและความน่าเชื่อถือในระดับระหว่างประเทศ และยากที่จะกู้คืนความเชื่อถือของประเทศกลับมา

กรณีของไทยผู้เขียนเดาว่ารัฐบาลประเมินผลล่วงหน้าแล้วถึงตัดสินใจดำเนินการ ที่เหลือก็เป็นเรื่องของเวลาที่จะเป็นเครื่องพิสูจน์ว่ารัฐบาลไทยมีประสิทธิภาพในการประเมินสถานการณ์แค่ไหน ที่สังเกตได้ง่ายๆ ก็คือ หลังจากมีการลงนามเจรจากับกลุ่มบีอาร์เอ็นแล้ว ความรุนแรงและการสูญเสียชีวิตของผู้บริสุทธิ์ลดลงหรือไม่

ประเด็นที่สาม การสืบหาสาเหตุของปัญหาความขัดแย้งใน 3 จังหวัดชายแดนใต้ ดำเนินการไปจนถึงขั้นรู้ตัวกลุ่มผู้ก่อการร้ายและสาเหตุหลักของการก่อความรุนแรงแล้วหรือยัง เท่าที่เห็นและจากการรับฟังจากปากของผู้บริหารบ้านเมือง ผู้เขียนก็ยังคงมึนงงอยู่ว่าใครคือกลุ่มผู้ก่อการร้ายตัวจริงและเป้าหมายคืออะไร การที่รัฐบาลตัดสินใจเจรจาและลงนามกับกลุ่มบีอาร์เอ็นนั้น ย่อมจะต้องหมายความว่ากลุ่มดังกล่าวมีส่วนเกี่ยวข้องกับการก่อการร้ายอย่างแน่นอนใช่หรือไม่ และถ้าใช่ นั่นก็จะหมายความว่าการก่อความรุนแรงน่าจะลดลงหรือหมดไปได้ หนึ่งในหลักการของการเจรจาต่อรองเพื่อแก้ไขความขัดแย้งระดับรุนแรงก็คือ จะต้องวิเคราะห์เป้าหมายของฝ่ายตรงข้ามว่าพวกเขาต้องการอะไร ถ้ายังไม่ทราบแล้วใช้วิธีหว่านแหหาปลา สิ่งที่ดำเนินการไปทั้งหมดจะกลายเป็นสิ่งสูญเปล่า และถูกหลอกใช้เป็นเครื่องมือให้แก่อีกฝ่ายหนึ่ง

ประเด็นที่สี่ ถ้าพิจารณาทั้ง 3 ข้อข้างต้นแล้วยังได้ข้อสรุปว่าสมควรต้องเจรจากับกลุ่มผู้ก่อการร้าย สิ่งที่ผู้เชี่ยวชาญด้านการเจรจาระดับโลกแนะนำ คือ รัฐบาลต้องหลีกเลี่ยงการสร้างความชอบธรรมให้แก่กลุ่มก่อการร้าย โดยจะต้องเลี่ยงการส่งผู้นำระดับสูงไปเจรจากับกลุ่มผู้ก่อการร้ายในนามของรัฐบาล และควรจะใช้เจ้าหน้าที่ระดับล่างหรือบุคคลที่สามที่เป็นคนนอกที่ไม่เกี่ยวข้องกับรัฐบาลโดยตรงเป็นผู้เจรจาแทน โดยคนนอกผู้นั้นต้องมีความรู้ด้านการเจรจาต่อรองเป็นอย่างดีและเข้าใจปัญหา สิ่งที่ต้องระวังก็คือ ทำอย่างไรถึงจะได้บุคคลที่สามที่เป็นคนดี มีความรู้ และไม่สร้างประโยชน์ให้แก่ตนเอง กรณีของไทยผู้เขียนทราบว่ารัฐบาลเรากำลังดึงรัฐบาลมาเลเซียมาเล่นด้วย ก็คงจะต้องดูกันต่อว่าเราจะได้อะไร และมาเลเซียจะได้อะไร หรือทั้งไทยและมาเลเซียได้ประโยชน์ด้วยกันทั้งคู่ หรือไทยเสียประโยชน์แต่มาเลเซียได้ประโยชน์ แต่สิ่งที่แน่นอนก็คือ มาเลเซียคงจะไม่เสียประโยชน์อะไรจากกรณีความรุนแรงบริเวณชายแดนใต้ของไทย

ประเด็นสุดท้ายก็คือ ในเวทีความสัมพันธ์ระหว่างประเทศ ทุกรัฐบาลในโลกจะเน้นประโยชน์ของชาติเป็นหลักเสมอ การดำเนินการที่จะทำให้เกียรติภูมิและชื่อเสียงของประเทศเสียเขาจะไม่ทำ หัวใจสำคัญของการเจรจาต่อรองเป็นเรื่องของการวางแผนเชิงกลยุทธ์เป็นกระบวนการ และต้องมีความฉลาดรอบคอบ สามารถอ่านและวิเคราะห์คู่เจรจาอย่างแตกฉานบนฐานข้อมูล การเจรจาบนพื้นฐานของความเสี่ยงย่อมแพ้ตั้งแต่อยู่ในมุ้ง

ข่าวล่าสุด

ThaiPBS ขาดทุนพันล้าน ค่าพิธีกร–แขก 3 ปี สูบภาษีบาป 300 ล้าน

ThaiPBS ขาดทุนพันล้าน ค่าพิธีกร–แขก 3 ปี สูบภาษีบาป 300 ล้าน