posttoday
แก้รธน.เพิ่งยกแรก รอเวลารื้อครั้งใหญ่

แก้รธน.เพิ่งยกแรก รอเวลารื้อครั้งใหญ่

24 มีนาคม 2556

“เล่นหลายบท ซ่อนหลายชั้น” น่าจะเป็นประโยคที่เหมาะกับปฏิบัติการแก้ไขรัฐธรรมนูญ 2550 สายฟ้าแลบ

“เล่นหลายบท ซ่อนหลายชั้น” น่าจะเป็นประโยคที่เหมาะกับปฏิบัติการแก้ไขรัฐธรรมนูญ 2550 สายฟ้าแลบ

โดย...ไพบูลย์ กระจ่างวุฒิชัย

“เล่นหลายบท ซ่อนหลายชั้น” น่าจะเป็นประโยคที่เหมาะกับปฏิบัติการแก้ไขรัฐธรรมนูญ 2550 สายฟ้าแลบ ทั้งที่รัฐบาลได้ประกาศเอาไว้จะขอจัดเวทีสานเสวนาและให้สถาบันการศึกษาไปศึกษาเรื่องการจัดทำประชามติก่อน แต่สุดท้ายเป็นเพียงอีกด้านหนึ่งละครการเมืองภายหลังตัดสินใจจับมือสมาชิกวุฒิสภา (สว.) ราว 60 คน ยื่นร่างแก้ไขกฎหมายสูงสุดของประเทศเข้ารัฐสภาเมื่อวันที่ 20 มี.ค.ที่ผ่านมา

สรุปสาระสำคัญที่ขอแก้ไขกันอีกครั้งว่า มีทั้งสิ้น 3 หัวข้อหลัก 1.แก้ไขมาตรา 237 และ 68 ไม่ให้ศาลรัฐธรรมนูญรับคำร้องคดียุบพรรคได้โดยตรงและให้ตัดสิทธิการเมืองเป็นรายคน 2.ยกเลิกที่มาของ สว.จากระบบสรรหา โดยให้กลับไปใช้ระบบการเลือกตั้งทั้งหมด 200 คน และ 3.แก้ไขมาตรา 190 เพิ่มความชัดเจนว่าหนังสือสัญญาระหว่างประเทศประเภทใดบ้างที่ต้องผ่านการพิจารณาของรัฐสภา

จากประเด็นดังกล่าวได้นำมาซึ่งเสียงวิพากษ์วิจารณ์ว่าเป็นประโยชน์ต่างตอบแทนระหว่าง สว.บางกลุ่มกับรัฐบาล เพื่อให้พรรคเพื่อไทยบรรลุแผนการคุมอำนาจฝ่ายนิติบัญญัติเบ็ดเสร็จมากยิ่งขึ้น ขณะที่ สว.เลือกตั้งที่ร่วมหัวจมท้ายครั้งนี้ก็จะได้สิทธิกลับไปลงเลือกตั้ งสว.เพื่อกลับมาเข้าสภาอีกครั้ง

ข้อกล่าวหาทั้งหมดนี้ ดิเรก ถึงฝั่ง สว.นนทบุรี อดีตประธานคณะกรรมการสมานฉันท์เพื่อปฏิรูปการเมืองและศึกษาการแก้ไขรัฐธรรมนูญ หนึ่งในแกนนำ สว.คนที่สวมบทประสานสิบทิศการแก้รัฐธรรมนูญได้ให้คำตอบกับ “โพสต์ทูเดย์” เอาไว้อย่างน่าสนใจ

แก้รธน.เพิ่งยกแรก รอเวลารื้อครั้งใหญ่

 

“ผมทำเพื่อบ้านเมืองและทุกคนทุกพรรคได้ประโยชน์หมด ไม่ต้องมานั่งหวาดระแวงว่าจะถูกยุบพรรค จะได้เลิกนั่งกังวลสักที ไม่ใช่เรื่องประโยชน์ทับซ้อนใดๆ ทั้งสิ้น แต่เป็นเรื่องที่ต้องทำให้ถูกต้องตามกระบวนการประชาธิปไตย

ที่สำคัญการแก้ไขในเรื่อง สว. ไม่ได้แก้ไขให้ สว.เลือกตั้งในปัจจุบันไปหมดวาระการทำงานพร้อมกับ สว.สรรหา ทั้งที่ สว.เลือกตั้งเหลือวาระอีก 1 ปี ถ้าจะให้เป็นประโยชน์ทับซ้อนก็จะต้องเป็นการแก้ให้ สว.เลือกตั้งได้เป็น สว.อีก หรือไปแก้ให้ สว.เลือกตั้งปัจจุบันไปหมดวาระพร้อมกับ สว.สรรหาในอีกไม่กี่ปีข้างหน้า แบบนี้ถึงจะเรียกว่าผลประโยชน์ทับซ้อน”

