
แก้อย่างยั่งยืน
การเดินหน้าโครงการก่อสร้างเพื่อออกแบบก่อสร้างระบบบริหารจัดการทรัพยากรน้ำอย่างยั่งยืนและระบบแก้ไขปัญหาอุทกภัยของประเทศ มูลค่า 3.4 แสนล้านบาท ของรัฐบาลยิ่งลักษณ์ สุ่มเสี่ยงจะประสบความล้มเหลวและกลายเป็นมรดกบาปในอนาคต
การเดินหน้าโครงการก่อสร้างเพื่อออกแบบก่อสร้างระบบบริหารจัดการทรัพยากรน้ำอย่างยั่งยืนและระบบแก้ไขปัญหาอุทกภัยของประเทศ มูลค่า 3.4 แสนล้านบาท ของรัฐบาลยิ่งลักษณ์ สุ่มเสี่ยงจะประสบความล้มเหลวและกลายเป็นมรดกบาปในอนาคต
สุ่มเสี่ยงเพราะโครงการนี้ใช้งบประมาณจำนวนมหาศาล เฉพาะการออกแบบและก่อสร้างโครงการอย่างเดียวใช้งบฯ มากถึง 2.91 แสนล้านบาท ยังไม่รวมการว่าจ้างบริษัทที่ปรึกษาโครงการอีกก้อนใหญ่ ซึ่งขณะนี้ได้มีการออกพระราชกำหนดให้อำนาจกระทรวงการคลังกู้เงินไว้ล่วงหน้าตั้งแต่เดือน ม.ค. 2555 และจะต้องกู้ภายในวันที่ 30 มิ.ย.ที่จะถึงนี้
การเลือกวิธีการให้เอกชนไปดำเนินการตามทีโออาร์ที่คณะกรรมการบริหารจัดการน้ำและอุทกภัย (กบอ.) กำหนด เสี่ยงจะเกิดการเผชิญหน้ากับประชาชนในพื้นที่ โดยเฉพาะการสร้างอ่างเก็บน้ำ 16 แห่ง จะต้องมีการสำรวจพื้นที่เพื่อเวนคืนที่ดิน การอพยพชาวบ้าน ฯลฯ ซึ่งแน่นอนว่าจะเกิดการต่อต้านขึ้น เพราะลำพังเจ้าหน้าที่กรมชลประทานไปทำความเข้าใจกับประชาชนก็มีการกระทบกระทั่งกันมาตลอด
ระยะเวลา 5 ปี ตามที่รัฐบาลตั้งเป้าไว้กับเม็ดเงินก้อนนี้ หากมองถึงความสำเร็จ จึงอาจไม่สอดคล้องกันและท้ายที่สุดแผนงานทั้ง 9 แผน ในแต่ละโครงการอาจถูกทิ้งร้าง และโจทย์ไม่สามารถตอบสนองปัญหาอุทกภัยของประเทศอย่างยั่งยืนตามที่รัฐบาลคาดหวัง
ไม่ช้าไม่นานภาพหลอนมหาอุทกภัยปี 2554 จะตามมาหลอกหลอนซ้ำแล้วซ้ำเล่า จึงไม่สายเกินไปที่รัฐบาลจะทบทวนรูปแบบการดำเนินการให้รัดกุมยิ่งขึ้น โดยเฉพาะการสร้างกระบวนการการมีส่วนร่วมของประชาชน ตามบทบัญญัติรัฐธรรมนูญ มาตรา 57 ที่กำหนดให้รัฐจัดให้มีกระบวนการรับฟังความคิดเห็นของประชาชนอย่างทั่วถึงก่อนดำเนินการ
จำเป็นอย่างยิ่งที่การแก้ปัญหาอย่างยั่งยืนและมีประสิทธิภาพต้องตั้งอยู่บนฐานร่วมคิดร่วมสร้าง เปิดให้ผู้มีส่วนได้เสียได้มีส่วนร่วมออกแบบการแก้ปัญหา เพราะหากเกิดความเสียหายขึ้น หนีไม่พ้นที่ประชาชนต้องเป็นผู้แบกรับ
หมดเวลาที่รัฐบาลจะหลีกเลี่ยงกระบวนการใดกระบวนการหนึ่ง ยิ่งเป็นเงินกู้ในโครงการขนาดใหญ่ด้วยแล้ว รัฐบาลยิ่งต้องให้ความสำคัญ ไม่เช่นนั้นคำว่า “ยั่งยืน” ที่เขียนไว้ในแต่ละแผนงานอาจเป็นแค่เรื่องแหกตา
ดังนั้น รัฐบาลควรเลิกเอาเงินเป็นตัวตั้ง แต่ควรใส่กระบวนการเข้าไปให้ครบวง กวดขันตรวจสอบการใช้งบประมาณไม่ให้รั่วไหล ไม่เช่นนั้นจะกระทบต่อความเชื่อมั่นการลงทุนของประเทศในอนาคต และท้ายที่สุดแล้วผลกรรมทั้งหลายจะวนมาซ้ำเติมประชาชนอีก







