posttoday
จับตาทางเลือก "ไซปรัส" โลกผวาปลุกวิกฤตหนี้คืนชีพ

จับตาทางเลือก "ไซปรัส" โลกผวาปลุกวิกฤตหนี้คืนชีพ

21 มีนาคม 2556

นอกจากสหภาพยุโรป (อียู) และกองทุนการเงินระหว่างประเทศ (ไอเอ็มเอฟ) จะทำให้ทั่วโลกต้องตื่นตะลึงกับเงื่อนไขสุดหินที่ทำให้มหาชนชาวไซปรัส

โดย...นงลักษณ์ อัจนปัญญา

นอกจากสหภาพยุโรป (อียู) และกองทุนการเงินระหว่างประเทศ (ไอเอ็มเอฟ) จะทำให้ทั่วโลกต้องตื่นตะลึงกับเงื่อนไขสุดหินที่ทำให้มหาชนชาวไซปรัสทั้งโกรธและตระหนกจนแห่ถอนเงินจากธนาคารแทบไม่ทัน

เหตุการณ์ที่เกิดขึ้นยังทำให้หลายฝ่ายอดตั้งคำถามไม่ได้ว่า หายนะของไซปรัสเกิดขึ้นได้อย่างไร

ทั้งนี้ ต้องยอมรับว่าในช่วงหลายปีที่ผ่านมา ไซปรัสผงาดขึ้นมาได้ด้วยการเป็นศูนย์กลางทางการเงิน โดยธนาคารในไซปรัสอนุญาตให้ชาวต่างชาติเปิดบัญชีผ่านทางอินเทอร์เน็ต และเก็บภาษีเงินฝากระดับต่ำ แถมยังให้บริการรวดเร็ว และขึ้นชื่อเรื่องรักษาความลับ

ภาคธนาคารจึงเฟื่องฟูรุ่งโรจน์ โดยเมื่อเดือน ธ.ค.ที่ผ่านมา ธุรกิจธนาคารไซปรัสใหญ่กว่าเศรษฐกิจจริงเมื่อเทียบกับมูลค่าของผลิตภัณฑ์มวลรวมภายในประเทศ (จีดีพี) ถึง 7 เท่า หรือราว 1.75 หมื่นล้านยูโรต่อจีดีพี

ไซปรัสจึงเป็นเกาะสวรรค์ของนักลงทุนทางการเงินและนักธุรกิจทั่วโลกที่ต้องการหาแหล่งวางเงิน ที่ไม่ต้องเผชิญขั้นตอนตรวจสอบเข้มงวด โดยมีการคาดการณ์ว่าเงินในบัญชีทั้งประเทศกว่าครึ่งเป็นของชาวต่างชาติ

ทว่า ฝันร้ายก็มาเยือนภาคธนาคารของไซปรัสจนได้ เมื่อต้องเผชิญกับภาวะขาดทุนชนิดแทบสิ้นเนื้อประดาตัว โดยมีสาเหตุหลักมาจากปัญหาหนี้สาธารณะของกรีซ

ทั้งนี้ ในช่วงที่เฟื่องฟู ธนาคารในไซปรัสต่างแห่นำเงินไปลงทุนซื้อสินทรัพย์ในต่างประเทศ โดยที่ถือไว้มากที่สุดก็คือประเทศใกล้บ้านอย่างกรีซ ยืนยันได้จากในช่วงปี 2554 สัดส่วนหนี้ต่อเงินฝากของ 3 ธนาคารใหญ่ไซปรัสอย่าง แบงก์ ออฟ ไซปรัส มาร์ฟิน ไลกิ และเฮลเลนิก รวมกันสูงถึง 423% และยังเป็นหนี้เสียของกรีซเกือบครึ่ง

ดังนั้น ในช่วงที่กรีซขอเงินช่วยเหลือจากทรอยกา ซึ่งประกอบด้วย อียู ไอเอ็มเอฟ และธนาคารกลางยุโรป (อีซีบี) โดยแลกกับเงื่อนไขที่เจ้าหนี้กรีซต้องปรับโครงสร้างหนี้ หั่นยอดหนี้ลงถึง 50% ไซปรัสจึงเจ็บตัวจากกรีซมากที่สุด

ขณะที่การปล่อยให้ภาคธนาคารใหญ่เกินตัว ทำให้เมื่อเกิดปัญหาใกล้ล้ม รัฐบาลไซปรัสจึงไม่มีเงินเพียงพอจะช่วยธนาคารของตน จนต้องเป็นประเทศที่ 5 ที่ร้องขอความช่วยเหลือจากอียูในที่สุด

