
แก้ รธน.ยึดสว. ทอนอำนาจศาลฯ
เป็นไปตามคาดทันทีที่ระเบิดเวลาหลายลูกได้รับการจุดชนวนอีกครั้งหลังจากเสร็จสิ้นการเลือกตั้งผู้ว่าราชการกรุงเทพมหานคร (กทม.)
โดย...ไพบูลย์ กระจ่างวุฒิชัย
เป็นไปตามคาดทันทีที่ระเบิดเวลาหลายลูกได้รับการจุดชนวนอีกครั้งหลังจากเสร็จสิ้นการเลือกตั้งผู้ว่าราชการกรุงเทพมหานคร (กทม.) ไม่ว่าจะเป็น การนิรโทษกรรม การแก้ไขรัฐธรรมนูญ จะมีแต่ร่าง พ.ร.บ.ว่าด้วยการสร้างความปรองดอง จำนวน 4 ฉบับเท่านั้นที่พรรคเพื่อไทยขอแช่แข็งเอาไว้ก่อน โดยทั้งสองปมกำลังเข้าสู่กระบวนการของสภาเพื่อให้เกิดความเป็นรูปธรรม
เกมนิรโทษกรรมนั้นพรรคเพื่อไทยเริ่มนับหนึ่งแล้วผ่านการเสนอ “ร่าง พ.ร.บ.นิรโทษกรรมแก่ผู้ซึ่งกระทำความผิดเนื่องจากการชุมนุมทางการเมือง การแสดงออกทางการเมืองของประชาชน” ของ “วรชัย เหมะ” สส.สมุทรปราการ ผู้สวมหมวกแกนนำคนเสื้อแดง
สาระสำคัญโดยสังเขปของกฎหมายอยู่ที่มาตรา 3 กำหนดให้ “การกระทำใดๆ ของบุคคลที่เกี่ยวเนื่องกับการชุมนุมทางการเมือง แต่กระทำการนั้นมีมูลเหตุเกี่ยวข้องหรือเกี่ยวเนื่องกับความขัดแย้งทางการเมืองตั้งแต่วันที่ 19 ก.ย. 2549 ถึงวันที่ 10 พ.ค. 2554 ไม่เป็นความผิดต่อไป และให้ผู้กระทำการนั้นพ้นจากการเป็นผู้กระทำความผิดและความรับผิดโดยสิ้นเชิง
แต่ไม่รวมถึงการกระทำใดๆ ของบรรดาผู้ซึ่งมีอำนาจในการตัดสินใจหรือสั่งการให้มีการเคลื่อนไหวทางการเมืองในห้วงเวลาระยะเวลาดังกล่าว”
แม้ว่า สส.พรรคเพื่อไทยกว่า 42 คนที่ร่วมลงชื่อจะแสดงท่าทีขึงขังเตรียมใช้เอกสิทธิ์ สส.ขอให้ที่ประชุมสภาผู้แทนราษฎรในวันนี้เลื่อนกฎหมายฉบับนี้ขึ้นมาเป็นวาระด่วน แต่ในใจก็รู้อยู่แล้วว่าเป็นไปไม่ได้ ภายหลังจุดยืนของคณะกรรมการประสานงานพรรคร่วมรัฐบาล (วิปรัฐบาล) ได้ยืนยันว่าจะไม่สนองตามที่ สส.เสื้อแดงเสนอ
เป็นอันสรุปว่าคนเสื้อแดงรอต่อไปก่อนเพราะรัฐบาลต้องการเดินหน้าแก้ไขรัฐธรรมนูญมากกว่า
สำหรับการแก้ไขรัฐธรรมนูญ มีความคืบหน้าให้เห็นแล้วจากการผนึกกำลังร่วมกันระหว่าง สว.เลือกตั้งนำโดย “ดิเรก ถึงฝั่ง” สว.นนทบุรี และ สส.รัฐบาล เพื่อนำไปสู่การแก้ไขเป็นรายมาตราใน 3 ประเด็นสำคัญ ได้แก่ 1.มาตรา 237 และ 68 ว่าด้วยการยุบพรรค 2.มาตรา 117 ที่มาของ สว. และ 3.มาตรา 190 เกี่ยวกับหนังสือสัญญาระหว่างประเทศที่ต้องผ่านการลงมติจากรัฐสภา
โดยทุกประเด็นจะเสนอเป็นร่างแก้ไขรัฐธรรมนูญให้กับมือ “สมศักดิ์ เกียรติสุรนนท์” ประธานรัฐสภาในวันนี้ และคาดว่าภายในสมัยประชุมนี้จะสามารถเปิดประชุมเพื่อพิจารณาในวาระที่ 1 ได้ทันสมัยประชุมสามัญนิติบัญญัติที่กำลังสิ้นสุดในวันที่ 18 เม.ย. ก่อนจะไปพิจารณากันต่อในสมัยประชุมวิสามัญในช่วงเดือน พ.ค.
