
คำพิพากษาคดีไล่เสื้อแดง
ศาลมีคำสั่งยกคำร้องที่สำนักนายกรัฐมนตรี โดยนายอภิสิทธิ์ เวชชาชีวะ นายกรัฐมนตรี ในฐานะผู้อำนวยการกองอำนวยการรักษาความมั่นคงภายในราชอาณาจักร (กอ.รมน.) ยื่นคำร้องขอให้ศาลไต่สวนเพื่อออกมาตรการบังคับให้แกนนำผู้ชุมนุม 5 คน นำผู้ชุมนุมกลุ่มคนเสื้อแดงออกจากพื้นที่ราชประสงค์ และห้ามเข้าไปในบริเวณถนนพระราม 4 ด้วย โดยให้เหตุผลว่า นายกรัฐมนตรีในฐานะ ผอ.กอ.รมน. มีอำนาจที่จะดำเนินการอยู่แล้ว ศาลไม่จำเป็นต้องออกมาตรการบังคับอีก
ทั้งนี้ ศาลพิเคราะห์แล้วเห็นว่า ข้อเท็จจริงจากการไต่สวนฟังได้ว่า การกระทำของแกนนำทั้ง 5 และผู้ร่วมชุมนุมเป็นการปิดกั้นกีดขวางเส้นทางคมนาคมและการใช้ยานพาหนะของประชาชนทั่วไป ส่งผลกระทบต่อธุรกิจสำคัญ รวมทั้งเกิดความเดือดร้อนต่อการประกอบอาชีพ และการดำรงชีวิตของประชาชน จึงเป็นการจำกัดเสรีภาพการเดินทางของประชาชนที่จะใช้เส้นทางสาธารณะ และกระทบต่อความมั่นคงภายในราชอาณาจักร เป็นการใช้สิทธิเสรีภาพการชุมนุมที่เกินกว่าขอบเขตของรัฐธรรมนูญปี 2550 มาตรา 34 และ 63 บัญญัติไว้
ดังนั้น เมื่อ ผอ.กอ.รมน. โดยผู้อำนวยการศูนย์อำนวยการรักษาความสงบเรียบร้อย (ศอ.รส.) รับมอบอำนาจให้ปฏิบัติหน้าที่แทน ได้อาศัยอำนาจตามมาตรา 18 พ.ร.บ.การรักษาความมั่นคงภายในราชอาณาจักร พ.ศ. 2551 ออกข้อกำหนดและข้อประกาศห้ามแกนนำทั้ง 5 และผู้ชุมนุมทั้งหมดออกจากพื้นที่ที่ชุมนุมแล้ว ข้อกำหนดและประกาศดังกล่าวจึงมีสภาพบังคับอยู่ในตัว และเมื่อมีประกาศใช้แล้วย่อมมีผลบังคับได้ทันที ไม่จำเป็นต้องมาร้องขอให้ศาลออกคำบังคับตามข้อกำหนดดังกล่าวอีก
และหากมีการฝ่าฝืน ผู้ฝ่าฝืนนั้นย่อมมีโทษตามมาตรา 24 ตามที่กฎหมายบัญญัติไว้ และ กอ.รมน. มีอำนาจที่จะดำเนินการได้ตามที่เห็นสมควรและตามความจำเป็นเพื่อให้มีการปฏิบัติตามข้อกำหนดและประกาศ ซึ่งหมายถึงมีอำนาจในการป้องกัน ปราบปราม ระงับ ยับยั้ง และแก้ไขหรือบรรเทาเหตุการณ์ที่กระทบต่อความมั่นคง ตามที่บัญญัติไว้ในมาตรา 16 พ.ร.บ.ความมั่นคงฯ
กรณีของผู้ร้องจึงไม่มีความจำเป็นที่จะต้องใช้สิทธิทางศาลอีก ศาลจึงมีคำสั่งให้ยกคำร้องตามประมวลวิธีพิจารณาความแพ่ง มาตรา 55
