posttoday
กู้ 2 ล้านล้านเพื่อไทย

กู้ 2 ล้านล้านเพื่อไทย

25 มีนาคม 2556

ในวันที่ 28 มี.ค.นี้ รัฐสภาจะร่วมพิจารณาร่าง พ.ร.บ.ให้อำนาจกระทรวงการคลังกู้เงินลงทุนโครงสร้างพื้นฐานด้านคมนาคมขนส่ง วงเงิน 2 ล้านล้านบาท

โดย...เกียรติศักดิ์ ผิวเกลี้ยง

ในวันที่ 28 มี.ค.นี้ รัฐสภาจะร่วมพิจารณาร่าง พ.ร.บ.ให้อำนาจกระทรวงการคลังกู้เงินลงทุนโครงสร้างพื้นฐานด้านคมนาคมขนส่ง วงเงิน 2 ล้านล้านบาท ตามที่คณะรัฐมนตรี (ครม.) เสนอ

เร่งด่วนขนาดที่ว่าไม่ต้องส่งให้คณะกรรมการกฤษฎีกากลั่นกรองซ้ำ เพราะรัฐบาลอ้างว่าได้ทำงานคู่ขนานกับฝ่ายกฎหมายของประเทศตั้งแต่ตั้งไข่เดินหน้ากู้ 2 ล้านล้านบาท

ด้วยเสียงในสภาข้างมากของรัฐบาล ทั้งใน สส. และ สว. คาดว่าจะดันกฎหมายกู้เงินจำนวนก้อนโตที่สุดของประวัติศาสตร์ชาติไทยได้ 3 วาระรวด เพื่อให้มีผลออกมาบังคับใช้และกู้เงินได้ก้อนแรกในช่วงปลายปีนี้ เป็นการสร้างหนี้ให้เป็นของขวัญชิ้นโบแดง โบดำ กับคนทั้งประเทศในวาระส่งท้ายปีเก่าต้อนรับปีใหม่

อย่างไรก็ตาม ทันทีที่ร่าง พ.ร.บ.กู้เงิน 2 ล้านล้านบาท ได้รับการกดปุ่มจาก ครม. ฝ่ายที่ไม่เห็นด้วยก็ออกมาดาหน้าคัดค้านกฎหมายกู้เงินก้อนโตทันทีฝ่ายค้านและ สว.ส่วนหนึ่ง ประกาศจะยื่นให้ศาลรัฐธรรมนูญตีความกฎหมายเงินกู้ดังกล่าวทันทีที่กฎหมายผ่านสภา เพราะเห็นว่าเป็นการใช้เงินนอกงบประมาณ ไม่มีความโปร่งใส พอกหนี้ประเทศสูง เป็นภาระกับผู้เสียภาษีในระยะยาว

ขณะที่ฝ่ายค้านอย่าง กรณ์ จาติกวณิชสส.และรองหัวหน้าพรรคประชาธิปัตย์ อดีต รมว.คลัง ก็ออกมาระบุว่า การออก พ.ร.บ.กู้เงิน 2 ล้านล้านบาท อาจขัดกฎหมายรัฐธรรมนูญที่กำหนดไว้ชัดว่ารายจ่ายของรัฐบาลต้องออกเป็น พ.ร.บ.งบประมาณ นอกจากนี้การกู้เงินนอกงบประมาณอาจไม่โปร่งใสเหมือนกับการใช้เงินในงบประมาณ และการใช้เงินกู้ที่ต้องใช้เวลาถึง 50 ปี เป็นการทิ้งภาระให้ประชาชนและรัฐบาลที่จะมาบริหารงานต่อมากเกินไป

กรณ์ ยังตั้งข้อสังเกตว่า พ.ร.บ.กู้เงิน 2 ล้านล้านบาท จะกู้ภายใน 7 ปี ปีละประมาณ 3 แสนล้านบาท สามารถจัดสรรในงบประมาณปกติได้ โดยที่ไม่ต้องออกกฎหมายเงินกู้นอกงบประมาณ ซึ่งการใช้เงินกู้นอกงบยังเป็นการตัดตอนการพิจารณาโครงการของสำนักงานคณะกรรมการพัฒนาการเศรษฐกิจและสังคมแห่งชาติอีกด้วย

ด้าน ธีระชัย ภูวนาถนรานุบาล อดีตรมว.คลัง ของรัฐบาลชุดปัจจุบัน ก็แสดงความไม่เห็นด้วยกับการออก พ.ร.บ.แบบหลวมๆไม่มีความละเอียดรอบคอบ ไม่รัดกุม มีแต่ชื่อโครงการ แต่ไม่มีรายละเอียดว่าลงทุนได้จริงหรือไม่

หรือแม้แต่ ทนง พิทยะ อดีต รมว.คลัง คนมักคุ้นใกล้ชิดรัฐบาล ยังไม่เห็นด้วยกับการกู้ลงทุนก้อนโต เพราะเห็นว่าการลงทุนควรมาจากรายได้ก่อนอันดับแรก เพื่อรักษาวินัยการเงินการคลังไม่ให้หนี้สาธารณะเกิน 50% ของจีดีพี

