
คสช.2การรวบอำนาจของ สธ.
เมื่อไม่นานมานี้ ผมเขียนบทความเรื่องแนวคิดของรัฐมนตรีว่าการกระทรวงสาธารณสุข (สธ.) นพ.ประดิษฐ สินธวณรงค์ ที่กำลังจะเสนอคณะรัฐมนตรี (ครม.) ตั้ง “คณะกรรมการพัฒนาสุขภาพแห่งชาติ” ใช้ตัวย่อว่า “คสช.” ซึ่งซ้อนทับกับ “คณะกรรมการสุขภาพแห่งชาติ” ที่ชื่อย่อ “คสช.” เหมือนกัน และมีนายกรัฐมนตรีเป็นประธาน ตาม พ.ร.บ.สุขภาพแห่งชาติ พ.ศ. 2550 ที่มีอยู่แล้ว
เมื่อไม่นานมานี้ ผมเขียนบทความเรื่องแนวคิดของรัฐมนตรีว่าการกระทรวงสาธารณสุข (สธ.) นพ.ประดิษฐ สินธวณรงค์ ที่กำลังจะเสนอคณะรัฐมนตรี (ครม.) ตั้ง “คณะกรรมการพัฒนาสุขภาพแห่งชาติ” ใช้ตัวย่อว่า “คสช.” ซึ่งซ้อนทับกับ “คณะกรรมการสุขภาพแห่งชาติ” ที่ชื่อย่อ “คสช.” เหมือนกัน และมีนายกรัฐมนตรีเป็นประธาน ตาม พ.ร.บ.สุขภาพแห่งชาติ พ.ศ. 2550 ที่มีอยู่แล้ว
โดยทิ้งท้ายไว้ในบทความว่า เรื่องนี้เป็นความพยายามจัดให้มีกลไกที่เชิญนายกรัฐมนตรีมานั่งหัวโต๊ะ เพื่อเชิญกระทรวงอื่นที่เกี่ยวข้องมาช่วยสนับสนุนการทำงานที่กระทรวงสาธารณสุขต้องรับผิดชอบและทำอยู่แล้ว ในฐานะกระทรวงหนึ่งของรัฐบาลตามแนวทางประชาธิปไตยแบบตัวแทน ซึ่งเนื้องานหนักไปในด้านการพัฒนาระบบบริการการแพทย์และสาธารณสุข (Health Services Systems)
หากดำเนินการไปในแนวทางนั้นก็ค่อนข้างสอดคล้องกับธรรมนูญว่าด้วยระบบสุขภาพแห่งชาติ พ.ศ. 2552 ที่ ครม.เห็นชอบให้ออกตาม พ.ร.บ.สุขภาพแห่งชาติ ข้อ 52 ที่ว่า “ให้รัฐจัดให้มีกลไกระดับชาติทำหน้าที่กำกับดูแลทิศทางการพัฒนาระบบบริการสาธารณสุข...รวมทั้งกลไกอื่นที่มีความจำเป็นด้วย” นั่นเอง
“เพียงแต่ว่า ชื่อคณะกรรมการไปพ้องกับ คสช. ตาม พ.ร.บ.สุขภาพแห่งชาติ อันจะให้เกิดความเข้าใจที่สับสน ดังนั้นถ้าปรับชื่อให้เหมาะสมและเติมองค์ประกอบให้มีภาคประชาชนผู้เป็นเจ้าของสุขภาพได้มีโอกาสเข้าไปมีส่วนร่วมด้วย แทนที่ฝ่ายอำนาจรัฐคิดและทำกันเองเพียงลำพัง และสร้างความเชื่อมโยงกับ คสช. และ สช. ตาม พ.ร.บ.สุขภาพแห่งชาติ สักนิดก็น่าจะเกิดประโยชน์แก่สังคมเพิ่มขึ้นเป็นอย่างมาก”
มาถึงวันนี้ ต้องบอกว่าความเข้าใจของผมผิดไปถนัด เพราะเพิ่งทราบค่อนข้างแน่ชัดว่าแนวคิดที่แท้จริงของรัฐมนตรีว่าการกระทรวงสาธารณสุขท่านนี้ ไม่ได้คิดที่จะทำอะไรตามธรรมนูญว่าด้วยระบบสุขภาพแห่งชาติที่ว่าเลยแม้แต่น้อย
แต่เป็นการหาช่องทางใช้ “อำนาจรัฐ” จัดตั้งกลไกใหม่ในรูปของ “ครม.น้อยด้านสุขภาพ” เพื่อรวมศูนย์อำนาจในการพิจารณากลั่นกรองทุกเรื่องที่เกี่ยวกับสุขภาพ ไม่ว่าจะมีที่มาจากหน่วยงานใด องค์กรใด โดยอ้างว่าเพื่อให้เป็นเอกภาพ (ซึ่งก็เท่ากับว่าปฏิเสธความหลากหลายไม่ยอมให้มีการคานอำนาจกัน)
