
เลิกแล้วคิดใหม่
โครงการพัฒนาศักยภาพสถาบันเกษตรกรเพื่อรักษาเสถียรภาพราคายาง หรือโครงการรักษาเสถียรภาพราคายาง
โครงการพัฒนาศักยภาพสถาบันเกษตรกรเพื่อรักษาเสถียรภาพราคายาง หรือโครงการรักษาเสถียรภาพราคายาง
กำลังจะครบอายุในวันที่ 31 มี.ค. 2556 ต้องช่วยกันจับตาอย่างใกล้ชิดว่ารัฐบาลจะขยายโครงการนี้ออกไปอีกหรือไม่
ล่าสุดคณะกรรมการบริหารโครงการที่มีนายยุทธพงศ์ จรัสเสถียร รมช.เกษตรและสหกรณ์ เสนอให้จบโครงการเสียที เนื่องจากไม่มียางให้ซื้อแล้ว
ปัจจุบันใช้เงินไปแล้วประมาณ 2.1 หมื่นล้านบาท จากกรอบวงเงินที่ ครม.อนุมัติ 4 หมื่นล้านบาท และมีปริมาณยางในสต๊อกประมาณ 2 แสนตัน
เราเห็นด้วยที่ควรจะยุติโครงการนี้ แต่ไม่ควรอ้างเหตุผลไม่เข้าท่าว่าไม่มียางให้ซื้อแล้ว โครงการใหญ่ขนาดนี้และมีผู้มีส่วนได้ส่วนเสียจำนวนมาก ต้องมีเหตุผลสนับสนุนมากกว่านี้ และจะต้องคิดต่อไปโดยมองถึงผลประโยชน์ของประเทศชาติในระยะยาวว่าจะบริหารและดูแลอุตสาหกรรมยางพาราต่อไปอย่างไร
ถึงเวลาแล้วที่รัฐบาลต้องยอมรับความจริงว่า โครงการนี้ไม่สามารถช่วยผลักดันราคายางพาราในประเทศดีขึ้นได้จริงๆ หรอก
เป้าหมายราคาที่กำหนดไว้อยู่ที่ 120 บาทต่อกิโลกรัม (กก.) ตามที่นายณัฐวุฒิ ใสยเกื้อ อดีต รมช.เกษตรฯ ผู้ริเริ่มโครงการประกาศไว้ ถือว่ายังห่างไกลกับราคาในปัจจุบันอยู่ที่ประมาณ 75-85 บาทต่อ กก.
ที่ผ่านมา รัฐบาลทำงานผิดพลาดในหลายจุด อาทิ ก่อนใช้นโยบายซื้อยางเพื่อดึงราคายางขึ้นมา รัฐบาลควรใช้เครื่องมือของบริษัทร่วมทุน 3 ประเทศ คือ ไทย มาเลเซีย และอินโดนีเซีย ตามข้อตกลงการตั้งบริษัทก่อน เช่น การขอความร่วมมือในการลดจำนวนวันกรีดยาง การคุมปริมาณส่งออกของแต่ละประเทศ และลดพื้นที่การปลูกยางโดยการโค่นยางเก่า เป็นต้น เพื่อช่วยลดปริมาณยางโลก ซึ่งจะช่วยดึงราคายางได้
ขณะเดียวกันสถาบันเกษตรกรฯ ไม่ได้ใช้โครงการนี้พัฒนาศักยภาพสถาบันตามเจตนารมณ์ของโครงการ เพราะเอาเข้าจริงจากราคาโครงการที่สูงกว่าราคาตลาดเฉลี่ยกว่า 20 บาทต่อ กก. ส่งผลให้สถาบันเร่งซื้อยางสมาชิกขายต่อให้รัฐโดยไร้การเพิ่มมูลค่ายาง จนเป็นเหตุให้นำยางมาสวมสิทธิกันในหลายจังหวัด ซึ่งในเรื่องนี้สำนักงานการตรวจเงินแผ่นดินได้ตั้งข้อสังเกตไว้
นอกจากนี้ การบริหารโครงการที่ขาดการวางระบบที่รัดกุมและปัญหาสต๊อกยางของรัฐที่มีการปล่อยปละละเลยในการจัดเก็บที่ส่อจะทำให้ยางราคาเสื่อมลง
แนวโน้มราคายางในตลาดโลกคงจะเดินเตาะแตะอีกสักระยะหนึ่ง เมื่อมองแนวโน้มเศรษฐกิจของประเทศผู้ซื้อยางรายใหญ่ของโลก ทั้งสหรัฐ จีน และอียู
เราเห็นว่ารัฐบาลควรเร่งจริงจังกับการพัฒนายุทธศาสตร์เพิ่มมูลค่ายางพาราในระยะยาว ทั้งต้นน้ำจนถึงปลายน้ำ เพื่อส่งเสริมการใช้ยางพาราเป็นวัตถุดิบภายในประเทศเพิ่ม เชื่อว่าจะสามารถดึงราคายางพาราของไทยได้อย่างแท้จริง







