
ชาวแพร่ค้านสร้างเขื่อนน้ำยม
ชาวแพร่เตรียมค้านสร้างเขื่อนน้ำยมเหตุกระทบชาวบ้าน ขณะที่ รัฐบาลย้ำไม่ปรับเงื่อนไขทีโออาร์
ชาวแพร่เตรียมค้านสร้างเขื่อนน้ำยมเหตุกระทบชาวบ้าน ขณะที่ รัฐบาลย้ำไม่ปรับเงื่อนไขทีโออาร์
นายประสิทธิพร กาฬอ่อนศรี ผู้ประสานงานเครือข่ายลุ่มน้ำยม กล่าวว่า ในส่วนของชาวบ้าน ต.สะเอียบอ.สอง จ.แพร่ จะขัดขวางการเข้าไป ศึกษาผลกระทบสิ่งแวดล้อม (อีไอเอ) และผลกระทบสิ่งแวดล้อมและสุขภาพ (อีเอชไอเอ)เพื่อสร้างเขื่อนยมบนและเขื่อนยมล่าง ในทุกวิถีทาง โดยชาวบ้านจะแบ่งกำลังกันตรึงพื้นที่ ปิดทางเข้า เพื่อไม่ให้หน่วยงานใด ไม่ว่าจะเป็นรัฐหรือเอกชน เข้าไปดำเนินการดังกล่าว และจะประกาศไม่รับรองความปลอดภัย ต่อผู้ที่พยายามเข้าไปในพื้นที่
"ที่ผ่านมาก็ได้มีการเข้ามาสำรวจพื้นที่แล้ว ก็พบอย่างชัดเจนว่าสร้างแล้วชาวบ้านจะได้รับผลกระทบ รวมถึงพบว่าไม่สามารถแก้ปัญหาได้ แม้จะถอยจากการกสร้างเขื่อนแก่งเสือเต้น มาสร้างเขื่อนยมบน ยมล่าง ชาวบ้านก็ยังได้รับผลกระทบอยู่ดี ดึงดันจะก่อสร้างก็จะคัดค้านต่อไป เราไม่ยอมอย่างแน่นอน" นายประสิทธิพร
นายหาญณรงค์ เยาวเลิศ ประธานมูลนิธิเพื่อการบริหารจัดการน้ำแบบบูรณาการ กล่าวว่า เหมือนรัฐบาลหลอกใช้เอกชนให้เข้าไปศึกษาพื้นที่ เพราะปกติที่กรมชลประทานไปทำความเข้าใจกับชาวบ้านก็กระทบกระทั่งกันอยู่แล้ว นอกจากนี้การทำฟลัดเวย์ฝั่งตะวันตก เพื่อให้น้ำลงอ่าวไทยในปริมาณมหาศาลจะกระทบต่อระบบนิเวศและการทำประมงของชาวบ้านในพื้นที่
ด้าน นายธงทอง จันทราศุ ปลัดสำนักนายกรัฐมนตรี ในฐานะประธานคัดเลือกเอกชนในโครงการก่อสร้างเพื่อออกแบบก่อสร้างระบบบริหารจัดการทรัพยากรน้ำอย่างยั่งยืนและระบบแก้ไขปัญหาอุทกภัยของประเทศ มูลค่า 3.4 แสนล้านบาท ได้เปิดชี้แจงทีโออาร์แก่ 6 กลุ่มบริษัท โดยเอกชนส่วนใหญ่ได้ต่อรองขอให้มีการยืดระยะเวลาการยื่นซองด้านเทคนิคและราคาออกไปจากวันที่ 3 พ.ค.นี้ เนื่องจากเตรียมการออกแบบไม่ทัน รวมทั้งให้ภาครัฐกำหนดอัตราค่าเวนคืน ค่ารื้อถอน ค่าอพยพ เพราะหากเอกชนไปกำหนดต่ำหรือสูงเกินไปจะมีปัญหาได้
นายมณฑล ภานุโภคิน กรรมการผู้จัดการบริษัท วอเตอร์ รีซอสเซส คอร์ปอเรชั่น หรือ เค-วอเตอร์ กล่าวว่า ขอให้รัฐบาลยืดเวลาในการยื่นซองเทคนิคและราคา เนื่องจากต้องใช้เวลาอย่างมากในการลงพื้นที่สำรวจและศึกษาในรายละเอียดซึ่งต้องส่งเจ้าหน้าที่ลงพื้นที่เพื่อเก็บข้อมูล และอยากเรียกร้องให้รัฐบาลยืดหยุ่นไม่ควรกำหนดราคาโครงการตายตัว เพราะในอนาคตยังไม่ทราบว่าจะเกิดความเปลี่ยนแปลงหรือไม่ โดยเฉพาะโครงการฟลัดเวย์และเขื่อน 16 เขื่อนที่อาจมีความเสี่ยงด้านงบประมาณเวนคืนที่ดินและความล่าช้าของโครงการจากประชาชนในพื้นที่ต่อต้าน
