posttoday
คอร์รัปชันมหันตโทษ (2)

คอร์รัปชันมหันตโทษ (2)

25 มีนาคม 2556

นอกเหนือจากคอร์รัปชันจะทำลายประสิทธิภาพของนโยบายการคลัง บั่นทอนคุณภาพและเพิ่มราคาของบริการโครงสร้างพื้นฐาน ตลอดจนดึงทรัพยากรดีๆ เข้าไปจมอยู่ในภาคส่วนที่ง่ายต่อการคอร์รัปชัน ตามที่ได้พูดถึงในตอนที่แล้วไปแล้ว คอร์รัปชันยังมีโทษอีกอย่างน้อยสามประการ ดังนี้

นอกเหนือจากคอร์รัปชันจะทำลายประสิทธิภาพของนโยบายการคลัง บั่นทอนคุณภาพและเพิ่มราคาของบริการโครงสร้างพื้นฐาน ตลอดจนดึงทรัพยากรดีๆ เข้าไปจมอยู่ในภาคส่วนที่ง่ายต่อการคอร์รัปชัน ตามที่ได้พูดถึงในตอนที่แล้วไปแล้ว คอร์รัปชันยังมีโทษอีกอย่างน้อยสามประการ ดังนี้

สี่ คอร์รัปชันจะบั่นทอนศักยภาพการแข่งขันของประเทศ กล่าวคือ เมื่อคอร์รัปชันแทรกซึมเข้าจนเป็นส่วนหนึ่งของระบบแล้ว ก็เป็นอันว่าไม่ว่าเอกชนจะจับจะทำธุรกิจใด ก็ต้องเจอด่านคอร์รัปชันทั้งสิ้น ดังนั้นการแข่งขันระหว่างธุรกิจของเอกชนก็เหลือแต่เพียงว่าใครจะจ่ายสินบนได้ถูกช่อง ถูกคนกว่ากัน ไม่ได้ขึ้นอยู่กับว่าธุรกิจนั้นๆ มีสินค้าที่ดีกว่า มีบริการที่ดีกว่า หรือมีราคาที่ถูกกว่าคู่แข่งหรือไม่

ซึ่งเมื่อเป็นอย่างนี้ เอกชนทั้งหลายก็ย่อมเลิกลงทุนกับการวิจัยและพัฒนาสินค้าหรือบริการ และหันไปทุ่มงบประมาณกับการคอร์รัปชันแทน พูดเป็นภาษาเศรษฐศาสตร์ก็คือว่า เอกชนหมดความจำเป็นในการปรับปรุงประสิทธิภาพที่แท้จริง (Real Productivity)อีกต่อไป เพราะประโยชน์อะไรที่เอกชนปรับปรุงประสิทธิภาพที่แท้จริง ในเมื่อการปรับปรุงประสิทธิภาพที่แท้จริงไม่ได้ช่วยให้ประสบความสำเร็จในการทำธุรกิจเท่ากับการจ่ายสินบนเสียแล้ว ทุกวันนี้ประเทศไทยถึงได้ชื่อว่าเป็นประเทศที่ลงทุนในการวิจัยและพัฒนาต่ำที่สุดประเทศหนึ่ง

ร้ายกว่านั้น ผลที่ตามมาก็คือ เมื่อประเทศไม่มีการวิจัยและพัฒนา และไม่มีความพยายามในการปรับปรุงประสิทธิภาพที่แท้จริง นวัตกรรมในด้านผลิตภัณฑ์หรือการผลิตต่างๆ ก็ย่อมไม่อาจเกิดมีขึ้นได้ ทำให้ประเทศไทยไม่สามารถเพิ่มมูลค่าให้กับสินค้าอันจะนำมาซึ่งกำไรที่สูงขึ้น หากแต่กลับต้องทนหากินอยู่กับการประกอบและผลิตสินค้าเดิมๆ ด้วยวิธีการเดิมๆ ซึ่งแทบไม่มีกำไร หรือหากจะมีก็มาจากการกดต้นทุนค่าแรงแทน รายได้ของคนในประเทศทั้งหมดจึงพลอยติดเพดาน ไม่ได้เพิ่มสูงขึ้นเสียที อย่างที่เรียกกันว่าติด “กับดักของประเทศรายได้ปานกลาง (Middle Income Trap)” นั่นเอง

ห้า คอร์รัปชันจะสร้างความเหลื่อมล้ำในสังคม อย่างที่บอกแล้วการคอร์รัปชันทำให้ภาคธุรกิจไม่ต้องสนใจเรื่องการวิจัยและพัฒนา ซึ่งพอไม่วิจัยและพัฒนาธุรกิจก็เลยต้องจมปลักอยู่กับการประกอบและผลิตสินค้าซึ่งมีมูลค่าเพิ่มน้อย และทำกำไรได้ยาก ดังนั้นทางเดียวที่นักธุรกิจจะสร้างกำไรในภาวะอย่างนี้ได้ก็คือ การไปกดเงินเดือน ค่าจ้าง ค่าแรงต่ออีกทีหนึ่งซึ่งเป็นการถีบกระทืบให้ช่องว่างระหว่างรายได้ของคนในประเทศยิ่งห่างชั้นเข้าไปอีก จะบอกว่าเป็นระบบที่ “ความรวยของคนรวยขึ้นอยู่กับความจนของคนจน” ก็ได้ แล้วจะไปถามหาความปรองดองที่ไหนในเมื่อระบบเศรษฐกิจบังคับให้คนรวยคนจน นายจ้างลูกจ้างผูกพันกันอยู่ด้วยห่วงโซ่อาหาร แบบเหยื่อกับผู้ล่าเช่นนี้

