posttoday
ทบทวนไทยเข้มแข็งช่วยฟื้นเศรษฐกิจระยะยาว

ทบทวนไทยเข้มแข็งช่วยฟื้นเศรษฐกิจระยะยาว

06 เมษายน 2553

.....สถาบันวิจัยเพื่อการพัฒนาประเทศไทย

แม้ภาพรวมการชุมนุมทางการเมืองที่อยู่ในกรอบไม่มีความรุนแรงจะไม่ส่งผลกระทบต่อเศรษฐกิจ เห็นได้จากลงทุนในตลาดหลักทรัพย์ที่นักลงทุนยังซื้อต่อเนื่อง และดัชนีเศรษฐกิจอื่นๆ แต่ยังไม่อาจวางใจได้ 100% ยังคงต้องระมัดระวัง เนื่องจากการฟื้นตัวของเศรษฐกิจไทยยังขึ้นกับเศรษฐกิจโลก

การฟื้นตัวของเศรษฐกิจไทยแบบ Vshape เกิดขึ้นในบางภาคการผลิตเท่านั้น เช่น สาขายานยนต์ และสาขาอิเล็กทรอนิกส์ ซึ่งเคยดิ่งลงในช่วงวิกฤต มีการปรับตัวขึ้นแรงเช่นกัน โดยได้ประโยชน์จากจีนและประเทศอื่นในภูมิภาคที่มีการกระตุ้นเศรษฐกิจค่อนข้างมาก ทำให้ประเทศเล็กๆ แถบเอเชียรวมทั้งไทยได้รับประโยชน์ไปด้วย เช่นยอดส่งออกไปจีนสูงมาก บางเดือนขยายตัวมากถึง 80%

อย่างไรก็ตาม การฟื้นตัวในภาพรวมอาจเริ่มสัญญาณแผ่วขึ้น เพราะจีนเริ่มลดการกระตุ้นเศรษฐกิจภายในอย่างชัดเจน ดังนั้นในระยะ 6 เดือนถึง 1 ปีข้างหน้าการฟื้นตัวของเศรษฐกิจไทยจะต่อเนื่องหรือไม่ ขึ้นกับว่าเศรษฐกิจหลักเดิมของโลก (สหรัฐ ยุโรป ญี่ปุ่น) จะแข็งแรงขึ้นทันการแผ่วตัวของจีนหรือไม่ หากทันก็ไม่มีปัญหา แต่หากทิ้งช่วงก็อาจทำให้การฟื้นตัวของไทยเองสะดุดได้บ้าง

สำหรับปัจจัยเสี่ยงอื่นๆ ที่สำคัญคือความเร็วและความชัดเจนของการแก้ปัญหามาบตาพุด ปัญหาหนี้สาธารณะของประเทศแถบยุโรป และปัญหาการเมืองที่ยังไม่สงบชัดเจนและอาจปะทุขึ้นใหม่ได้

การดำเนินนโยบายกระตุ้นเศรษฐกิจของรัฐบาลที่ผ่านมาถือว่าเป็นไปในแนวทางที่ดี และรัฐยังคงกระตุ้นต่อเนื่องในบางมาตรการ แต่สิ่งที่น่าสนใจในมาตรการกระตุ้นเศรษฐกิจจังหวะที่ 2 (Stimulus Package 2 : SP2) คือ โครงการไทยเข้มแข็ง ซึ่งขยายระยะเวลาสิ้นสุดออกไปอีก 1 ปี ยังคงมีปัญหาในลักษณะเบี้ยหัวแตกทางความคิด และดำเนินการได้ล่าช้ากว่าที่คิด

ดังนั้น ทีดีอาร์ไออยากเสนอให้รัฐบาลนำโครงการไทยเข้มแข็งมาทบทวนดูแบบองค์รวมอีกครั้ง ควรทำการระดมความคิดเพื่อคัดกรองให้ชัดเจนว่าควรบรรจุโครงการใดอยู่ในโครงการไทยเข้มแข็ง เพื่อให้เป็นลงทุนระยะยาวและเกิดประโยชน์ในการสร้างรากฐานทางเศรษฐกิจที่แท้จริง ซึ่งตอนนี้มีเวลาทำได้ เพราะความจำเป็นเร่งด่วนในการอัดฉีดเม็ดเงินลดลงจากปีที่แล้วมาก

ส่วนปัญหาหนี้สาธารณะนั้น รัฐบาลควรมีกลยุทธ์ในการถอนการกระตุ้นเศรษฐกิจ (Exit Strategy) ที่ดี เป็นเรื่องจำเป็น เพราะนอกจากเป็นการดูแลภาระทางการคลังในอนาคตแล้ว ยังเป็นการส่งสัญญาณสร้างความมั่นใจให้ตลาดการเงิน เพราะหากตลาดไม่ไว้ใจก็จะส่งสัญญาณของดอกเบี้ยแพง ซึ่งจะไปซ้ำเติมภาระทางการคลัง หลายประเทศที่มีปัญหาหนี้สูงอย่างกรีซ สเปน ก็มีประสบการณ์ในเรื่องนี้มาแล้ว จึงควรระวังเรื่องนี้

