posttoday
หัวใจของระบบรับสภา

หัวใจของระบบรับสภา

24 มีนาคม 2556

ยุโรปราว 2,000 ปีก่อน เต็มไปด้วยชนชาติเร่ร่อนจำนวนมาก ส่วนหนึ่งก็คือความพยายามในการที่จะครอบครองดินแดนที่อุดมสมบูรณ์

ยุโรปราว 2,000 ปีก่อน เต็มไปด้วยชนชาติเร่ร่อนจำนวนมาก ส่วนหนึ่งก็คือความพยายามในการที่จะครอบครองดินแดนที่อุดมสมบูรณ์

โดย...ทวี สุรฤทธิกุล

ยุโรปราว 2,000 ปีก่อน เต็มไปด้วยชนชาติเร่ร่อนจำนวนมาก ส่วนหนึ่งก็คือความพยายามในการที่จะครอบครองดินแดนที่อุดมสมบูรณ์ ส่วนหนึ่งก็คือการแสวงหาดินแดนที่จะมีความมั่นคงปลอดภัย กว่าที่แต่ละชนชาติจะสามารถปักหมุดลงฐานสร้างอาณาเขตได้ก็ราว 500 ปีต่อมา ซึ่งเป็นระยะเดียวกันกับที่อาณาจักรโรมันล่มสลาย โดยมีคริสต์ศาสนจักรเข้ามาแทนที่

ในระยะแรกยุโรปปกครองด้วยระบบที่เรียกว่า “ดินแดนภายใต้สายพระเนตรของพระผู้เป็นเจ้า” กษัตริย์ทั่วทั้งยุโรปจึงมีฐานะเป็นเพียง “ผู้ได้รับอาณัติจากพระผู้เป็นเจ้า” อย่างที่นักรัฐศาสตร์เรียกว่า “เทวสิทธิ์” (Devine Right) คือสิทธิหรืออำนาจที่พระผู้เป็นเจ้ามอบให้ โดยมีสันตะปาปาที่โรมเป็นผู้ถือเอกสิทธิ์ที่จะมอบหมายให้แก่กษัตริย์ใดๆ ที่ยอมสวามิภักดิ์ต่อศาสนจักร ที่มีสำนักโบสถ์ประจำดินแดนต่างๆ เป็นสัญลักษณ์ของความยินยอมดังกล่าว

ยุโรปยุคแรกจึงเป็นยุคที่ “พระครองเมือง” แม้แต่กษัตริย์ในแต่ละดินแดนก็ต้องได้รับฉันทานุมัติในการสถาปนาจากสันตะปาปาที่โรม พร้อมนั้นก็ต้องส่ง “ส่วย” เป็นสิ่งของหรือพืชพันธุ์ที่หาได้ในแต่ละดินแดนให้แก่ศูนย์กลางคริสต์ศาสนาที่โรมนั้นด้วย อีกหนทางหนึ่งก็คือการยกดินแดนจำนวนหนึ่งในอาณาจักรให้แก่พระและให้สามารถหาประโยชน์ในที่ดินเหล่านั้นได้อย่างอิสระ รวมทั้งสิทธิในการครอบครองผู้คนที่จะมาทำงานให้แก่พระหรือมารับใช้พระนั้นด้วย

หัวใจของระบบรับสภา

 

ภายใต้ระบบดังกล่าวศักดินาแบบยุโรปจึงถือกำเนิดขึ้น ในขณะเดียวกันกษัตริย์ในแต่ละแว่นแคว้นก็แบ่งสรรที่ดินให้แก่ราษฎร โดยมีขุนนางช่วยดูแลและเก็บเกี่ยวผลประโยชน์ให้ โดยเฉพาะในช่วงที่มีสงครามครูเสดที่เริ่มขึ้นในคริสต์ศตวรรษที่ 11 ที่แต่ละอาณาจักรต้องถูกกะเกณฑ์ไปปกป้องคริสต์ศาสนา การระดมสรรพกำลังและทรัพยากรต่างๆ ได้สร้างปัญหาให้แก่อาณาจักรต่างๆ เป็นอย่างมาก ที่สุดก็มีการกระด้างกระเดื่องต่อศาสนจักร หรือไม่ก็ต้องไปขูดรีดจากขุนนางและราษฎรมากขึ้น ทำให้ระบบศักดินาถูกสั่นคลอนอย่างหนัก

