posttoday
พรบ.เงินกู้ 2.2 ล้านล้าน

พรบ.เงินกู้ 2.2 ล้านล้าน

19 มีนาคม 2556

บทความนี้เขียนให้ท่านผู้อ่านที่กำลังรู้สึกว่า โลกนี้วุ่นวายจริงหนอ โลกนี้สับสนหนอ เพราะเท่าที่ฟังมามีคนจำนวนไม่น้อยไม่รู้จะเชื่อใครดีว่าเศรษฐกิจไทยฟื้นแล้ว และกำลังจะรุ่งโรจน์ชัชวาลต่อไป เพราะรัฐกำลังจะกู้เงินจำนวนมหาศาลกว่า 2 ล้านล้านบาทมาลงทุนในโครงสร้างพื้นฐาน โดยเฉพาะอย่างยิ่งโครงการขนส่งระบบรางในอีก 7 ปีข้างหน้า หรือกำลังนำตัวเองเข้าสู่แดนประหารหรือ Killing Zone เพราะกำลังจะก่อหนี้สาธารณะจำนวนมากมายจนเกินกำลังที่ฐานะการคลังของประเทศจะรับได้ เป็นการเจริญรอยตามหลายๆ ประเทศในยุโรปที่กำลังมีปัญหาอยู่ในขณะนี้

บทความนี้เขียนให้ท่านผู้อ่านที่กำลังรู้สึกว่า โลกนี้วุ่นวายจริงหนอ โลกนี้สับสนหนอ เพราะเท่าที่ฟังมามีคนจำนวนไม่น้อยไม่รู้จะเชื่อใครดีว่าเศรษฐกิจไทยฟื้นแล้ว และกำลังจะรุ่งโรจน์ชัชวาลต่อไป เพราะรัฐกำลังจะกู้เงินจำนวนมหาศาลกว่า 2 ล้านล้านบาทมาลงทุนในโครงสร้างพื้นฐาน โดยเฉพาะอย่างยิ่งโครงการขนส่งระบบรางในอีก 7 ปีข้างหน้า หรือกำลังนำตัวเองเข้าสู่แดนประหารหรือ Killing Zone เพราะกำลังจะก่อหนี้สาธารณะจำนวนมากมายจนเกินกำลังที่ฐานะการคลังของประเทศจะรับได้ เป็นการเจริญรอยตามหลายๆ ประเทศในยุโรปที่กำลังมีปัญหาอยู่ในขณะนี้

เหตุผลสนับสนุนให้มีการกู้เงินจำนวนมากมาลงทุนพอจะแยกออกได้ไม่ยาก เหตุผลหลัก คือ ประเทศไทยต้องการทางเลือกระบบการขนส่งใหม่จากปัจจุบันที่อาศัยการขนส่งทางถนนเป็นหลัก เพราะเป็นการขนส่งที่ต้นทุนสูง ทั้งด้านจำนวนปริมาณสินค้าที่จัดส่งในแต่ละเที่ยวซึ่งมีปริมาณจำกัด ทำให้มีการฝ่าฝืนกฎหมายบรรทุกเกินน้ำหนัก สร้างความเสียหายให้แก่ถนนหนทาง และยังก่อให้เกิดอุบัติเหตุเสียทั้งชีวิตและทรัพย์สิน ทำให้ต้นทุนด้านการขนส่งเพื่อเทียบสัดส่วนต่อต้นทุนรวมสูงกว่าประเทศที่มีการพัฒนาการขนส่งแบบ Mass Transportation ทางน้ำหรือระบบราง

นอกจากนั้น ยังมีความจำเป็นที่จะต้องสร้างระบบการขนส่งทางรางที่มีประสิทธิภาพและรวดเร็ว เชื่อมต่อกับประเทศเพื่อนบ้านและประเทศมหาอำนาจทางเศรษฐกิจอย่างจีนหรืออินเดียผ่านประเทศอื่นเพื่อมีการเปิดเขตเศรษฐกิจเสรีอาเซียน

เพราะฉะนั้น รัฐบาลจึงมีความจำเป็นที่จะต้องรีบเร่งลงทุนพัฒนาระบบการขนส่ง เพื่อลดต้นทุนโลจิสติกส์ลง โดยรัฐบาลนี้เลือกที่จะกู้เงินไว้ก่อน เพื่อนำไปลงทุนในอีก 7 ปีข้างหน้าอย่างที่ทราบกันอยู่