อย่างไรก็ตาม บรรดาผู้เชี่ยวชาญต่างเห็นว่าสถานการณ์ของไซปรัสในขณะนี้มาไกลเกินกว่าจะกล่าวโทษหาคนผิด เนื่องจากสิ่งสำคัญแรกสุดที่ต้องจัดการให้เสร็จสิ้นก่อน คือ ปัญหาเฉพาะหน้าอย่างการเลี่ยงไม่ให้ภาคธนาคารประเทศต้องล้มละลายและผิดนัดชำระหนี้

และเมื่อพิจารณาจากเงื่อนไขแลกเปลี่ยนสุดหินที่รวมถึงการรีดภาษีจากเจ้าของเงินฝาก จนรัฐบาลไซปรัสยากรับปาก เพราะชาวไซปรัสจะเดือดร้อนกันทั่วหน้า ทำให้นักเศรษฐศาสตร์ส่วนใหญ่เริ่มคาดการณ์ถึง 5 ทางเลือกที่พอจะเป็นไปได้ของเกาะเล็กๆ บนทะเลเมดิเตอร์เรเนียนแห่งนี้

ประการแรก คือ เงื่อนไขบรรลุผลและไม่ส่งผลใดๆ ต่อยูโรโซนโดยรวม ซึ่งหมายถึงการที่รัฐสภาไซปรัสยอมทำตามเงื่อนไขด้วยการขึ้นภาษีผู้มีบัญชีเงินฝากเกิน 1 แสนยูโรขึ้นไป และเว้นการเก็บภาษีสำหรับผู้มีเงินฝากในบัญชีต่ำกว่า 2 หมื่นยูโร โดยนักวิเคราะห์มองว่ารัฐบาลไซปรัสไม่มีทางเลือกมากนัก นอกจากต้องยอมรับเงินช่วยเหลือก้อนนี้จากอียูและไอเอ็มเอฟ เพราะอย่างน้อยการเผชิญหน้ากับความเกรี้ยวกราดของประชาชนยังดีกว่าปล่อยให้ธนาคารล้ม

ขณะเดียวกัน แม้ภาคธนาคารของไซปรัสอาจจะติดขัดหรือสะดุดไปบ้าง แต่ด้วยไซปรัสมีขนาดเศรษฐกิจคิดเป็นสัดส่วนแค่ 0.5% ของอียู บวกกับการที่ธนาคารในยุโรปส่วนใหญ่ไม่ค่อยเข้าไปยุ่งเกี่ยวกับธนาคารในไซปรัสมากนัก นักลงทุนจึงไม่น่าจะวิตกกับกรณีที่วิกฤตไซปรัสอาจลุกลามไปยังประเทศอื่นๆ ภายในยูโรโซน

สำหรับสถานการณ์ที่สอง คือ เงื่อนไขบรรลุผล แต่กระเทือนต่อความเชื่อมั่นของยูโรโซน โดยเฉพาะกับภาคธนาคาร โดยนักวิเคราะห์คาดว่ารัฐบาลไซปรัสอาจจำยอมรับเงื่อนไขแลกเงินช่วยเหลือ แต่ความโกรธแค้นและเดือดร้อนที่ชาวไซปรัสได้รับจนออกอาการต่อต้านรัฐบาล อาจทำให้รัฐบาลไซปรัสต่อต้านแผนรัดเข็มขัดของอียูและไอเอ็มเอฟ

ผลข้างต้นจะทำให้นักลงทุนทั่วโลกเริ่มตั้งคำถามต่อมาตรการแก้ไขหนี้ของยุโรป รวมถึงเริ่มไม่เชื่อมั่นในความสามารถของอียูที่จะจัดการกับวิกฤตหนี้ กระทั่งอาจทำให้เกิดปัญหาในธุรกิจภาคธนาคารในประเทศอื่น เนื่องจากการลงทุนในธนาคารพาณิชย์ของยุโรปมีความเสี่ยงมากขึ้น จนไม่มีนักลงทุนคนใดอยากเข้ามา หลังจากที่บางรายต้องเจ็บตัวมาแล้วกับมาตรการยอมลดหนี้ให้กับกรีซ

ทางเลือกที่สาม คือ รัฐสภาไซปรัสปฏิเสธไม่รับเงื่อนไข พร้อมยอมผิดนัดชำระหนี้ ซึ่งถือเป็นสถานการณ์ที่เลวร้ายที่สุดที่ประธานาธิบดีไซปรัสคาดว่าอาจส่งผลให้รัฐบาลล้มละลาย ภาคการเงินประเทศพัง และไซปรัสต้องออกจากกลุ่มยูโรโซน