จากนั้น ดิเรก ชี้แจงอีกว่า การยื่นแก้ไขรัฐธรรมนูญในจังหวะนี้ไม่ได้มีนัยทางการเมืองอะไรหรือเกี่ยวข้องอะไรกับการโฟนอินมายัง สส.พรรคเพื่อไทยของ พ.ต.ท.ทักษิณ ชินวัตร อดีตนายกรัฐมนตรี ที่ให้พรรคเพื่อไทยเดินหน้าแก้ไขรัฐธรรมนูญ แต่มาจากการหารือกันหลายครั้งแล้วระหว่างคณะ สว.และคณะทำงานพรรคร่วมรัฐบาล ตั้งแต่การแก้ไขมาตรา 291 เพื่อตั้งสภาร่างรัฐธรรมนูญ (ส.ส.ร.) ถึงทางตัน

“...เรื่องท่านทักษิณอยากให้ทุกคนฟังให้ดี ผมไม่ได้สนใจและไม่ได้เกี่ยวอะไรกับท่านทักษิณเลย แต่ผมพูดกับพรรคเพื่อไทยและพรรคร่วมรัฐบาลในเรื่องนี้มาหลายเดือนแล้ว เมื่อเขารับหลักการไป เขาอาจจะตัดสินใจกันในพรรคอย่างไรผมก็ไม่รู้ ซึ่งอาจจะมาเพิ่งตัดสินใจเมื่อท่านทักษิณโฟนอินเข้ามา ไม่ได้เกี่ยวอะไรกับเรา เพราะเราเสนอเรื่องเหล่านี้ก่อนที่ท่านทักษิณจะโฟนอินมาอีก”

กว่าจะมาเป็นร่างแก้ไขรัฐธรรมนูญที่เสนอเข้ารัฐสภา ดิเรก ยอมรับว่าผ่านการถกเถียงกันพอสมควรจากหลายฝ่าย โดยเฉพาะในประเด็นเกี่ยวกับการแก้ไขการได้มาซึ่ง สว.จากระบบลูกผสมระหว่างการสรรหาและเลือกตั้งตามรัฐธรรมนูญปัจจุบันมาเป็นระบบเลือกตั้งเพียงทางเดียวทั้งหมด 200 คน

“มี สว.บางคนเสนอว่า ให้ สว.สรรหาหมดวาระพร้อมกับ สว.เลือกตั้ง หรือไม่ก็ให้ สว.เลือกตั้งหมดวาระไปพร้อมกับ สว.สรรหาในอีกประมาณ 2 ปี แต่ผมไม่เห็นด้วย เพราะถ้าไปทำอย่างนั้นคนจะมองน่าเกลียด จะถูกกล่าวหาพวกเราไปทำเพื่อประโยชน์ตัวเอง ทางที่ดีควรรอมชอมให้ สว.สรรหาอยู่ในตำแหน่งให้ครบวาระ จากนั้นค่อยมาเลือกตั้งตามแนวทางที่แก้ไขและทุกคนก็มีสิทธิลงเลือกตั้ง สว.ได้ แต่จะได้กลับหรือไม่ก็ขึ้นอยู่กับประชาชน แบบนี้ดีที่สุด”

ในประเด็นของการแก้ไขที่มาของ สว.นั้น อดีตประธานคณะกรรมการสมานฉันท์ฯ อธิบายเพิ่มเติมว่า เป็นไปตามข้อเสนอของคณะกรรมการสมานฉันท์ฯ ที่ทำเรื่องนี้ตั้งแต่รัฐบาลท่านอภิสิทธิ์ เพราะเราอยากให้กลับสู่กระบวนการประชาธิปไตยที่สมบูรณ์แบบและถูกต้อง

“ปัจจุบัน สว.มีสองพวก สว.เลือกตั้งที่ประชาชนเลือกมาถูกล็อกให้เป็นได้แค่สมัยเดียว ขณะที่ สว.สรรหาที่มาจากคัดเลือกจากบุคคลเพียง 7 คน สามารถเป็นได้สองสมัย นี่หรือคือความเป็นธรรมที่เกิดขึ้น นี่คือความไม่ถูกต้องในกระบวนการของมัน ดังนั้นเราต้องให้มีการเลือกตั้งเพียงอย่างเดียวให้ประชาชนเป็นผู้พิสูจน์ ถ้าคุณดีคุณเก่ง คุณก็ได้เข้ามาเป็นอีก”

เช่นเดียวกับปัญหาของรัฐธรรมนูญในมาตรา 237 และมาตรา 68 ดิเรก ให้เหตุผลที่ประเด็นดังกล่าวสมควรได้รับการปรับปรุงให้เป็นประชาธิปไตยว่า “มาตรา 68 เกิดความคลุมเครือหลังจากศาลรัฐธรรมนูญไปรับคำร้องว่าการแก้ไขมาตรา 291 เข้าข่ายล้มล้างการปกครองหรือไม่ ทั้งที่เจตนารมณ์ของสภาร่างรัฐธรรมนูญความชัดเจนว่าต้องการให้อัยการสูงสุดเป็นผู้กลั่นกรอง”

