
เมืองไทยล้มเหลว
....ธนพล ไชยภาษี
สื่อดังอย่าง นิวยอร์ก ไทมส์ ในสหรัฐ ซึ่งถือเป็นสื่อของปัญญาชนชาวเมืองลุงแซม รายงานสถานการณ์การเมืองไทย ข้อความตอนหนึ่งอ้างนักวิเคราะห์ว่า สถานการณ์วุ่นวายในบ้านเราขณะนี้ ส่วนหนึ่งเป็นผลจากความล้มเหลวของระบบรัฐสภาไทย ที่ไม่สามารถแก้ไขปัญหาความแตกแยกอันเกิดขึ้นตั้งแต่สมัย พ.ต.ท.ทักษิณ ชินวัตร
เป็นกระจกสะท้อนมาจากสื่อฝรั่ง ผมเห็นว่าจริง และเห็นว่าสื่อสหรัฐเห็นน้อยไปด้วยซ้ำ เพราะจะว่ากันไป ไม่ใช่แค่ระบบรัฐสภาไทยที่ล้มเหลว แต่ระบบการปกครองไทยทั้งประเทศนั่นแหละล้มเหลว ซึ่งรวมถึงคนไทยด้วยกันเองด้วย
ไม่ว่าจะเป็นระบบ สส. การกระจายรายได้ไม่ทั่วถึง การคอร์รัปชัน การเพิกเฉยไม่ให้ความสำคัญกับการปฏิรูปการศึกษา ปัญหาการเล่นพรรคเล่นพวก และสุดท้ายคือ ประชาชนเองที่ไม่ทำหน้าที่ของพลเมืองที่ดี
สิ่งเหล่านี้ล้วนแต่เป็นองค์ประกอบที่ทำให้ระบบการปกครองล้มเหลวไปอย่างสิ้นเชิง
สส. ไม่ทำหน้าที่ของตัวเอง คือ การเป็นตัวแทนของประชาชนในพื้นที่อย่างแท้จริง ไม่ใช่ทำหน้าที่เป็นมาเฟียท้องถิ่น ใช้เงินหาเสียง เล่นพรรคเล่นพวก และกอบโกยผลประโยชน์เมื่อสอบผ่าน เวทีการเมืองกลับถูกใช้เป็นแหล่งหาผลประโยชน์ของมาเฟียท้องถิ่น และกลุ่มทุนผู้ทรงอิทธิพล
ปัญหาการกระจายรายได้และโอกาสอย่างไม่เป็นธรรมในประเทศยิ่งซ้ำเติมให้สังคมเกิดช่องว่างระหว่างคนรวยและคนจนมากยิ่งขึ้น ยิ่งการปกครองในระบอบประชาธิปไตยที่เน้นระบบทุนนิยมนั้น ถ้าหากประเทศนั้นๆ ขาดระบบการให้โอกาสและรายได้ที่เป็นธรรม จะยิ่งทำให้ช่องว่างของคนรวยและจนยิ่งห่างมากขึ้น
โดยเฉพาะประเทศไทย ที่ความเจริญกระจุกตัวอยู่แต่ในกรุงเทพฯ ยิ่งทำให้เมืองและชนบทยิ่งห่างไกล สิ่งเดียวกัน บุคคลคนเดียวกัน แต่คนเมืองและคนชนบทเห็นและเข้าใจไม่เหมือนกัน เป็นภาพสะท้อนให้เห็นถึงความต่างของชนชั้นและสังคมมากขึ้นไปทุกที
ยิ่งปัญหาการกระจายโอกาสทางการศึกษาของไทยนั้น ยิ่งเป็นปัจจัยที่ทำให้สังคมไทยล้มเหลวมากขึ้น ปัญหาของ “ความไม่รู้” ของคนไทยกำลังกลายเป็นหอกที่กลับมาทิ่มแทงประเทศไทยอย่างรุนแรงในขณะนี้ ผมไม่เคยเห็นว่าจะมีนโยบายพรรคการเมืองไหน หรือ สส. คนไหนที่จะชูนโยบายปฏิรูปการศึกษาอย่างจริงจังเสียที ที่เห็นก็มีแต่จะนำเอาระบบทุนนิยมไปกว้านซื้อระบบการศึกษาเท่านั้น
ไม่มีประเทศไหนในโลกที่สมบูรณ์แบบ ประชากรมีการศึกษาเท่ากัน มีรายได้ มีโอกาสมีความเท่าเทียมกันร้อยเปอร์เซ็นต์ ไม่ว่าจะเป็นในสังคมทุนนิยมอย่างสหรัฐอเมริกา หรือในสังคมแบบสังคมนิยมอย่างในจีน
แต่ประเทศเหล่านี้ก็พยายามทำให้ช่องว่างความแตกต่างของคนในประเทศลดน้อยลงมากที่สุดเท่าที่จะทำได้
ไม่ว่าวิกฤตการเมืองไทยจะจบลงแบบไหน แต่ก็ถือว่าเป็นโอกาสดีที่คนไทยทุกคนต้องหันมามองปัญหาเหล่านี้อย่างจริงจังเสียทีแล้วครับ