ยังไม่รวมกับ ม.ร.ว.ปรีดิยาธร เทวกุล อดีตรองนายกรัฐมนตรีและ รมว.คลัง ออกมาระบุว่า การกู้เงินหลายโครงการของรัฐบาลทั้ง 2 ล้านล้านบาท จำนำข้าว จะทำให้หนี้ของไทยสูงถึง 65% ของจีดีพี ในปี 2562 เกินกรอบความยั่งยืนทางการคลังที่รัฐบาลกำหนดไว้ไม่เกิน 60%

จะเห็นว่าการออก พ.ร.บ.กู้เงิน 2 ล้านล้านบาท ถูกรุมยำอย่างหนัก ไม่ใช่จากนักวิชาการขาประจำเท่านั้น แต่เป็นอดีตผู้บริหารหัวแถวของประเทศ ที่มีทั้งฝ่ายตรงข้ามและฝ่ายเดียวกับรัฐบาล ที่แสดงความเป็นห่วงตรงกันว่าการกู้เงินเพื่อลงทุนอาจจะทำให้ประเทศหลงทางจมอยู่กับกองหนี้จนล้มละลาย

ดังนั้น จึงเป็นการบ้านชิ้นโตให้รัฐบาลต้องออกแรงอีกหลายอึดเพื่อดันร่างกฎหมายนี้ออกมาให้มีผลบังคับใช้

ซึ่งแนวโน้มเป็นไปได้สูงว่า รัฐบาลต้องลุ้นระทึกแจงเรื่องการกู้เงินนี้ในศาลรัฐธรรมนูญ เหมือนตอนออก พ.ร.ก.กู้เงิน 3.5 แสนล้านบาท

ครั้งนี้รัฐบาลย่อมเหนื่อยมากกว่า เพราะที่ผ่านมาการออก พ.ร.ก.กู้เงิน 3.5 แสนล้านบาท ที่รัฐบาลชี้แจงกับศาลว่าเป็นเรื่องจำเป็นเร่งด่วน แต่กฎหมายออกมา 1 ปีแล้ว มีการใช้เงินกู้ไปแค่ 5,000 ล้านบาทเท่านั้น ส่วนที่เหลือถึง3.4 แสนล้านบาท ก็ยังสรุปโครงการที่จะมาลงทุนไม่ได้ ทำให้กระทรวงการคลังต้องกู้เงินมากองรอโครงการไว้ก่อน

นอกจากนี้ โครงการที่อยู่ระหว่างการพิจารณาก็ถูกมองว่ามีการล็อกให้บริษัทที่ใกล้ชิดการเมืองแค่ 2 บริษัทเท่านั้น ทำให้การใช้เงินกู้น้ำ 3.5 แสนล้านบาท ถูกมองว่าไม่โปร่งใสและรั่วไหลทำให้ประเทศชาติเสียหาย

ข้อมูลดังกล่าว กรณ์ ได้ทำหนังสือเปิดผนึกไปถึงศาลรัฐธรรมนูญให้ทราบข้อเท็จจริงที่รัฐบาลทำไม่ได้ตามที่ชี้แจงไว้กับศาล ส่งผลให้ พ.ร.บ.กู้เงิน 2 ล้านล้านบาท หากโดนฟ้องให้ศาลพิจารณาอีก รัฐบาลจะงานยากกว่าจะชี้แจงให้ศาลเชื่อได้อย่างไรว่ามีความจำเป็นและจะทำได้ตามที่วางเป้า และจะไม่ซ้ำรอยเหมือน พ.ร.ก.กู้เงิน 3.5 แสนล้านบาท ที่ทำไม่ได้ตามที่พูด

รัฐบาลยังต้องหาเหตุผลว่า การกู้เงินภายใน 7 ปี ตกปีละ 3 แสนล้านบาท ทำไมรัฐบาลไม่ใช้เงินในงบประมาณปกติที่มีความโปร่งใสมากกว่า ซึ่งเป็นโจทย์ใหญ่ที่รัฐบาลต้องตอบให้ได้ เพราะหากรัฐบาลบอกว่ามีความจำเป็นก็จะเป็นบรรทัดฐานต่อไปในอนาคต รัฐบาลนี้หรือรัฐบาลที่เข้ามาใหม่ก็อาจจะมีการเสนอออกกฎหมายกู้เงิน 2 ล้านล้านบาท ลงทุนด้านการศึกษาอีก 2 ล้านล้านบาท ลงทุนด้านสาธารณสุข โดยอ้างว่ามีความจำเป็นต้องดำเนินการ

แม้ว่าสุดท้าย พ.ร.บ.เงินกู้จะผ่านการพิจารณาจากศาลรัฐธรรมนูญแล้ว ก็ยังมีปัญหาที่แก้ไม่ตกสำหรับประเทศ ตามที่หลายฝ่ายตั้งข้อสังเกตไว้