อย่างไรก็ตาม อัตราหนี้สาธารณะไม่มีสูตรสำเร็จว่าแค่ไหนจึงสูงเกิน โดยทั่วไปประเทศที่มีอัตราการออมสูงมักจะรองรับอัตราหนี้สาธารณะที่สูงได้มากกว่าประเทศที่ออมต่ำ เช่น ประเทศญี่ปุ่นมีหนี้สาธารณะเกือบ 200% ของ GDP แต่ญี่ปุ่นเป็นประเทศที่มีอัตราการออมสูงมาก คนจึงรู้สึกว่าไม่มีปัญหา เพราะถ้ารัฐบาลมีปัญหาจริงๆ ก็สามารถเก็บภาษีจากภาคเอกชนเพิ่มขึ้นได้

สำหรับประเทศไทยแม้จะมีการออมสูงเช่นกัน แต่ก็ไม่ได้หมายความว่ารัฐบาลจะสามารถเก็บภาษีได้ง่ายและทันการณ์ เนื่องจากต้องไปเก็บจากคนที่มีรายได้สูงนั่นคือคนกลุ่มบน 20% ของประเทศ ที่มีสัดส่วนการออมคิดเป็นร้อยละ 80 ของการออมทั้งประเทศ การเก็บภาษีจากคนกลุ่มนี้มักได้รับการต่อต้านทางการเมืองและผลักดันยาก

กลยุทธ์ในการถอนการกระตุ้นเศรษฐกิจ ไม่ควรเป็นการถอนทันทีแต่ควรกำหนดจังหวะเวลาการถอนให้ขึ้นกับเงื่อนไขการฟื้นตัวที่ชัดเจน เรียกว่า Conditional Exit Strategy ซึ่งรัฐบาลยังไม่ได้ทำอย่างชัดเจน แต่ก็มีการพูดถึงว่าจะลดการใช้เงินกู้ลง หันมาใช้รายได้ภาษีที่เริ่มจัดเก็บได้สูงกว่าเป้าหมายแทน ก็ถือว่าเป็นส่วนหนึ่งของ Exit Strategy ได้เช่นกัน

สำหรับโอกาสการแข่งขันทางธุรกิจของไทยในตลาดโลก เชื่อมั่นว่านักธุรกิจไทยมีความสามารถในการปรับตัวสู้ได้ ประสบการณ์วิกฤตต้มยำกุ้ง พิสูจน์ให้เห็นในการขยายตัวด้านการส่งออก แม้ส่วนหนึ่งจะเป็นผลจากค่าเงินที่ลดลงมากในช่วงนั้น

แต่ในช่วง 45 ปีหลังนี้ซึ่งได้ประโยชน์จากค่าเงินบาทน้อยลง (ค่าเงินบาทแข็งต่อเนื่องมาหลายปี) แต่ยังคงส่งออกได้ดี แสดงว่านักธุรกิจของไทยปรับตัวสู้กับเวทีโลกได้พอสมควร การปรับตัวต้องทำอย่างต่อเนื่องโดยเฉพาะในอนาคตควรต้องปรับตัวด้วยการเปลี่ยนกระบวนการผลิตให้ลดการใช้แรงงานเข้มข้นในแบบเดิมๆ ลง เพิ่มการใช้เทคโนโลยีในการผลิตและบริการ เช่น ด้านไอทีมาใช้กับธุรกิจมากขึ้นโดยเฉพาะในกลุ่มเอสเอ็มอี ซึ่งจะทำให้คล่องตัวในการบริหารและเกิดประโยชน์ต่อธุรกิจไทยในระยะยาว

ขณะเดียวกัน ภาครัฐก็ควรให้ความสำคัญและเข้ามาเป็นแกนนำในการสนับสนุนด้านการวิจัยและพัฒนา (Research & Development : R&D) ซึ่งจะเป็นประโยชน์ต่อการแข่งขันของธุรกิจไทยในระยะยาว ปัจจุบันไทยยังทำเรื่องนี้น้อยมาก มีบางบริษัทใหญ่ๆ เท่านั้นที่เริ่มเข้ามาทำ แต่ก็ยังน้อยเกินไป รัฐบาลควรเป็นผู้ริเริ่ม ลงทุน และกระตุ้นให้เกิดการวิจัยและพัฒนาอย่างแพร่หลายและกระจายผลประโยชน์ลงไปถึงธุรกิจขนาดเล็กด้วย ก็จะช่วยให้ธุรกิจไทยแข่งขันไปตลาดโลกได้ดีขึ้น และจะทำให้ไทยมีศักยภาพในการแข่งขันทางเศรษฐกิจได้อีกครั้ง เช่น สามารถขยับตัวไปแข่งขันกับมาเลเซีย เกาหลีใต้ ไต้หวัน ได้อีกครั้งหนึ่ง แทนที่ต้องถอยหลังไปแข่งกับประเทศเพื่อนบ้านที่มีศักยภาพน้อยกว่าในอดีต เช่น เวียดนาม เขมร

ข่าวล่าสุด

ทรู-ดีแทค เปิดจอง iPhone Duo 16 ต.ค. ลดสูงสุด 28,800 บาท

ทรู-ดีแทค เปิดจอง iPhone Duo 16 ต.ค. ลดสูงสุด 28,800 บาท