
เกี่ยงแก้ค่าบาท
ธปท.รับแทรกแซงตลาดน้อยลงทำเงินแข็งเร็วแจงเงินร้อนเข้าไม่มากคลังยันไม่ออกมาตรการคุมเงินนอก
ธปท.รับแทรกแซงตลาดน้อยลงทำเงินแข็งเร็วแจงเงินร้อนเข้าไม่มากคลังยันไม่ออกมาตรการคุมเงินนอก
เงินบาทแข็งค่ากู่ไม่กลับ กิตติรัตน์ โยน ธปท.แก้ปัญหาเอง
การประชุมคณะรัฐมนตรี (ครม.) เศรษฐกิจ เมื่อวันที่ 20 มี.ค. ได้หารือเรื่องสถานการณ์ค่าเงินบาทเป็นหัวขั้วหลัก โดยธนาคารแห่งประเทศไทย (ธปท.) ได้รายงานว่าการจะแทรกแซงค่าเงินต้องพิจารณาตามความเหมาะสม
เมื่อนายกิตติรัตน์ ณ ระนอง รองนายกรัฐมนตรีและ รมว.คลังได้สอบถามผู้ว่าการ ธปท. ว่า การลดอัตราดอกเบี้ยทำได้มากน้อยเพียงใด ปรากฏว่า นายประสาร ไตรรัตน์วรกุล ผู้ว่าการ ธปท. ไม่ตอบคำถาม
อย่างไรก็ตาม แหล่งข่าวจากทำเนียบรัฐบาล ระบุว่า ธปท.มิได้ระบุชัดว่าจะมีท่าทีอย่างไรในการแก้ไขค่าเงินบาท หากแต่ให้ข้อมูลเพียงว่าการแทรกแซงค่าเงินมีคนบางกลุ่มที่ได้ประโยชน์ เช่น สถาบันการเงิน ส่วนภาคส่งออกจะได้รับผลกระทบแน่ ดังนั้นต้องชั่งน้ำหนักว่ากลุ่มอื่นๆ ได้ประโยชน์หรือไม่ อาทิ ผู้ที่นำเข้าวัตถุดิบจากต่างประเทศมาผลิต
หลังหารือ ที่ประชุมซึ่งนายกรัฐมนตรีเป็นประธานได้มีมติมอบหมายให้ ธปท.ดูแลค่าเงินอย่างใกล้ชิด นอกจากนี้ยังสั่งการให้ทุกหน่วยงานจัดเตรียมข้อมูลและมาตรการต่างๆ ในการดูแลค่าเงินบาท นำมาเสนอให้ในสัปดาห์หน้า
ด้านนายประสาร ยอมรับว่าค่าเงินบาทในช่วง 12 วันที่ผ่านมาแข็งค่ามากและรวดเร็ว แต่การแข็งค่าที่เร็วขึ้นนั้นไม่ได้เกิดจากเงินทุนไหลเข้าเร็วและแรง เห็นได้จากเข้าอย่างรวดเร็วและรุนแรง เนื่องจากตลาดหุ้นก็ไม่ได้ขึ้นเพราะต่างชาติซื้อ แต่ขึ้นเพราะนักลงทุนในประเทศ
นายกิตติรัตน์ ยืนยันว่า รัฐบาลไม่มีแนวคิดจะกำหนดภาษีควบคุมการไหลเข้าออกของเงินทุนต่างประเทศ เพราะจะทำให้เสียความเชื่อมั่นในระยะยาว
ทางด้านค่าเงินบาทยังคงแข็งค่าขึ้นอย่างต่อเนื่อง โดยเมื่อวันที่20 มี.ค. ปิดที่ระดับ 29.1029.13 บาทต่อเหรียญสหรัฐ ขณะที่ ธปท.เข้าไปดูดเงินผ่านตลาดซื้อคืนพันธบัตรสูงถึง 1 ล้านล้านบาท เทียบกับก่อนหน้านี้ที่ซื้อวันละ 56 แสนล้านบาท และหุ้นที่ร่วงแรงสองวันติด 47.98 จุด ทำให้มูลค่าของตลาดหุ้นไทยหายไป 4.1 แสนล้านบาท
นายทรงพล ชีวะปัญญาโรจน์ รองกรรมการผู้จัดการ ธนาคารกสิกรไทย กล่าวว่า ทั้งผู้ส่งออกและผู้นำเข้าต่างตกใจกับค่าเงิน จึงประกอบกับมีการคาดการณ์เงินบาทในอนาคตก็ยิ่งทำให้เกิดการกระหน่ำเทขายเงินเหรียญสหรัฐออกมา ทำให้ค่าเงินแข็งค่าอย่างรวดเร็วโดยเฉพาะผู้ส่งออกที่มีรายได้เข้ามาในรูปเงินเหรียญสหรัฐ ซึ่งยังไม่ถึงเวลาต้องขายออกก็ขายไปก่อนเพราะเกรงจะขาดทุน ส่วนผู้นำเข้าก็ไม่ซื้อเงิน รอให้บาทแข็งกว่านี้ค่อยซื้อ