อย่างไรก็ตาม ก่อนการตัดสินศาลแพ่งได้ไต่สวนพยานผู้ร้อง 3 ปาก คือ พ.อ.วิจารณ์ จดแตง ทหารสังกัด กอ.รมน. ซึ่งได้เบิกความว่า การที่กลุ่มคนเสื้อแดงชุมนุมบนถนนราชประสงค์ ทำให้การจราจรติดขัด ประชาชนผู้ใช้รถใช้ถนนได้รับความเดือดร้อน ไม่สามารถสัญจรไปมาได้ ห้างสรรพสินค้า ร้านค้า บริษัท โรงพยาบาล และโรงแรม ที่ประกอบธุรกิจได้รับผลกระทบ การชุมนุมดังกล่าวไม่เป็นไปตามที่รัฐธรรมนูญกำหนด แม้จะมีการออกประกาศเตือนฉบับที่ 5 ให้กลุ่มผู้ชุมนุมออกจากพื้นที่ เนื่องจากเป็นการทำผิดกฎหมาย และประกาศฉบับที่ 6 ห้ามมิให้ผู้ชุมนุมเข้าไปบริเวณถนน 11 สายแล้วก็ตาม แต่กลุ่มผู้ชุมนุมยังคงนิ่งเฉยไม่ปฏิบัติตาม
นอกจากนี้ แกนนำกลุ่มคนเสื้อแดงยังคงปราศรัยยั่วยุ ปลุกปั่น ก่อให้เกิดความวุ่นวายมากขึ้น และยังเดินทางไปชุมนุมในที่ต่างๆ ซึ่งจะทำให้เกิดความไม่สงบเรียบร้อยต่อประชาชนไม่สามารถใช้ถนนได้ โดยสมาคมธุรกิจย่านราชประสงค์ และสมาคมศูนย์การค้าไทย ออกแถลงการณ์เนื่องจากได้รับผลกระทบต่อธุรกิจไม่สามารถเปิดบริการได้ ทำให้ได้รับความเสียหาย โดยเจ้าหน้าที่ประสงค์ยื่นคำร้องขอให้ศาลมีคำสั่งบังคับผู้ชุมนุม เพราะหากเจ้าหน้าที่จะดำเนินการใช้อำนาจเด็ดขาดปราบปรามประชาชนแล้ว อาจมีผลกระทบต่อประชาชนที่บริสุทธิ์ เพราะผู้ชุมนุมมีเป็นจำนวนมาก
ขณะที่ พล.ต.ต.อนุชัย เล็กบำรุง ผบก.น.5 เบิกความสรุปว่า ได้นำประกาศฉบับที่ 5 และ 6 ไปมอบให้แกนนำและผู้ชุมนุมกลุ่มคนเสื้อแดงทราบแล้ว แต่แกนนำยอมเปิดช่องเดินรถ 1 ช่องทาง แต่เมื่อผู้ชุมนุมมารวมตัวกันเป็นจำนวนมาก ช่องทางดังกล่าวก็ถูกปิดไปโดยปริยาย ขณะที่การชุมนุมปรากฏว่ามีการกระทบกระทั่งกับประชาชนเป็นระยะ อาทิ เหตุการณ์มีผู้ขับรถยนต์ชนรถจักรยานยนต์ของผู้ชุมนุมล้มเสียหาย เกิดการรุมทำร้ายและมีการแจ้งความดำเนินคดี
ขณะที่ พล.ต.ต.ภาณุ เกิดลาภผล รอง ผบช.น. พยานปากสุดท้าย เบิกความสรุปว่า การชุมนุมของกลุ่มคนเสื้อแดงบนถนนราชประสงค์ ซึ่งเป็นจุดศูนย์กลางเชื่อมต่อการคมนาคมของกรุงเทพฯ ส่งผลกระทบให้ประชาชนที่ใช้รถใช้ถนนต้องหลีกเลี่ยงเส้นทาง ทำให้การจราจรติดขัดหนาแน่นต่อเนื่อง ขณะที่โรงพยาบาลตำรวจก็ได้รับความเดือดร้อน โดยโรงพยาบาลได้ทำแบบสอบถามผู้ป่วยและญาติจำนวน 116 คน ที่มาใช้บริการในวันที่ 4 เม.ย. ที่มีการชุมนุม พบว่า 84.7% ได้รับความไม่สะดวกในการเดินทาง และ 82.9% ได้รับความไม่สะดวกจากเสียงรบกวน นอกจากนี้รถโดยสารประจำทางกว่า 20 สาย ต้องหยุดและเปลี่ยนเส้นทางการให้บริการ ทำให้ประชาชนได้รับความเดือดร้อน







