posttoday
จีนงัดแผนสู้มะกันคานทีพีพีลุยเอฟทีเอญี่ปุ่น-เกาหลีใต้

จีนงัดแผนสู้มะกันคานทีพีพีลุยเอฟทีเอญี่ปุ่น-เกาหลีใต้

22 มีนาคม 2556

“เราจะเร่งปรับปรุงพัฒนาการสื่อสารและการเจรจากับทุกๆ ฝ่ายที่เกี่ยวข้อง รวมถึงการเดินหน้าผลักดันกระบวนการจัดตั้งพื้นที่เขตการค้าเสรีของเราเอง”

โดย...นงลักษณ์ อัจนปัญญา

“เราจะเร่งปรับปรุงพัฒนาการสื่อสารและการเจรจากับทุกๆ ฝ่ายที่เกี่ยวข้อง รวมถึงการเดินหน้าผลักดันกระบวนการจัดตั้งพื้นที่เขตการค้าเสรีของเราเอง”

เฉินตันหยาง โฆษกกระทรวงพาณิชย์จีน กล่าวตอบสื่อมวลชนในระหว่างการแถลงข่าวความเคลื่อนไหวรายวัน เมื่อโดนเอ่ยถามถึงความคิดเห็นกรณีเมื่อช่วงปลายสัปดาห์ที่แล้ว นายกรัฐมนตรีชินโสะ อาเบะ แห่งญี่ปุ่น ประกาศเข้าร่วมการเจรจากรอบความตกลงหุ้นส่วนยุทธศาสตร์ทางเศรษฐกิจภาคพื้นแปซิฟิก (ทีพีพี) ในระหว่างการประชุมระดับคณะทำงานรอบที่ 16 ที่ประเทศสิงคโปร์

ถือเป็นคำตอบที่สะท้อนเจตนารมณ์ของจีนอย่างแน่วแน่และชัดเจนว่า แม้จีนจะไม่หวั่นไหวกับการเดินหน้าเจรจาข้อตกลงเขตการค้าเสรี (เอฟทีเอ) ของ 11 ประเทศรอบมหาสมุทรแปซิฟิก โดยมีสหรัฐเป็นหัวเรี่ยวหัวแรงผลักดันร่วมกับแคนาดา เม็กซิโก ออสเตรเลีย นิวซีแลนด์ ชิลี เปรู เวียดนาม มาเลเซีย บรูไน และสิงคโปร์

ทว่า ในขณะเดียวกัน จีนก็ไม่ได้เมินเฉยละเลยหรือมองข้ามความสำคัญของการสร้างพันธมิตรหุ้นส่วนทางการค้า หรืออาจเรียกได้ว่าเป็นพื้นที่เขตการค้าเสรีของตนเองขึ้นมาด้วยเช่นกัน

แถมยังย้ำจุดยืนการสร้างพื้นที่เอฟทีเอของตนเองให้ชัดเจนมากยิ่งขึ้น เห็นได้จากการที่โฆษกกระทรวงพาณิชย์จีนประกาศในวันเดียวกันกับที่ขึ้นแถลงข่าวว่ารัฐบาลแดนมังกรจะลงมือจัดเวทีการเจรจาทางการค้า 3 รอบกับพันธมิตรทางการค้ารายสำคัญหลักใหญ่อย่างจีนและเกาหลีใต้ภายในปี 2556 นี้

ไม่เพียงแต่เท่านี้ จีนยังออกตัวแรงด้วยการกำหนดการเจรจาเขตการค้าเสรีระดับไตรภาคีรอบแรกคราวนี้เป็นวันที่ 2628 มี.ค. ที่กรุงโซล ประเทศเกาหลีใต้ หรืออีกเพียงไม่ถึงหนึ่งสัปดาห์ข้างหน้า ขณะที่การเจรจารอบที่สองที่แม้จะยังไม่ได้กำหนดวันเวลาแน่ชัด แต่ก็จัดการระบุสถานที่เรียบร้อยแล้วว่าจะอยู่ในประเทศจีน พร้อมปิดการเจรจาที่แดนอาทิตย์อุทัย ประเทศญี่ปุ่น

