
ถึงเวลาขึ้นประธานวุฒิสภา
หากใครลองจับบรรยากาศในวุฒิสภาขณะนี้ให้ดี จะรู้สึกได้ถึงความอึมครึมที่เกิดขึ้น
หากใครลองจับบรรยากาศในวุฒิสภาขณะนี้ให้ดี จะรู้สึกได้ถึงความอึมครึมที่เกิดขึ้น
ที่สืบเนื่องมาจากสภาพการแบ่งขั้วที่มีความรุนแรงและชัดเจนยิ่งขึ้นระหว่าง สว.สรรหา และ สว.เลือกตั้ง อันน่าจะเกิดขึ้นตั้งแต่การชิงตำแหน่งเก้าอี้ประธานวุฒิสภาอันดุเดือดเมื่อปีที่ผ่านมา และเป็นฝ่าย สว.เลือกตั้ง ที่สามารถขึ้นมาดำรงตำแหน่งประมุขสภาสูงได้ หลังจากฝ่ายสรรหาครองอำนาจสูงสุดมาเป็นเวลานานกว่า 4 ปี
สภาพที่เกิดขึ้น “ดิเรก” ซึ่งเป็นผู้หนึ่งที่อยู่ในสภาพขมุกขมัวของวุฒิสภา มีมุมมองว่า “สว.ต้องแตก เพราะมีที่มาต่างกัน แล้วมีเบื้องหน้าเบื้องหลังต่างกัน แม้จะพูดพยายามให้ปรองดองกัน พูดก็ได้แต่พูด แต่ทางปฏิบัติมันไม่ใช่ เพราะไม่ใช่แค่ที่มาที่ต่างกันเพียงอย่างเดียว แต่มีปัญหาเบื้องหลังของที่มาอีก ใครลูกน้องใคร ใครผลประโยชน์ใคร ใครเป็นตัวแทนใคร มันเลยทำให้คุยกันได้ยากมาก เมื่อกระบวนการเป็นแบบนี้ยังไงก็ต้องทะเลาะกัน”
จากความแตกแยกที่เกิดขึ้น ทำให้ ดิเรก สามารถวิเคราะห์และประมาณการเสียงของวุฒิสภาที่จะร่วมสนับสนุนการแก้ไขรัฐธรรมนูญได้อย่างเป็นรูปธรรม
“ณ เวลานี้ สว.ที่ร่วมลงชื่อแก้รัฐธรรมนูญประมาณ 62 คน และยังมีบางคนที่ไม่ได้ร่วมลงชื่อ แต่จะขอสนับสนุนในขั้นการพิจารณาในรัฐสภา ส่วนที่เหลืออีกประมาณ 90 เสียงนั้น มีทั้ง สว.สรรหา และเลือกตั้งในกลุ่ม 40 สว. และ สว.ในกลุ่มภาคใต้บางจังหวัด แต่เชื่อว่ากลุ่ม สว.ภาคใต้ และ สว.สรรหาที่ไม่ได้อยู่กลุ่มใคร บางส่วนจะมาร่วมสนับสนุนด้วยการลงมติรับหลักการ”
น้ำเสียงของ ดิเรก ที่พูดถึง สว.ฝ่ายสนับสนุน ได้แสดงออกมาด้วยความมั่นใจว่าการแก้ไขรัฐธรรมนูญจะผ่านไปได้ เพื่อนำไปสู่การเลือกตั้ง สว.ทั่วประเทศ และพร้อมลงสมัคร สว.นนทบุรี อีกสมัยภายใต้รัฐธรรมนูญปี 2550 ที่ผ่านการแก้ไขแล้ว พร้อมกับขอหมายมั่นปั้นมือว่าจะก้าวสู่ตำแหน่งประธานวุฒิสภาให้ได้ หลังจากทำได้ดีที่สุดแค่เป็นตัวเต็งบนพื้นที่มาหลายครั้ง