ทั้งนี้ นักวิเคราะห์อธิบายว่าการที่ 2 ธนาคารที่ใหญ่ที่สุดของไซปรัสยังยืนหยัดอยู่ได้ ทั้งๆ ที่แบกหนี้ไว้ท่วมหัว เป็นเพราะเงินจากธนาคารกลางยุโรป (อีซีบี) แต่เมื่อไม่ยอมทำตามข้อแลกเปลี่ยนของอียูและไอเอ็มเอฟ อีซีบีย่อมตัดเงินช่วยเหลือในส่วนนี้ลง บีบให้ไซปรัสไม่เหลือทางเลือกอื่น นอกจากก้มหน้ายอมรับชะตากรรมล้มละลาย และหันกลับมาใช้สกุลเงินของตนเอง

ส่วนทางเลือกที่สี่ คือ การที่รัฐสภาลงคะแนนไม่ยอมรับเงื่อนไขแลกกับเงินช่วยเหลือ และหันไปเจรจากับอียูอีกรอบ ซึ่งถือเป็นตัวเลือกที่ประนีประนอม โดยนักวิเคราะห์ระบุว่า รัฐสภาไซปรัสอาจขอเจรจาเพื่อปรับเปลี่ยนเงื่อนไขใหม่ เพื่อเลี่ยงหายนะจากการผิดนัดชำระหนี้ โดยเงื่อนไขใหม่น่าจะรวมถึงปริมาณเงินช่วยเหลือที่มากกว่าเดิม และไม่ต้องเบียดเบียนเจ้าของเงินฝากในบัญชีธนาคาร

แต่กระนั้น ผู้เชี่ยวชาญส่วนใหญ่เห็นตรงกันว่า ความเป็นไปได้ข้างต้นนี้ขึ้นอยู่กับความพร้อมของประเทศเจ้าหนี้ โดยเฉพาะหัวเรือใหญ่อย่างเยอรมนี ที่คนในประเทศเริ่มออกอาการต่อต้านการนำเงินภาษีไปช่วยเหลือประเทศอื่นๆ ในกลุ่มอียู

และทางเลือกสุดท้าย คือ ตัดใจขอความช่วยเหลือจากคนนอกอียูอย่างรัสเซีย เนื่องจากมีการคาดการณ์กันว่า แดนหมีขาวแห่งนี้ฝากเงินไว้ในธนาคารไซปรัสสูงถึง 2 หมื่นล้านยูโร จนรัสเซียต้องควักเงินให้ไซปรัสยืมไปแล้ว ก่อนหน้าที่ไซปรัสจะขอความช่วยเหลือจากอียูและไอเอ็มเอฟถึง 2,500 ล้านยูโร (ราว 9.5 หมื่นล้านบาท)

แต่ทั้งนี้ทั้งนั้น ไม่ว่าทางเลือกของรัฐบาลไซปรัสจะเป็นเช่นไร นักเศรษฐศาสตร์ทั่วโลกซึ่งตามติดวิกฤตหนี้สาธารณะของภูมิภาคยุโรปมาตั้งแต่ต้น ต่างเห็นว่าสถานการณ์ในไซปรัสอาจเข้าทำนองถึงเจ็บก็ไม่จบ

เพราะตราบใดที่อียูไม่สามารถจัดการต้นตอ ทั้งการปฏิรูประบบธนาคารทั้งระบบ เสริมสถานะสกุลเงินยูโรให้มั่นคง และเดินหน้ากระตุ้นเศรษฐกิจอย่างจริงจังควบคู่กับการใช้มาตรการรัดเข็มขัดลดขาดดุล ตราบนั้นอียูก็ยังมีโอกาสหวาดผวากับปัญหาหนี้ของประเทศสมาชิกในกลุ่ม จนไม่แน่ว่านักลงทุนทั่วโลกอาจต้องเจอกับเงื่อนไขโหดชวนตะลึงจากอียูและไอเอ็มเอฟอีกก็เป็นได้

ข่าวล่าสุด

iLaw เดินขบวนจี้ กกต. สั่งฟ้องคดีฮั้วสว. 229 ราย ก่อนลงมติ 14 ก.ย.

iLaw เดินขบวนจี้ กกต. สั่งฟ้องคดีฮั้วสว. 229 ราย ก่อนลงมติ 14 ก.ย.