ยิ่งไปกว่านั้น เฉินตันหยาง ยังตบท้ายงานแถลงข่าวด้วยการกำชับหนักแน่นว่าจีนพร้อมยกระดับการเจรจากับพันธมิตรทางการค้าทุกประเทศ

จนอาจเรียกได้ว่า จีนกำลังส่งสัญญาณเตรียมสร้างเขตการค้าเสรีของตนเองกับบรรดานานาประเทศทั่วโลกที่จีนมีสายสัมพันธ์ทางการค้าอยู่แล้วในขณะนี้ก็คงไม่ผิดนัก

ทั้งนี้ บรรดานักวิเคราะห์จากหลายสำนักต่างเห็นตรงกันว่า การเริ่มต้นเจรจาเอฟทีเอระดับไตรภาคีข้างต้นเปรียบเสมือนมาตรการโต้ตอบของจีนที่มีต่อสหรัฐ ซึ่งกำลังเร่งเดินหน้าผลักดันการเจรจาข้อตกลงทางการค้าที่ถ้าหากสำเร็จลุล่วงจะกลายเป็นพื้นที่เขตการค้าเสรีที่มีขนาดใหญ่ที่สุดในโลก และแปลงโฉมมหาสมุทรแปซิฟิกให้เป็นเขตที่มีการแลกเปลี่ยน สินค้า บริการและการลงทุนอย่างเสรี แถมครอบคลุมเกือบทุกประเทศสำคัญรอบมหาสมุทรดังกล่าว ซึ่งเป็นกลุ่มเศรษฐกิจขนาดใหญ่ที่มีสัดส่วนคิดเป็น 40% ของเศรษฐกิจโลก

ทว่า ไม่ว่าจะเป็นข้อดี หรือผลประโยชน์ใดๆ ที่จะพ่วงตามมากับข้อตกลงเขตการค้าเสรีทีพีพีฉบับนี้ กลับไม่มีประเทศที่มีเศรษฐกิจขนาดใหญ่ที่สุดในภูมิภาคเอเชียอย่างจีนร่วมอยู่ด้วยเลยแม้แต่น้อย

กระทั่งนักวิเคราะห์บางส่วนอดวิพากษ์วิจารณ์ไม่ได้ว่า ข้อตกลงทีพีพีดูจะจงใจกีดกันจีนออกจากระบบการค้าเสรีโลกไม่น้อย และทำให้จีนที่มุ่งรักษาท่าทีให้นิ่งสงบมานาน ไม่ว่าจะเผชิญกับสารพัดข้อกล่าวหาจากสหรัฐ ไล่เรียงตั้งแต่แทรกแซงค่าเงินหยวน สร้างความได้เปรียบด้านการส่งออก ละเมิดทรัพย์สินทางปัญญา บริหารธุรกิจไม่โปร่งใส และล่าสุดคือแอบเจาะระบบเข้าจารกรรมล้วงตับข้อมูลสำคัญของภาครัฐและเอกชนยักษ์ใหญ่ของสหรัฐ ไม่สามารถทนนิ่งเฉยได้อีกต่อไป

และเป็นที่มาของการประกาศผลักดันเขตการค้าเสรีกับญี่ปุ่นและเกาหลีใต้ สองประเทศคู่ค้าสำคัญของจีนภายในภูมิภาคเอเชีย โดยมูลค่าการค้าระหว่างจีนกับญี่ปุ่นในปีที่ผ่านมา อยู่ที่ราว 3.49 แสนล้านเหรียญสหรัฐต่อปี แม้จะมีประเด็นขัดแย้งกรณีพิพาทการอ้างสิทธิอาณาเขตในบริเวณทะเลจีนตะวันออก ขณะที่มูลค่าการค้าระหว่างจีนกับเกาหลีใต้ขยับเพิ่มสูงกว่า 2.46 แสนล้านเหรียญสหรัฐในปี 2554 และดันให้จีนกลายเป็นคู่ค้าอันดับ 1 ของเกาหลีใต้ แซงหน้าสหรัฐและญี่ปุ่นไปโดยปริยาย