สำหรับประเด็นเรื่องการพัฒนาระบบการขนส่งและโลจิสติกส์นั้น โดยหลักการไม่มีใครคัดค้านไม่เห็นด้วย ทั้งฝ่ายค้านและนักวิชาการที่รัฐบาลบอกว่าเป็นขาประจำทั้งหลายถึงแม้จะมีการแย่งเครดิตกันว่าใครเป็นผู้หยิบยกโครงการขึ้นมาพิจารณาก่อน แต่ทุกฝ่ายดูเหมือนว่าจะเห็นด้วย ถึงแม้ผู้เขียนเองจะผิดหวังบ้างที่รัฐบาลจัดสรรเงินลงทุนและให้ความสำคัญกับการขนส่งทางน้ำน้อยมาก โดยเฉพาะเมื่อเปรียบเทียบกับงบลงทุนการขนส่งระบบราง และงบลงทุนก่อสร้างถนนหนทางใน พ.ร.บ.งบประมาณแต่ละปี ทั้งๆ ที่การขนส่งทางน้ำ เป็นระบบการขนส่งที่ถูกที่สุด และเหมาะสมกับการขนส่งผลผลิตทางการเกษตร ซึ่งเป็นภาคเศรษฐกิจที่สำคัญมีศักยภาพในการแข่งขันและเอื้อประโยชน์ให้เกษตรกรซึ่งเป็นคนส่วนใหญ่ของประเทศ

ประเด็นที่ค่อนข้างมีการแสดงความเห็นคัดค้านกันมากทั้งโดยพรรคการเมืองฝ่ายค้าน และนักวิจารณ์ที่ถูกมองว่าเป็นขาประจำในการคัดค้านรัฐบาล ได้แก่ วิธีการระดมทุนที่จะนำมาลงทุน โดยการกู้เงินมาลงทุนทั้งหมด เพราะมองว่า การกู้เงินจำนวนสูงถึง 2.2 ล้านล้านบาทนั้น จะทำให้หนี้สาธารณะของประเทศพุ่งทะลุร้อยละ 50 ของจีดีพีในอีก 23 ปี ข้างหน้า และอาจทะลุร้อยละ 60 ของจีดีพีในอีก 35 ปี ทำให้รัฐบาลไม่สามารถชำระดอกเบี้ยของเงินที่กู้มาซึ่งอาจสูงถึงปีละ 1 แสนล้านบาทต่อปี ถ้ากู้เต็มจำนวนคิดดอกเบี้ยประมาณร้อยละ 5 ต่อปี โดยไม่รวมการจ่ายคืนเงินต้น ซึ่งคาดว่าอาจต้องใช้เวลาถึง 50 ปี ที่จะจ่ายคืน (ไม่ทราบฐานการคำนวณ)

นอกจากนั้น ยังเป็นห่วงกันว่า นอกจากการกู้เงินเฉลี่ยปีละ 3 แสนล้านบาทตามโครงการเงินกู้ 2.2 ล้านล้านบาท ตลอดระยะเวลา 7 ปี (ซึ่งถ้ากู้แบบทยอยระดมทุนดอกเบี้ยที่จ่ายคงไม่เฉลี่ยสูงถึงปีละ 1 แสนล้านบาท) รัฐบาลยังอาจจำเป็นต้องกู้เงินมาปิดงบประมาณแผ่นดินต่อไป เพราะมีความจำเป็นต้องกู้เงินมาลงทุนในโครงการอื่นนอกเหนือจากโครงการขนส่งระบบราง ซึ่งอาจต้องกู้มาปิดงบปีละ 23 แสนล้านบาท เหมือนหลายปีที่ผ่านมาที่ไม่ได้ลงทุนในโครงการขนส่งระบบรางอย่างเป็นล่ำเป็นสัน เพราะฉะนั้นภาระหนี้สาธารณะของรัฐบาลจึงอาจสูงขึ้นถึงระดับ 4 ล้านล้านบาท ทำให้ฐานะการคลังของประเทศตกอยู่ในภาวะเสี่ยง ถ้าลงทุนไปแล้วเศรษฐกิจไม่เติบโตตามแผนที่รัฐบาลคาดหวัง

แน่นอนครับว่า รัฐบาลต้องบอกว่า รัฐบาลกู้เงินเพราะประเมินแล้วว่า เศรษฐกิจไทยมีความแข็งแกร่ง ความมั่งคั่งของโลกกำลังจะไหลมาที่เอเชียแทนที่จะกระจุกตัวอยู่ในยุโรปและอเมริกา เมื่อลงทุนไปแล้วจะทำให้เศรษฐกิจขยายตัว รัฐบาลมีรายได้เพิ่มขึ้นเพียงพอที่จะทำงบประมาณปกติให้สมดุลได้ภายในเวลาอีกประมาณ 3 ปีข้างหน้า และการกู้เงินมาทำโครงการ จะทำให้เกิดความคล่องตัวในการบริหารจัดการทำให้โครงการบรรลุผลได้ภายในกำหนด ไม่ถูกเหนี่ยวรั้งโดยระบบการเบิกจ่ายปกติใน พ.ร.บ.งบประมาณ และที่สำคัญคือถ้าไม่รีบทำ ประเทศไทยจะไม่สามารถแข่งขันในเวทีตลาดโลกได้ เพราะปัญหาด้านต้นทุนและการขาดประสิทธิภาพในระบบโลจิสติกส์ของประเทศ