“ยืนยันไม่ได้ไปลดอำนาจศาลรัฐธรรมนูญเลย อำนาจการตัดสินเราเห็นว่าเป็นเรื่องของศาลเอง”

ระหว่างการสนทนาที่กำลังเป็นไปอย่างเข้มข้น ดิเรก ได้บอกเป็นนัยถึงการแก้ไขรัฐธรรมนูญในครั้งนี้ว่า อาจไม่ได้จบลงตรงที่การเสนอใน 3 ประเด็นหลักข้างต้น เพราะเมื่อกระบวนการ ส.ส.ร.ไม่สามารถเกิดขึ้นมาได้ ในอนาคตจำเป็นต้องมาดูกันอีกว่ารัฐธรรมนูญฉบับปัจจุบันมีประเด็นอะไรอีกบ้างที่เป็นปัญหา เพื่อนำไปสู่การแก้ไขเป็นรายมาตราจนกว่าจะเกิดความสมบูรณ์

“ในเมื่อใช้แนวทาง ส.ส.ร.ไม่ได้ ก็ต้องใช้วิธีแก้ทีละเล็กน้อย และเมื่อไหร่เป็นที่พอใจกันหมดแล้วก็จบ อย่างรัฐธรรมนูญของสหรัฐอเมริกามีฉบับเดียว แต่แก้กันมากว่า 30 ครั้ง แล้วทำไมรัฐธรรมนูญของเราจะแก้ไขไม่ได้

ขนาดคนใส่เสื้อแล้วมันฟิตเรายังต้องแก้เลย เราแก้ไขให้มันดีขึ้น ไม่ใช่แก้ไขเพื่อไปหาปัญหา พอมาถึงทางตันเราก็ต้องแก้ไขให้มันดี”

พอถามว่ามีประเด็นอะไรที่สมควรแก้ไขเป็นรายมาตราในระยะยาว? ดิเรก แสดงความกังวลกับคำถามเล็กน้อยก่อนตอบออกว่า “การแก้ไขรัฐธรรมนูญจะไม่แตะต้องหมวดสถาบันพระมหากษัตริย์ และหมวดสิทธิเสรีภาพของประชาชน”

ที่ผ่านมามีการพูดถึงปัญหาที่มาขององค์กรอิสระหลายครั้ง ทำให้มีความเป็นไปได้ที่ต้องแก้ไขด้วยหรือไม่? คำตอบที่ได้จากดิเรก คือ “มีส่วนหนึ่งที่มีปัญหา องค์กรอิสระบางแห่งยังควรมีอยู่ ยกเว้นบางแห่งที่มีความซ้ำซ้อนซึ่งกันและกัน ก็ค่อยมาว่ากันอีกที อย่างคณะกรรมการป้องกันและปราบปรามการทุจริตแห่งชาติ (ป.ป.ช.) คณะกรรมการการเลือกตั้ง ศาลรัฐธรรมนูญต้องมีไว้ ถ้าไม่มี ป.ป.ช.คนมันก็โกงทั้งแผ่นดินนะสิ

เราไม่คิดยกเลิกศาลรัฐธรรมนูญ แต่เราต้องการให้แต่ละอำนาจไม่ไปก้าวก่ายกัน เหมือนกับเวลาการทำงานบริหาร เวลาที่ต้องมีปัญหาบ้างและก็ต้องแก้ไขข้อผิดพลาดเป็นเรื่องธรรมดา”

แม้การแก้ไขรัฐธรรมนูญในรอบนี้ ดิเรก จะบอกตรงๆ ว่าเป็นเรื่องยาก ท่ามกลางบรรยากาศความขัดแย้ง แต่ลึกๆ แล้วมีความมั่นใจพอสมควรว่าจะปราศจากความรุนแรงเกิดขึ้น และจะประสบความสำเร็จตามที่ตั้งใจเอาไว้ได้

“ผมสามารถอธิบายทุกประเด็นได้ เพียงแต่ขอให้ทุกคนฟังด้วยความเข้าใจอย่าไปตะแบง อย่ามีอคติ อย่าเอาตัวเองหรือพรรคพวกเป็นหลัก ขอให้ว่าไปตามตัวบทกฎหมาย” สว.นนทบุรี ทิ้งท้าย

ข่าวล่าสุด

ทรู-ดีแทค เปิดจอง iPhone Duo 16 ต.ค. ลดสูงสุด 28,800 บาท

ทรู-ดีแทค เปิดจอง iPhone Duo 16 ต.ค. ลดสูงสุด 28,800 บาท