สาเหตุที่พรรคเพื่อไทยเลือกแก้ไขรัฐธรรมนูญก่อน เนื่องจากคิดว่าเกมนี้มีความเสี่ยงทางการเมืองและทางกฎหมายน้อยกว่าการนิรโทษกรรม
ความเสี่ยงด้านกฎหมายหากเดินหน้านิรโทษกรรมนั้น พรรคเพื่อไทยประเมินว่ากฎหมายนิรโทษกรรมที่เสนอไปยังมีช่องว่างโหว่อยู่พอสมควร โดยเฉพาะการตีความบุคคลใดบ้างที่สมควรได้รับการนิรโทษกรรม ซึ่งอาจมีผลให้อุณหภูมิการเมืองปะทุขึ้นมาโดยไม่จำเป็น
แต่สำหรับการแก้ไขรัฐธรรมนูญเป็นรายมาตรา แทบจะไม่มีความเสี่ยง เพราะศาลรัฐธรรมนูญได้วินิจฉัยไว้เป็นบรรทัดฐานเมื่อปี 2555 ว่า “การแก้ไขเป็นรายมาตราสามารถกระทำได้ เว้นแต่การยกร่างทั้งฉบับเท่านั้นที่ต้องผ่านกระบวนการประชามติก่อน”
เมื่อความเสี่ยงทางกฎหมายน้อยแล้ว เท่ากับว่าความเสี่ยงทางการเมืองย่อมน้อยลงตามไปด้วย ไม่เพียงเท่านี้พรรคเพื่อไทยยังมีแต่ได้กับได้
การผลักดันแก้ไขรัฐธรรมนูญดังกล่าวมองทางไหนพรรคเพื่อไทยก็ได้ประโยชน์ อย่างการแก้มาตรา 237 และมาตรา 68 ก็เพื่อให้กระบวนการยุบพรรคการเมืองทำได้ยากมากขึ้น
ทอนอำนาจศาลรัฐธรรมนูญให้น้อยลงด้วยการไม่ให้รับคำร้องยุบพรรคตามมาตรา 68 ได้โดยตรงแต่ต้องผ่านการกลั่นกรองจากอัยการสูงสุดก่อน เช่นเดียวกับมาตรา 237 แก้ไขให้ตัดสิทธิการเมือง 5 ปีเฉพาะบุคคลที่กระทำความผิดเท่านั้นไม่ให้เหมารวมคณะกรรมการบริหารทั้งหมด
ส่วนการเปลี่ยนที่มาของ สว.ตามมาตรา 117 จากระบบลูกผสมระหว่างสรรหาและเลือกตั้งมาเป็นจากการเลือกตั้ง 200 คนเท่านั้น และให้ สว.เลือกตั้งดำรงตำแหน่งติดต่อกันได้เกิน 1 วาระ ย่อมเป็นประโยชน์ทั้งตรงและทางอ้อมให้กับพรรคเพื่อไทย
ดังนั้น ไม่ว่าใครก็ตามที่จะสมัคร สว.จะต้องอิงกับฐานการเมือง ซึ่งปัจจุบันพรรคเพื่อไทยถือครองเสียงข้างมากในสภาผู้แทนราษฎร ย่อมทำให้พรรคมีอำนาจเบ็ดเสร็จในฝ่ายนิติบัญญัติอย่างมีนัยสำคัญ
ขณะที่ความพยายามปรับแก้มาตรา 190 เป็นแค่ไม้ประดับเพื่อให้ภาพการแก้ไขรัฐธรรม นูญไม่หนักไปในทางการเมืองมากเกินไป
ด้วยเหตุผลทั้งหมดคงจะได้เห็นแล้วว่าชั่วโมงนี้สำหรับพรรคเพื่อไทยไม่มีอะไรสำคัญไปกว่าการแก้รัฐธรรมนูญและการกู้เงิน 2 ล้านล้านบาท