มาถึงแค่นี้ท่านผู้อ่านก็อาจถามว่า แล้วท่านในฐานะประชาชนคนหนึ่ง ควรเชื่อเหตุผลของฝ่ายใดถ้าท่านไม่เผอิญเป็นประชาชนกลุ่มที่เลือกข้างประเภท ถ้าข้างที่เลือกไว้ทำอะไรก็ถูก แต่ถ้าเป็นฝ่ายตรงกันข้ามทำอะไรก็ผิดแล้ว ต้องยอมรับว่าเหตุผลของทั้งสองฝ่ายที่ผมนำมาพูดเป็นเหตุผลที่กว้างเกินไป ไม่พอกับการตัดสินใจว่า ควรเลือกสนับสนุนให้รัฐบาลกู้เงินมาลงทุน หรือ จะคัดค้านเพราะกลัวความเสี่ยง

ถามต่อไปว่า แล้วทำอย่างไรจะตัดสินใจได้ สำหรับผมแล้วหวังว่า เมื่อรัฐบาลนำ พ.ร.บ.เงินกู้ฉบับนี้เข้าสภา รัฐบาลจะมีข้อมูลและตัวเลขที่ชัดเจนที่จะสนับสนุนเหตุผลที่ว่ามาข้างต้นทั้งหมด โดยเฉพาะอย่างข้อสมมติฐานต่างๆ ที่ตั้งขึ้นและเป็นที่มาของตัวเลขเหล่านั้น ถ้าจะพิมพ์ข้อมูล ตัวเลข และข้อสมมติฐานออกเป็นเอกสารเล่มเล็กๆ สักเล่มหนึ่ง โดยไม่จำเป็นต้องมีข้อมูลทั่วไปที่เป็นภาษาราชการประกอบมากมาย จะเป็นประโยชน์อย่างยิ่งที่ประชาชนอย่างผู้เขียนจะใช้ทำความเข้าใจและพิจารณาตัดสินใจ

ส่วนพรรคการเมืองฝ่ายค้านก็เช่นเดียวกัน หากจัดทำเอกสารทำนองเดียวกันออกมาสักเล่มหนึ่ง เพื่อชี้ประเด็นความเสี่ยงที่เกรงว่าจะเกิดขึ้นออกมาให้ชัดเจน ก็น่าจะเป็นประโยชน์ในการประเมินความเสี่ยงว่ามีโอกาสเกิดขึ้นมากน้อยเพียงใด หรือเป็นแค่การใช้จินตนาการอย่างที่ถูกรัฐมนตรีบางคนกล่าวหา และโดยเฉพาะอย่าลืมทางเลือกอื่นที่จะดำเนินโครงการที่ต่างกว่ารัฐบาล หากฝ่ายรัฐบาลและฝ่ายค้านนำเสนอข้อมูลเหล่านี้ให้ชัดเจนต่อสภาและอภิปรายบนพื้นฐานข้อมูลตัวเลขและข้อสมมติฐานที่แต่ละฝ่ายตั้งขึ้น ก็จะทำให้ภาพการลงทุนครั้งใหญ่ที่จะมีผลต่ออนาคตของประเทศชาติชัดเจนขึ้นกว่าการนำเหตุผลกว้างๆ ที่พูดซ้ำไปซ้ำมา เพราะเป็นเหตุผลที่ทราบกันดีอยู่แล้ว และถ้าต่างฝ่ายต่างยกเหตุผลเหล่านี้ขึ้นมาพูดหักล้างกัน คงไม่มีอะไรชัดเจนขึ้นหลังการลงมติในสภา ซึ่งอย่างไรเสียรัฐบาลก็คงชนะอยู่ดี เพราะต่างฝ่ายต่างมีเหตุผลของตัวเอง พูดอีกก็ถูกอีก แต่ประชาชนจะไม่ได้อะไรเพิ่มขึ้นหลังการอภิปราย

ข่าวล่าสุด

ทรู-ดีแทค เปิดจอง iPhone Duo 16 ต.ค. ลดสูงสุด 28,800 บาท

ทรู-ดีแทค เปิดจอง iPhone Duo 16 ต.ค. ลดสูงสุด 28,800 บาท