เริ่มตั้งแต่โครงการที่มาดำเนินการมีความเป็นไปได้หรือไม่ มีความคุ้มทางเศรษฐกิจจริงหรือเปล่า กรณีง่ายๆ ที่เห็นได้ชัด คือ โครงการรถไฟความเร็วสูง 4 สาย ที่รัฐบาลประโคมข่าวอยู่ใน พ.ร.บ.กู้เงิน 2 ล้านล้านบาท วงในก็เป็นที่ทราบกันดีว่ามีเพียงสายเดียวคือ กรุงเทพฯเชียงใหม่ ที่คุ้มค่ากับการลงทุนที่เหลืออีก 3 สาย ที่ไปอีสานใต้ ไม่คุ้มค่าที่จะลงทุน จนหลายฝ่ายมองว่าหากมีการลงทุนกันจริง อาจจะเป็นโครงการที่มีตาราง แต่ไม่มีรถมาวิ่ง

ทำให้เห็นว่าการกำหนดโครงการลงทุนจำนวนมาก เป็นการเอื้อนายทุนใกล้ชิดการเมืองให้ได้โครงการ ขณะที่นักการเมืองก็หักหัวคิวจากผู้ประกอบการกันเป็นกอบเป็นกำ

สำหรับรัฐบาลที่มีปัญหาตั้งแต่การใช้เงินฟื้นฟูน้ำท่วม 1.2 แสนล้านบาท เครือข่ายต่อต้านการทุจริตพบว่ามีการทุจริตกินหัวคิว 3050% กันแทบทุกโครงการ

โครงการจาก พ.ร.ก.กู้เงินน้ำ 3.5 แสนล้านบาท กำลังถูกล็อกให้ผู้รับเหมาแค่ 2 เจ้า และยังมีโครงการจากเงินกู้ 2 ล้านล้านบาท ที่หลายฝ่ายมองว่ารัฐบาลจัดโครงการชุดใหญ่ให้ผู้รับเหมาที่อยู่ฟากรัฐบาล และพร้อมที่จะยอมจ่ายค่าน้ำร้อนน้ำชาจากโครงการที่จะได้รับจากรัฐบาล ส่งผลให้มีการประเมินกันว่าความเสียหายจากการรั่วไหลของการใช้เงินกู้ จะเพิ่มขึ้นจากหลักแสนล้านบาท เป็นหลักล้านล้านบาทในที่สุด

แม้แต่ กิตติรัตน์ ณ ระนอง รองนายกรัฐมนตรีและ รมว.คลัง ที่เป็นหัวเรือใหญ่ดัน พ.ร.บ.กู้เงิน 2 ล้านล้านบาท ยังยอมรับว่าโครงการขนาดใหญ่ย่อมมีการรั่วไหลทุจริตกันได้บ้าง จนเป็นวาทกรรมทางการเมืองใหม่ว่า 2 ล้านล้านบาท โกงได้

นอกจากประเด็นการทุจริตแล้ว ยังมีปัญหาเรื่องการชำระหนี้ที่ระบุไว้ในกฎหมายว่า ต้องใช้ให้หมดภายใน 50 ปี ว่า หากทำไม่ได้จริงจะแก้ไขอย่างไร และใครจะเป็นผู้รับผิดชอบ เพราะรัฐบาลนี้ต้องไม่ลืมว่าก่อนหน้านี้รัฐบาลทักษิณออกกฎหมายชำระหนี้กองทุนฟื้นฟูฯ ว่า จะชำระหนี้ 1.4 ล้านล้านบาท ให้หมดภายใน 2030 ปี แต่สุดท้ายก็ทำไม่ได้ จนต้องออกกฎหมายโอนภาระหนี้ทั้งหมดให้ธนาคารแห่งประเทศไทย (ธปท.) ไปเก็บค่าต๋งเงินฝากมาใช้หนี้แทนรัฐบาล

หากรัฐบาลใช้หนี้ไม่ได้ คงหนีไม่พ้นต้องขึ้นภาษีมาใช้หนี้ในที่สุด ทำให้ประชาชนที่เสียภาษีต้องรับกรรมใช้หนี้ที่รัฐบาลไปกู้เงินลงทุนในโครงการต่างๆ ซึ่งส่วนหนึ่งรั่วไหลอย่างไม่ชอบมาพากลไปอยู่ในมือนายทุนและนักการเมือง โดยที่ไม่ได้ก่อให้เกิดประโยชน์กับประเทศชาติ

เมื่อเป็นเช่นนี้จึงไม่ใช่เรื่องแปลกที่การกู้เงิน 2 ล้านล้านบาท จะได้รับการคัดค้านอย่างหนักหนาสาหัส เพราะการกู้เงินครั้งนี้ไม่ได้เกิดประโยชน์กับประเทศมากที่สุด แต่เป็นนายใหญ่นายทุนเพื่อไทยได้ประโยชน์จากเงินกู้

ข่าวล่าสุด

ทรู-ดีแทค เปิดจอง iPhone Duo 16 ต.ค. ลดสูงสุด 28,800 บาท

ทรู-ดีแทค เปิดจอง iPhone Duo 16 ต.ค. ลดสูงสุด 28,800 บาท