“ไม่เห็นด้วยที่รัฐบาลกำหนดราคายืนตายตัว ภายใน 180 วัน โดยไม่ยืดหยุ่นให้สามารถขอปรับราคาได้ในภายหลัง หากรัฐบาลขึ้นภาษีมูลค่าเพิ่ม จึงเสนอให้รัฐบาลแก้ไขทีโออาร์ รวมถึงอัตราค่าปรับ หรือความล่าช้า จากกรณีประชาชนประท้วงโครงการฯ ทางรัฐบาลจะดำเนินการแก้ไขปัญหาอย่างไร” นายมณฑล ระบุ
นอกจากนี้ ยังขอความชัดเจนเกี่ยวกับค่าใช้จ่ายในการซ่อมบำรุงงานก่อสร้างระหว่างดำเนินโครงการตามกรอบระยะเวลา 5 ปี ฝ่ายใดจะรับผิดชอบระหว่างผู้ว่าจ้างหรือผู้รับจ้าง หรือกรณีการคิดคำนวณค่าใช้จ่ายบางประการคำนวณจากฐานคิดใด เช่น ค่าใช้จ่ายในการปลูกป่าทดแทนจากการสร้างเขื่อน เป็นพื้นที่ 3 เท่าต่อพื้นที่ที่น้ำท่วม พื้นที่ไร่ละ 6,800 บาท เป็นต้น
อีกทั้ง ขอความชัดเจนเกี่ยวกับการกำหนดอัตราค่าชดเชยค่าบุกรุกที่ดินรัฐ ค่ารื้อถอนหรือค่าอพยพ เป็นต้น จึงอยากให้ภาครัฐเป็นผู้กำหนดเพราะหากภาคเอกชนกำหนดราคาย่อมกำหนดในอัตราที่ต่ำ ซึ่งจะกลายเป็นปัญหาสังคม แต่หากกำหนดราคาสูง จะกลายเป็นบรรทัดฐานในกรณีอื่น คือ ภาระของรัฐบาล
อย่างไรก็ตาม นายธงทอง ชี้แจงว่า รัฐบาลจะไม่เลื่อนการยื่นข้อเสนอด้านเทคนิค และราคา ตามกำหนดภายในวันที่ 3 พ.ค.เวลา 14.00 น. เพราะรัฐบาลมีกรอบเวลาในการขอเงินกู้ และในช่วงปลายเดือน พ.ค.จะประกาศกลุ่มบริษัทที่ผ่านการคัดเลือก 1 กลุ่มบริษัทต่อ 1 โมดูล อีกทั้งจะปรับเงื่อนไขในทีโออาร์ตามที่เอกชนเรียกร้องเด็ดขาด ยกเว้นมีเหตุสุวิสัยที่จำเป็นเฉพาะเรื่องความล่าช้าของโครงการเท่านั้นที่อาจยืดหยุ่นให้ได้ แต่ต้องมีเหตุผลรองรับ เช่น กรณีการจัดหาที่ดินในการสร้างเขื่อนเกิดปัญหามวลชนต่อต้าน ผลการศึกษาผลกระทบทางสิ่งแวดล้อม หรือสุขภาพ ทั้งอีไอเอและเอชไอเอ ไม่ผ่าน หรือปัญหาการบุกรุก การเจรจาจ่ายค่าชดเชย หรือปัญหากรรมสิทธิ์ที่ดิน เป็นต้น
ทั้งนี้ ในวันที่ 21 มี.ค. ตั้งแต่เวลา 10.00-12.00 น. ให้ 6 กลุ่มบริษัทเข้ารับข้อมูลเพิ่มเติมเกี่ยวผลการศึกษาความเหมาะสม ผลกระทบทางสิ่งแวดล้อม (อีไอเอ) ในบางโครงการเขื่อนที่กรมชลประทานมีผลศึกษาเบื้องต้น หรือแผนที่ลุ่มน้ำเจ้าพระยาและลุ่มน้ำอื่น 17 ลุ่มน้ำ หรือข้อมูลอื่นๆ ได้ที่ทำเนียบรัฐบาล
นายธงทอง ย้ำว่า แนวทางในการให้คะแนนขึ้นอยู่กับประเด็น"ซองข้อเสนอเทคนิค" ที่ดีที่สุดเท่านั้น โดยจะคัดเลือกกลุ่มบริษัทที่ได้คะแนนเกิน 80 คะแนนขึ้นไป จึงจะเรียกกลุ่มบริษัทดังกล่าวมาเจรจา จากนั้นจึงจะเปิด "ซองข้อเสนอด้านราคา" เพื่อนำไปสู่การต่อรองราคาและตกลงว่าจ้าง







