
อย่ากู้เกินตัว
ความปั่นป่วนในตลาดเงินโลกที่เกิดจากปัญหาในประเทศไซปรัส สะท้อนให้เห็นว่าความเปราะบางของเศรษฐกิจโลกยังคงดำรงอยู่ และคงไม่สามารถผ่านพ้นไปได้ง่ายๆ
ความปั่นป่วนในตลาดเงินโลกที่เกิดจากปัญหาในประเทศไซปรัส สะท้อนให้เห็นว่าความเปราะบางของเศรษฐกิจโลกยังคงดำรงอยู่ และคงไม่สามารถผ่านพ้นไปได้ง่ายๆ
เพราะไซปรัสเป็นประเทศที่มีขนาดเล็กมาก มีประชากรเพียง 1 ล้านคน แต่ต้องขอรับเงินช่วยเหลือจากสหภาพยุโรป (อียู) และกองทุนการเงินระหว่างประเทศ (ไอเอ็มเอฟ) ถึง 1 หมื่นล้านยูโร หรือราว 3.9 แสนล้านบาท เพื่อนำมาแก้ปัญหา ป้องกันไม่ให้มีการผิดนัดชำระหนี้
แม้จะได้เงินช่วยเหลือ แต่เงื่อนไขที่ต้องปฏิบัติตามก็เข้มข้นและรุนแรง ถึงขนาดจะเก็บภาษีเงินฝากจากประชาชนผู้ฝากเงิน จนสั่นคลอนความเชื่อมั่นต่อการออม มีการแห่ถอนเงินจนรัฐบาลต้องสั่งปิดธนาคารพาณิชย์ก่อนล้มละลาย
นอกจากกลุ่มประเทศยุโรปที่ยังร่อแร่ ด้านสหรัฐที่ระยะหลังตัวเลขเศรษฐกิจจะดีขึ้น แต่ก็ยังไม่พ้นหล่มเศรษฐกิจ
โจเซฟ สติกลิตช์ นักเศรษฐศาสตร์รางวัลโนเบล ประเมินว่า เศรษฐกิจสหรัฐจะไม่สามารถดีขึ้นภายใน 10 ปีจากนี้ แม้จะมีการอัดฉีดสภาพคล่องทั้งคิวอี 2 และคิวอี 3 ก็ตาม แต่ก็ไม่ได้ทำให้เศรษฐกิจสหรัฐดีขึ้น เห็นได้จากอัตราการว่างงานในสหรัฐที่ยังสูงอยู่
การที่เศรษฐกิจโลกยังไม่ดีขึ้น ทำให้หลายฝ่ายออกมาแสดงความเป็นห่วงถึงการออก พ.ร.บ.เงินกู้ 2 ล้านล้านบาทของรัฐบาลเพื่อลงทุนสร้างโครงสร้างพื้นฐาน
เพราะเมื่อหวนกลับไปดูต้นตอปัญหาวิกฤตเศรษฐกิจของกลุ่มประเทศยุโรปและสหรัฐครั้งนี้ รวมไปถึงวิกฤตเศรษฐกิจไทยที่เรียกว่าวิกฤตต้มยำกุ้ง ปี 2540 ล้วนมาจากการก่อหนี้สินเกินตัวทั้งสิ้น ไม่ว่าจะเป็นภาครัฐหรือเอกชนก็ตาม
เพราะแม้ว่าลงทุนโครงสร้างพื้นฐานจะจำเป็นสำหรับประเทศไทย
แต่การก่อหนี้จำนวนสูงมากจนทำให้ต้องใช้เวลาถึง 50 ปีจึงจะชำระหนี้ได้หมด ถือว่าเป็นภาระยาวนาน และมีความเสี่ยงอย่างยิ่งสำหรับคนไทย
รัฐบาล น.ส.ยิ่งลักษณ์ ชินวัตร ต้องตระหนักถึงเรื่องนี้ และระมัดระวังในการออกกฎหมายกู้เงินครั้งนี้ อย่าคิดแต่เพียงว่า มีเสียงข้างมากในสภาแล้วจะทำอะไรก็ได้
รัฐบาลต้องสนใจกับโครงการที่มีประสิทธิภาพ สนใจกับการสร้างกลไกตรวจสอบการใช้เงินที่เป็นภาษีของประชาชน
เพื่อให้เศรษฐกิจที่เจริญเติบโตขึ้นมา ไม่ต้องสูญเปล่าไปกับการชำระหนี้เพียงอย่างเดียว







