
อ้างคนไทยหนุนกู้2ล้านล.
รัฐบาลอ้างประชาชนส่วนใหญ่เห็นด้วยกับการลงทุนของรัฐบาล แต่กังวลใจการลงทุนจะไม่โปร่งใส
รัฐบาลอ้างประชาชนส่วนใหญ่เห็นด้วยกับการลงทุนของรัฐบาล แต่กังวลใจการลงทุนจะไม่โปร่งใส
เมื่อวันที่ 16 มี.ค. น.ส.ยิ่งลักษณ์ ชินวัตร นายกรัฐมนตรี ได้มอบหมายให้นายกิตติรัตน์ ณ ระนอง รองนายกฯ และ รมว.คลัง นายชัชชาติ สิทธิพันธุ์ รมว.คมนาคม และนายอาคม เติมพิทยาไพสิฐ เลขาธิการสำนักงานคณะกรรมการพัฒนาการเศรษฐกิจและสังคมแห่งชาติ (สศช.) ชี้แจงการลงทุนของรัฐบาลก่อนที่จะมีการนำร่างพระราชบัญญัติ (พ.ร.บ.) กู้เงิน 2 ล้านล้านบาท เข้าสู่การพิจารณาของคณะรัฐมนตรี (ครม.) ในวันที่ 19 มี.ค.นี้
นายชัชชาติ กล่าวว่า การจัดงานนิทรรศการ “Thailand 2020 เชื่อมไทยสู่โลก” ที่ศูนย์ราชการฯ แจ้งวัฒนะ ประชาชนให้ความสนใจเข้าชมนิทรรศการอย่างคึกคัก และจากการจัดทำแบบสอบถาม พบว่าประชาชนกว่า 91% เห็นด้วยกับโครงการการลงทุนของรัฐบาล มีเพียงบางส่วนที่กังวลเกี่ยวกับความโปร่งใส โดยกระทรวงคมนาคมจะรวบรวมความคิดเห็น ข้อเสนอแนะมาปรับปรุง โดยเฉพาะเรื่องความโปร่งใส ยืนยันว่าได้เน้นย้ำให้ดำเนินการโดยปราศจากการคอร์รัปชัน สามารถตรวจสอบได้
นายกิตติรัตน์ ยืนยันว่าการเสนอลงทุนเป็น พ.ร.บ.กู้เงินโครงสร้างพื้นฐาน 2 ล้านล้านบาท จะสามารถทำให้เห็นชัดเจนว่าแหล่งเงินที่จะนำมาดำเนินการได้มาจากที่ใด และไม่ว่ารัฐบาลภายใต้การนำของนายกฯ คนใด ก็สามารถที่จะได้รับเงินกู้ที่ได้อนุมัติไว้แล้ว ถ้าได้รับการอนุมัติผ่านจากสภาผู้แทนราษฎรแล้ว และ พ.ร.บ.นี้ไม่ได้มีมาตรฐานที่ต่ำกว่า พ.ร.บ.งบประมาณประจำปี แต่มีความเทียบเคียงหรือเหนือกว่าด้วยซ้ำเพราะกระบวนการที่นำเสนอมีการกลั่นกรองจากหน่วยงานที่รับผิดชอบ กระทรวงคมนาคม กรมศุลกากรซึ่งเมื่อกลั่นกรองเข้ามาแล้วก็ยังมีคณะกรรมการที่จะกลั่นกรองอีกครั้งหนึ่ง โดยสศช. และคณะรัฐมนตรีว่า สอดคล้องกับยุทธศาสตร์หรือไม่และอนุมัติผ่าน ครม.
และมีการเสนอต่อรัฐสภา ผ่านการพิจารณาของสถาผู้แทนราษฎร ผ่านชั้นกรรมาธิการ
เมื่อรัฐสภาได้รับความเห็นชอบ จึงต้องผ่านกระบวนการของวุฒิสภาอีกชั้นหนึ่ง
“ถ้าเป็นงบประมาณประจำปี เมื่อผ่านการพิจารณาแล้วถึงขั้นตอนการใช้เงินจะเป็นหน่วยงานทำงานกับสำนักงบประมาณเท่านั้น แต่ในกรณี พ.ร.บ.กู้เงิน 2 ล้านล้านบาท ต้องเป็นเรื่องที่หน่วยงานจะต้องทำงานกับสำนักงบฯ และกระทรวงการคลัง ถ้าโครงการใดมีขนาดใหญ่ตามเกณฑ์ที่กำหนดจะต้องได้รับการพิจารณาจาก สศช. รวมถึงโครงการที่มีผลกระทบและมีความเสี่ยงต่อสิ่งแวดล้อมก็ต้องผ่านคณะกรรมการสิ่งแวดล้อมให้ครบถ้วนด้วย” นายกิตติรัตน์ กล่าว
นอกจากนี้ การกู้เงินดังกล่าวไม่ทำให้หนี้สาธารณะของประเทศสูงเกินกรอบการคลัง จะอยู่ที่ 50% ของผลิตภัณฑ์มวลรวมในประเทศ (จีดีพี) เพราะเป็นการทยอยกู้ สอดคล้องกับเศรษฐกิจที่ค่อยๆ
ขยายการเติบโต และอยู่ในระดับต่ซึ่งจะทำให้การกู้ยืมมีลักษณะค่อยเป็นค่อยไป ระดับหนี้สาธารณะที่มีระดับต่ำต่อไป
ซึ่งจากการคำนวณหนี้สาธารณะจะไม่เกินร้อยละ 50 ของจีดีพีเพราะมีวินัยที่กำหนดไว้ที่จะไม่ให้เกินร้อยละ 60
นายชัชาติ ระบุด้วยว่า การจัดงานนิทรรศการครั้งนี้ ทำให้เห็นว่าประเทศไทยมีแผนการลงทุนโครงสร้างพื้นฐานระยะยาว ส่งผลให้ต่างชาติให้ความสนใจเข้ามาลงทุนในไทยมากขึ้น เช่น ญี่ปุ่น จีน เกาหลี ฝรั่งเศส สเปน ที่สนใจโครงการเกี่ยวกับเทคโนโลยีรถไฟฟ้าความเร็วสูง
&<2288;