ยิ่งกว่านั้น ภาคเอกชนของไทยนั้นได้ชื่อว่ามี Home Bias หรือ “ความติดบ้าน” สูงอยู่แล้ว กล่าวคือ ภาคเอกชนไทยไม่ชอบออกไปลงทุนนอกประเทศ เพราะเวลาออกไปประกอบกิจการนอกประเทศแล้ว โกงกติกาไม่ได้ ทุกคนต้องแข่งขันกันด้วยประสิทธิภาพในการผลิต ไม่ใช่ด้วยการคอร์รัปชันและกดค่าแรง พอรู้อย่างนี้เอกชนไทยก็เลยอยู่บ้านกันหมด ซึ่งคนที่ “ซวย” ก็คือบรรดาลูกจ้างและแรงงานในบ้านนั่นเอง เพราะจะต้องถูกกดค่าแรงเพื่อเพิ่มกำไรให้นายจ้างอย่างที่พูดแล้ว

หก คอร์รัปชันจะทำให้เกิดความแตกแยก กล่าวคือ เนื่องจากการคอร์รัปชันกลายมาเป็นกุญแจไขความสำเร็จของการทำกิจการต่างๆ ในไทย อำนาจรัฐก็เลยเป็นความหอมหวานที่ไม่ว่าใครก็ต้องการเข้าถึงหรือครอบครอง ในทางตรงกันข้าม ผู้ที่เข้าไม่ถึงอำนาจรัฐดังกล่าวก็จะพบว่าตัวเองจนแต้ม ทำมาหากินได้ยากอย่างยิ่ง ดังนั้นนี่จึงเป็นเหมือนภาวะ “ได้หมดหรือเสียหมด” ซึ่งทางหนึ่งก็จูงใจ ทางหนึ่งก็บีบคั้นให้คนพยายามเข้าถึงหรือครอบครองอำนาจรัฐให้ได้ โดยไม่เกี่ยงวิธีการหรือต้นทุน เพราะรางวัลเดิมพันที่จะได้หรือจะเสียนั้นมีจำนวนสูงเหลือเกิน

ภาวะ “ได้หมดหรือเสียหมด” อย่างนี้ ทำให้ความสัมพันธ์ของคนในสังคม โดยเฉพาะระหว่างผู้อยู่ในกลุ่มอำนาจกับผู้อยู่นอกกลุ่มอำนาจขาดความยืดหยุ่น ดังนั้นเวลาเกิดความขัดแย้งขึ้นมา จึงยากจะประนีประนอมกันได้ อย่างวิกฤตการเมืองทุกวันนี้ หลายคนก็เชื่อว่าเป็นเพราะมีคนกลุ่มหนึ่งที่เรามักเรียกว่า “กลุ่มอำนาจเก่า” ยึดติดอยู่กับอำนาจรัฐ อันเป็นที่มาของยศศักดิ์ความมั่งคั่งทั้งหมดของตน จนไม่ยอมเปิดพื้นที่ให้คนกลุ่มอื่นเข้ามาใช้ประโยชน์จากอำนาจรัฐนั้นบ้างนั่นเอง

แต่สิ่งที่ควรระลึกก็คือ ตราบใดที่เรายังไม่สามารถขจัดคอร์รัปชัน ความแตกต่างระหว่างผู้อยู่ในกลุ่มอำนาจกับผู้อยู่นอกกลุ่มอำนาจก็จะยังมีต่อไป ทำให้แม้จะมีการกำจัด “กลุ่มอำนาจเก่า” ชุดปัจจุบันไปได้สุดท้ายก็จะมีคนกลุ่มใหม่เข้ามาเกาะกับอำนาจและฉกฉวยผลประโยชน์ไม่ต่างอะไรจากกลุ่มอำนาจเก่า สังคมก็จะอยู่ในสภาพเดิม คือ มีคนกลุ่มหนึ่งที่ได้ทุกอย่าง และอีกกลุ่มเสียทุกอย่าง อันจะทำให้เกิดความแตกแยกต่อไปอย่างไม่รู้จบ

การกำจัดคอร์รัปชันจึงเป็นความหวังเดียวในการลดความแตกแยกของสังคมได้อย่างแท้จริง

ข่าวล่าสุด

ทรู-ดีแทค เปิดจอง iPhone Duo 16 ต.ค. ลดสูงสุด 28,800 บาท

ทรู-ดีแทค เปิดจอง iPhone Duo 16 ต.ค. ลดสูงสุด 28,800 บาท