ที่ประเทศอังกฤษใน ค.ศ. 1215 ในรัชสมัยของพระเจ้าจอห์น นอกจากพิษเศรษฐกิจจากสงครามครูเสดแล้ว อังกฤษก็มีปัญหากับฝรั่งเศสจึงต้องการที่จะกะเกณฑ์ทรัพยากรทั้งหลายให้มากที่สุด พระเจ้าจอห์นมีพระราชโองการให้ขุนนางส่งส่วยและภาษีต่างๆ ให้มากขึ้น ใครที่ไม่ปฏิบัติตามก็ถูกลงโทษอย่างหนัก ขุนนางจึงมีการรวมตัวกันที่จะดื้อแพ่ง ความประสงค์อย่างแรกก็คือขุนนางรวมถึงราษฎรด้วยจะต้องไม่ถูกกดขี่หรือได้รับการปฏิบัติอย่างไม่ยุติธรรม นั่นก็คือต้องมีเสรีภาพในชีวิตและทรัพย์สิน (ที่ก่อนหน้านั้นถือว่าทุกชีวิตของราษฎรและทุกสรรพสิ่งทุกอย่างในดินแดนคือทรัพย์สินของกษัตริย์ทั้งสิ้น) และต้องมีกระบวนการยุติธรรมที่เหมาะสม

อีกอย่างหนึ่งก็คือ กษัตริย์จะต้องไม่ใช้อำนาจตามอำเภอใจ โดยเฉพาะในการเรียกเก็บภาษีจะต้องได้รับความเห็นชอบหรือควรจะปรึกษาหารือขุนนางทั้งหลายนั้นเสียก่อน โดยพวกขุนนางได้ร่างข้อเสนอดังกล่าวให้พระเจ้าจอห์นลงพระนาม อันเป็นที่มาของคำว่า Magna Carter ที่ไทยเรามาแปลว่า “มหากฎบัตร” ที่นักรัฐศาสตร์ถือว่าเป็นการก่อกำเนิดของการปกครองในระบบรัฐสภา ด้วยนัย 2 ส่วน คือ หนึ่ง การจำกัดอำนาจของกษัตริย์ และสอง การเพิ่มอำนาจของขุนนาง ซึ่งอ้างตัวว่าเป็นตัวแทนของประชาชน

อำนาจของกษัตริย์คืออำนาจบริหาร ที่ต่อมาหลังสงครามกลางเมืองที่เกิดขึ้นใน ค.ศ. 1649 ก็มอบอำนาจนี้ให้กับรัฐสภาที่มีการปกครองแบบสาธารณรัฐอยู่ช่วงสั้นๆ แม้ว่าภายหลังระบอบกษัตริย์ถูกรื้อฟื้นขึ้นมา การแต่งตั้งฝ่ายบริหารก็เป็นอำนาจของรัฐสภาโดยเด็ดขาด ในขณะเดียวกันการบริหารงานของฝ่ายบริหารก็ถูกกำหนดและควบคุมตรวจสอบโดยรัฐสภา นั่นก็คือตั้งแต่การตั้งนายกรัฐมนตรี การมอบนโยบาย จนกระทั่งการบริหารราชการทั้งปวง ล้วนแต่ถูกกำกับโดยรัฐสภาทั้งสิ้น ในขณะที่ฝ่ายบริหารก็ต้องพร้อมที่จะถูกตรวจสอบและถือเป็น “ความรับผิดชอบสูงสุด” ที่จะต้องตอบคำถามหรือชี้แจงเรื่องต่างๆ ในการบริหารนั้นต่อรัฐสภา โดยถือว่าหน้าที่ที่สำคัญที่สุดของสมาชิกรัฐสภาก็คือ “การประชุม”

ว่ากันว่าคณะราษฎรนำเอาระบบรัฐสภาของอังกฤษมาใช้ด้วยความจำใจ เพราะแต่แรกมีหลายคนเชื่อว่าด้วยแนวคิดที่ปลูกฝังกันมาที่ฝรั่งเศสตั้งแต่ที่มีการประชุมกันครั้งแรกใน พ.ศ. 2567 นั้น คนกลุ่มนี้ชื่นชอบรูปแบบของพวกบอลเชวิคมากกว่า (บอลเชวิคเป็นชื่อพรรคการเมืองของรัสเซีย ที่ทำการโค่นล้มพระเจ้าซาร์นิโคลัสที่ 2 แล้วนำระบอบคอมมิวนิสต์มาปกครองรัสเซียใน พ.ศ. 2460) ซึ่งนักประวัติศาสตร์วิเคราะห์ว่าน่าจะเป็นเพราะคณะราษฎรมีความหวั่นเกรงใน 2 เรื่อง คือ หนึ่ง คนหัวเก่าที่ยังรักและปกป้องสถาบัน โดยเฉพาะความจงรักภักดีต่อพระมหากษัตริย์นั้นยังมีมากในสังคมไทย และสอง ความน่ากลัวของคอมมิวนิสต์ที่ถูกปลูกฝังในหมู่ชนชั้นสูงของไทย ดังนั้นจึงคิดว่าถ้าเอาระบบรัฐสภาของอังกฤษมาใช้ก็จะปลอดภัย เพราะมีพระมหากษัตริย์เป็นแกนหลักในบ้านเมืองเช่นเดียวกัน อันเป็นความเข้าใจที่ผิด เนื่องจากกษัตริย์อังกฤษสูญสิ้นพระราชอำนาจ และอยู่ใต้กฎหมายของฝ่ายรัฐสภามากว่า 700 ปีแล้ว