นอกจากนี้ การประกาศเร่งผลักดันเขตการค้าเสรีของจีนในครั้งนี้ ยังเป็นสิ่งที่นักวิเคราะห์หลายสำนักเห็นตรงกันว่า เป็นอีกหนึ่งกลยุทธ์ของรัฐบาลแดนมังกรที่จะจัดการปรับปรุงระดับความสัมพันธ์กับแดนลุงแซมให้สมดุลมากยิ่งขึ้น ท่ามกลางสถานการณ์ที่ฝ่ายแรกเพิ่งจะได้รับการยอมรับในฐานะมหาอำนาจหมายเลขหนึ่งของภูมิภาค ส่วนฝ่ายหลังคือมหาอำนาจเบอร์หนึ่งของโลกที่พยายามจะตอกหมุดย้ำอิทธิพลของตนเองที่เคยมีอยู่ภายในภูมิภาคนี้ให้แข็งแกร่งมั่นคงมากยิ่งขึ้นหลังจากที่ร้างราห่างหายไปนาน

เพราะแม้จะมีประเด็นให้ขุ่นข้องหมองใจมาอย่างต่อเนื่อง แต่สหรัฐก็เป็นคู่ค้าอันดับ 2 ของจีน โดยในปี 2555 ทั้งสองประเทศมีมูลค่าการค้าระหว่างกันราว 4.85 แสนล้านเหรียญสหรัฐ หรือคิดเป็นสัดส่วน 12.5% ของยอดการค้าระหว่างประเทศของจีน แถมพ่วงด้วยการเป็นตลาดส่งออกใหญ่อันดับ 1 ของจีน

ดังนั้น จึงไม่ใช่เรื่องน่าแปลกใจที่ทั่วโลกจะได้เห็นปฏิกิริยาโต้ตอบระหว่างจีนกับสหรัฐไปในทำนองดุเดือดแต่ไม่รุนแรง หนักแน่นแต่ไม่แข็งกร้าว และทั้งสองฝ่ายต่างพร้อมที่จะพูดคุยร่วมมือกัน เห็นได้จากการที่ เจค็อบ เจ. ลิว รัฐมนตรีคลังสหรัฐ เลือกเดินทางเยือนจีนเป็นแห่งแรกหลังการเข้ารับตำแหน่ง โดยที่ฝ่ายจีนเองก็เปิดโอกาสให้รัฐมนตรีคลังสหรัฐได้พูดคุยหารือเป็นการส่วนตัวกับประธานาธิบดีจีน สีจิ้นผิง

อย่างไรก็ตาม แม้จีนจะพยายามแสดงให้เห็นว่าไม่ได้มีเจตนาจะแข่งขันหรือสู้รบตบมือกับใคร แถมยังยอมรับในสิทธิโดยชอบธรรมที่ทุกประเทศมีเสรีในการเลือกเข้าร่วมเป็นส่วนหนึ่งของระบบเศรษฐกิจใดเศรษฐกิจหนึ่งของโลกที่มีอยู่ โดยจีนพร้อมเปิดกว้างน้อมรับในทุกๆ ความพยายามที่จะผลักดันให้เกิดความร่วมมือระหว่างภูมิภาคหรือระหว่างนานาประเทศทั่วโลก

แต่กระนั้น จีนยังไม่วายเน้นย้ำว่า บรรดาสารพัดข้อตกลงเขตการค้าเสรีที่เกิดขึ้นในปัจจุบัน ไม่ว่าจะเป็นระดับทวิภาคี ไตรภาคี หรือพหุภาคี ควรจะถือเป็นส่วนหนึ่งที่เข้ามาช่วยเติมเต็มให้ระบบการค้าโลกมีความสมบูรณ์มากขึ้นเท่านั้น ไม่ใช่ระบบใหม่ที่จะเข้ามาแทนที่ระบบการค้าเดิมๆ ซึ่งกำลังใช้กันอยู่ในปัจจุบัน

และเป็นทางเลือกของประเทศนั้นๆ เองว่าจะเลือกอะไร ระหว่างร่วมมือกับจีน หรือเป็นคู่แข่งเพื่อชิงความได้เปรียบกับจีน

ข่าวล่าสุด

ทรู-ดีแทค เปิดจอง iPhone Duo 16 ต.ค. ลดสูงสุด 28,800 บาท

ทรู-ดีแทค เปิดจอง iPhone Duo 16 ต.ค. ลดสูงสุด 28,800 บาท