“ถ้าตอบกันอย่างตรงๆ ก็ยังอยากลงสมัคร สว.อยู่ ไม่อยากไปพูดให้มันคลุมเครือว่าไม่อยากลง แต่จริงๆ อยากลงอะไรแบบนี้ กฎหมายให้สิทธิลงสมัครได้ผมก็ลง เพราะว่าบทพิสูจน์การเลือกตั้ง สว.ไม่ได้อยู่ที่ผม แต่อยู่ที่ประชาชนจะเป็นผู้เลือกผมให้เป็น สว.หรือไม่ นักสู้มีสิทธิสู้ก็ต้องสู้
ผมทำพื้นที่มาตลอดตั้งแต่สมัยรับราชการ ตอนลงสมัครครั้งที่แล้วผมใช้เงินน้อยที่สุด พูดไปก็ไม่มีใครเชื่อหรอก ครั้งหลังสุดผมแจ้งถึงยอดค่าใช้จ่ายไปยังคณะกรรมการการเลือกตั้งว่าได้ใช้เงินระหว่างสมัครเลือกตั้งเพียงประมาณ 5 แสนบาท”
“การเลือกประธานวุฒิสภาที่ผ่านมามีชื่อติดเป็นแคนดิเดตและตัวเต็งมาตลอด แต่ดวงมันยังไม่ถึง รอบหน้าถ้ามีโอกาสได้เข้าสภาก็ตั้งเป้าหมายไว้ที่จุดนั้นเหมือนเดิม ครั้งล่าสุดที่ต้องถอนตัวไปเพื่อหลบให้ท่านนิคม ไวยรัชพานิช เพราะผมกับท่านเกี่ยวดองเป็นเครือญาติในฐานะแซ่โค้วเหมือนกัน ผมเลยต้องเสียสละให้น้องไปสู้ แต่ครั้งหน้าคงต้องบอกว่าน้องเอ๋ยพี่ขอมั่งเถอะ”
ขณะเดียวกัน ดิเรก ฉายภาพวุฒิสภาโฉมใหม่ด้วยว่าจะไม่เกิดความขัดแย้งหรือสภาพของสภาทาสเหมือนในอดีต เพราะสถานการณ์ได้เปลี่ยนแปลงไป แต่ สว.ชุดใหม่จะมีพลังขับเคลื่อนและการทำงานได้อย่างมีประสิทธิภาพ เพื่อเป็นส่วนสำคัญของการพัฒนาประเทศ
“ภาพ สว. 200 คน กำลังดี ไม่มากไป ไม่น้อยเกินไป เวลานี้ สว.ที่ทำงานในคณะกรรมาธิการมีจำนวนไม่พอ อย่างผมเองต้องประชุมหลายที่เต็มไปหมด หรือเวลาตั้งคณะกรรมาธิการวิสามัญขึ้นมาเพื่อพิจารณาบางกรณีเป็นการเฉพาะเพิ่มเติมจากคณะกรรมาธิการสามัญ ปรากฏว่าคนไม่พอ หาคนมาทำงานไม่ได้ เพราะต่างคนต่างมีหน้าที่กันอยู่แล้ว ถ้าระบบใหม่สามารถเฉลี่ยงานให้เหมาะสมและเพิ่มคุณภาพในการทำงานจะดีขึ้นด้วย”
สว.อาวุโสรายนี้ สรุปว่า อย่างไรก็ตามทุกอย่างต้องค่อยๆ แก้กันไป ไม่คิดว่าจะกลับไปเป็น สว.ทาสเหมือนที่หลายฝ่ายคิด ไม่อยากให้คิดไปอย่างนั้น เรื่องนี้ต้องแก้ที่คน เมื่อคนที่รู้ตัวและสิทธิตัวเอง ไม่มีใครจะเป็นไปทาสใครแน่นอน
“แม้จะมาจากการเลือกตั้ง แต่ก็เชื่อว่าเมื่อเข้ามาทำงานแล้วจะไม่เกิดปัญหารุนแรงเหมือนกับปัจจุบันที่แบ่งแยกระหว่างระบบเลือกตั้งและสรรหา เพราะถึงเวลานั้นคนที่ผ่านการเลือกตั้งของประชาชนจะมีจิตสำนึกอยู่ว่าต้องทำเพื่อประชาชน”
&<2288;