ต่อไปไม่ว่าส่วนราชการใดๆ หรือองค์กรใด เช่น กพร., ก.พ., สภาพัฒน์, สำนักงานหลักประกันสุขภาพแห่งชาติ (สปสช.) หรือสำนักงานกองทุนสนับสนุนการสร้างเสริมสุขภาพ (สสส.) คณะกรรมการอาหารแห่งชาติ คณะกรรมการกระจายอำนาจ คณะกรรมการสุขภาพแห่งชาติ (คสช.) ที่มีนายกรัฐมนตรีเป็นประธานอยู่แล้วตามอำนาจหน้าที่ที่กฎหมายกำหนด ฯลฯ
หรือแม้แต่ความเห็นจากสภาที่ปรึกษาเศรษฐกิจและสังคมแห่งชาติ (สป.) ถ้าเป็นเรื่องเกี่ยวกับสาธารณสุขหรือสุขภาพแล้วละก็ จะถูกกำหนดให้เอาเรื่องไปผ่าน ครม.น้อยด้านสุขภาพชุดนี้ก่อนเข้า ครม. โดย ครม.น้อยชุดนี้มีกระทรวงสาธารณสุขเป็นเลขานุการ
นั่นก็คือ การรวบอำนาจอย่างเบ็ดเสร็จเด็ดขาดของกระทรวงสาธารณสุข เหนือองค์กรและหน่วยงานใดๆ
แนวคิดของนายทุน นิยมหาแนวทางรวบอำนาจให้เบ็ดเสร็จเด็ดขาด เพื่อครองความเป็นเจ้าตลาดและทำกำไรให้สูงสุด แต่แนวคิดเช่นนี้ไม่น่าจะถูกต้องในการทำกิจการบริหารบ้านเมือง
ทุกวันนี้สังคมไทยได้เปลี่ยนแปลงเข้าสู่การเป็นสังคมพหุลักษณ์ ไม่มีอะไรที่ดำเนินสำเร็จไปได้อย่างดีด้วยอำนาจเดี่ยวหรืออำนาจแนวดิ่งล้วนๆ อีกต่อไปแล้ว
อำนาจในสังคมมีได้หลายทิศทาง ประชาชนก็กำลังมีอำนาจเพิ่มขึ้นเรื่อยๆ หน่วยงานองค์กรภาคส่วนต่างๆ ก็มีอำนาจในการเสนอ ดำเนินการ และขับเคลื่อนสังคมควบคู่ไปกับการบริหารจัดการของภาครัฐ อำนาจรัฐแนวดิ่งล้วนๆ ทำงานรับใช้ประเทศชาติได้ผลน้อยลงไปเรื่อยๆ
การรวมศูนย์อำนาจทำให้เกิดโอกาสของการทุจริต ฉ้อฉล หรือทำนโยบายที่มีผลประโยชน์แอบแฝงของบางคนบางกลุ่ม ไม่เป็นไปเพื่อประชาชนคนส่วนใหญ่ได้ง่าย เพราะยึดกุมอำนาจเบ็ดเสร็จเด็ดขาดเกินไป สังคมประชาธิปไตยที่ดีเขาไม่ยอมให้กลไกรัฐเป็นไปอย่างนั้น
ประเทศประชาธิปไตยต่างๆ ที่พัฒนาไปก่อนหน้าเรา สังคมของเขาเปิดโอกาส ส่งเสริมสนับสนุนให้ทุกภาคส่วนเขาร่วมพัฒนาและขับเคลื่อนสังคมไปพร้อมๆ กัน เห็นคุณค่าของกันและกัน แบบที่เรียกว่า “ช่วยกันคิด ช่วยกันทำ” ตามอำนาจหน้าที่ของแต่ละส่วน
น่าเสียดายที่บ้านเรามีการพัฒนากลไกต่างๆ ในระบบสุขภาพไว้อย่างหลากหลาย เพื่อให้สอดคล้องกับการพัฒนาสังคมประชาธิปไตยแบบมีส่วนร่วม ซึ่งถ้ากระทรวงสาธารณสุขรู้จักใช้และทำงานร่วมกับกลไกต่างๆ ที่เกี่ยวข้องอย่างเกื้อกูลหนุนเสริมกันและกัน โดยยึดประโยชน์ของประชาชนคนส่วนใหญ่เป็นเป้าหมายเดียวกัน ไม่บ้าอำนาจ ไม่คิดควบคุมหรือครอบงำกัน
แนวความคิดจัดตั้งกลไก คสช.ใหม่ ซ้อนทับ คสช.ตามกฎหมายที่มีอยู่แล้ว คงไม่เกิดขึ้น