กล่าวอย่างตรงไปตรงมา ประเทศไทยมีการปกครองในระบบเผด็จการโดยรัฐสภามาแต่ต้น ทั้งยังเป็นรัฐสภาของพรรคการเมืองเพียงพรรคเดียวคือคณะราษฎร (ในรัฐธรรมนูญ พ.ศ. 2475 ห้ามไม่ให้มีคณะการเมืองอื่นนอกจากคณะราษฎร จนถึงรัฐธรรมนูญ พ.ศ. 2489 จึงให้มีการตั้งพรรคการเมืองได้) ถ้าจะกล่าวหากันแรงๆ นี่ก็คือการปกครองในแนวคิดของพวกซ้ายนั่นเอง ครั้นต่อมาในยุคที่มีการรัฐประหารสลับกับการเลือกตั้ง รัฐสภาจึงเป็นได้แค่เครื่องรองรับความชอบธรรมให้แก่ผู้ปกครอง จึงไม่ต้องสงสัยว่าทำไมระบบรัฐสภาของไทยจึงไม่เข้มแข็ง เพราะเมื่อพวกเขามีที่มาอย่างไร เขาก็จะต้องรับใช้นายของเขาอย่างนั้น แม้กระทั่ง สส. หรือ สว. ที่มาจากการเลือกตั้ง เขาก็ไม่ได้รับใช้ประชาชน เพราะประชาชนไม่ใช้ “เจ้าพระเดชนายพระคุณ” ของเขา

จิตวิญญาณของระบบรัฐสภาไม่เคยมีอยู่ในชีวิตของนักการเมืองไทย เพราะนักการเมืองไทยไม่ได้ทำงานด้วยความรับผิดชอบต่อประชาชน แต่เป็นการทำงานเพื่อหาดีหาได้เอากับคนที่ให้ประโยชน์กับเขาเท่านั้น ที่กล่าวเช่นนี้ก็เพราะว่าบรรดาเจ้าพระเดชนายพระคุณที่คิดว่าลิ่วล้อบริวารนักการเมืองในสังกัดของตนจะมีความซื่อสัตย์ รักและเคารพตนเองไปตลอดนั้นหาได้มีอยู่จริงในสยามประเทศนี้ไม่ เพราะนักการเมืองเหล่านี้ก็เหมือนกับหมัดหรือเห็บที่พร้อมจะสลัดทิ้งผู้มีพระคุณได้เสมอหากผู้มีพระคุณคนนั้นไม่สามารถที่จะ “ให้ประโยชน์” อะไรแก่เขาได้อีก และจะกระโดดไปหากินบนร่างของผู้มีพระคุณคนใหม่ (ไม่ว่าจะเดินทางไปหาไกลแค่ไหนก็ตามที)

หัวใจของระบบรัฐสภา (ถ้ามีใครจะนำไปบอกแก่พวกเห็บเหาเหล่านั้น) มีแค่ 3 สิ่งเท่านั้น หนึ่ง คือ ความเคารพในประชาชนและรับผิดชอบต่อประชาชนโดยสมบูรณ์ เพราะอำนาจของท่านคือสิ่งที่ได้รับมอบหมายมาจากประชาชน สอง คือ ร่วมประชุมอย่างพร้อมเพรียงในอาชีพที่จะต้องเป็นปากเสียง คือพูดแทนประชาชนทั้งหลาย นักการเมืองจึงไม่ควรมีอาชีพอื่นนอกจากการทำงานเพื่อประชาชนเท่านั้น และสามก็คือ การรักษาสมดุลของระบบไม่ให้มีใครลุแก่อำนาจ หรือสร้างความเสียหายแก่สังคมส่วนรวม นั่นคือรักษาสภาให้มีคุณค่าและเป็นประโยชน์อยู่เสมอ

ผู้เขียนเขียนบทความนี้ด้วยความเสียใจและสังเวชใจ ที่เห็นการประชุมสภาของไทยในยุคนี้ล่มแล้วล่มอีก เพราะ สส.ไม่มีความรับผิดชอบและไม่รู้หน้าที่ของตน รวมทั้งที่ยอมให้ฝ่ายบริหาร “จิกหัว” กระทำย่ำยีได้ตามอำเภอใจ จะออกกฎหมายดีเลวอย่างไรก็ยอมหมด

สภาแย่ๆ อย่างนี้คงอยู่ได้อีกไม่นานนักหรอก...

 

ข่าวล่าสุด

ตลาดหุ้นสหรัฐร่วงหนัก นักลงทุนกังวล AI-ราคาน้ำมันพุ่ง

ตลาดหุ้นสหรัฐร่วงหนัก นักลงทุนกังวล AI-ราคาน้ำมันพุ่ง