
เตือนเศรษฐกิจไทยฟองสบู่
ศุภชัยชี้เงินไหลเข้าตัวการปั่นหุ้นอสังหาฯ บิ๊กซีพีเสนอลดภาษีนิติบุคคลเหลือ16%
ศุภชัยชี้เงินไหลเข้าตัวการปั่นหุ้นอสังหาฯ บิ๊กซีพีเสนอลดภาษีนิติบุคคลเหลือ16%
เลขาฯ อังค์ถัดเตือนเศรษฐกิจไทยเสี่ยงเกิดฟองสบู่
นายศุภชัย พานิชภักดิ์ เลขาธิการการประชุมสหประชาชาติว่าด้วยการค้าและการพัฒนา (อังค์ถัด) กล่าวภายในงานสัมมนา มองโลก มองไทย สู่ปี 2015 ถึงภาพรวมเศรษฐกิจโลกและแนวโน้มที่จะกระทบไทยว่า แม้ว่าระยะสั้นจะกระทบไม่รุนแรง แต่ขณะนี้ก็เริ่มเห็นสัญญาณการเกิดภาวะฟองสบู่ขึ้นบ้างแล้ว จึงต้องระวังและเตรียมตัวให้พร้อมก่อนเข้าสู่ประชาคมเศรษฐกิจอาเซียน (เออีซี)
ปัจจัยที่ต้องระวังประการแรก คือ เงินทุนที่ไหลบ่าเข้ามาภูมิภาคเอเชียมากกว่า 100 ล้านเหรียญสหรัฐ ธนาคารแห่งประเทศไทย (ธปท.) ควรรักษาเสถียรภาพค่าเงินบาทไม่ให้แข็งหรืออ่อนค่าจนเกินไป
ทั้งนี้ ควรตรวจสอบราคาทรัพย์สินที่จะสูงเกินราคาพื้นฐาน เช่น กลุ่มอสังหาริมทรัพย์ ราคาหุ้น พันธบัตร และการปล่อยสินเชื่อที่ต้องเข้าไปควบคุมดูแลอย่างใกล้ชิด โดยเฉพาะภาคไหนที่มีการปล่อยสินเชื่อมากเกินไป แต่ไม่ใช่ถึงขั้นต้องจำกัดการปล่อยสินเชื่อ
ด้านนายธนินท์ เจียรวนนท์ ประธานกรรมการ เครือเจริญโภคภัณฑ์ กล่าวบรรยายในงานสัมมนาสภาธุรกิจไทยจีน ในหัวข้อ “มองโลก มองไทย สู่ปี 2558” ว่า ถ้าสหรัฐฟื้นเงินจะไหลกลับทันที ช่วงนี้ถือเป็นโอกาสสำคัญของธุรกิจไทยที่จะขยายการลงทุนออกสู่ต่างประเทศ โดยเฉพาะในยุโรปและสหรัฐ เพื่อนำเทคโนโลยีองค์ความรู้ รวมถึงแบรนด์ของบริษัทเหล่านั้นกลับมายกระดับการผลิตภายในประเทศโดยควรเลือกบริษัทที่มีศักยภาพไปเข้าหุ้นหรือควรวมบริษัทพวกนี้เองจะมาค้าขายในเอเชียก็ต้องการเครือข่ายในท้องถิ่นของเรา เราเองก็จะได้เทคโนโลยีจากเขา หนึ่งบวกหนึ่งจะกลายเป็นห้าหรือเป็นสิบ ไม่ใช่แค่สอง” นายธนินท์ กล่าวนอกจากนี้ ธุรกิจไทยควรฉวยโอกาสจากการขยายตัวของภูมิภาคเอเชีย โดยเฉพาะจากจีนและญี่ปุ่น ต้องเข้าไปค้าขายกับจีนซึ่งเป็นตลาดใหญ่และอยู่ในช่วงที่มีความพร้อมทุกอย่าง นอกจากนี้ภาครัฐจะต้องดึงดูดญี่ปุ่นซึ่งมีปัญหากับจีนและมีแผนจะย้ายฐานการผลิตมายังอาเซียนให้เข้ามาลงทุนในไทยให้ได้ เพราะปัจจุบันไทยได้รับเม็ดเงินลงทุนโดยตรงจากญี่ปุ่นเป็นอันดับ 4 ในกลุ่มอาเซียน ยังเป็นรองอินโดนีเซีย มาเลเซียและเวียดนาม
นายธนินท์ กล่าวว่า อยากให้รัฐบาลพิจารณาถึงความเป็นไปได้ในการลดภาษีนิติบุคคลและภาษีบุคคลธรรมดาลงมาอยู่ที่ 16% ซึ่งเป็นระดับที่ต่ำกว่าฮ่องกงและสิงคโปร์ เพื่อดึงดูดเม็ดเงินลงทุนและเพิ่มขีดความสามารถในการแข่งขัน และหากเป็นไปได้ควรยกเลิกการเก็บภาษีสินค้านำเข้าสินค้าแบรนด์เนมต่างๆ ในรูปของเขตเศรษฐกิจพิเศษ ดึงดูดนักท่องเที่ยว
พร้อมกันนี้ รัฐบาลควรส่งเสริมให้กลุ่มธุรกิจขนาดเล็ก ขนาดจิ๋ว สามารถเข้าถึงแหล่งเงินทุนเพื่อฟักตัวได้ ขอเสนอแนะให้กระทรวงการคลัง และธนาคารแห่งประเทศไทย (ธปท.) ปรับเกณฑ์การให้สินเชื่อออกเป็น 4 ชั้น คือ เกณฑ์สำหรับธุรกิจขนาดจิ๋ว ธุรกิจขนาดเล็ก ขนาดกลาง และขนาดใหญ่ โดยใช้เกณฑ์ที่แตกต่างกันในธุรกิจแต่ละประเภท
นายบัณฑูร ล่ำซำ ประธานเจ้าหน้าที่บริหาร ธนาคารกสิกรไทย กล่าวว่า 3 สิ่งที่อยากเห็นจากภาครัฐ คือ 1.การเร่งยกระดับโครงสร้างทางการศึกษา โครงสร้างด้านโทรคมนาคมและระบบขนส่ง และทำการสังคายนากฎ กติกาทางธุรกิจหลายอย่างที่ล้าหลังให้เหมาะกับสภาพในปัจจุบัน 2.ระมัดระวังฐานะการคลังของประเทศ ไม่ให้มีการใช้จ่ายเกินตัว และ 3.การสร้างสังคมที่คนดีสามารถอยู่ได้ ลดการตุกติกทางธุรกิจ ซึ่งจะเป็นการสร้างภาพไม่ดีให้กับประเทศในระยะยาว
“ฐานะการคลังของประเทศเป็นเรื่องที่ต้องระวัง ประเทศไทยตอนนี้อาจเหมือนกบที่อยู่ในน้ำปกติยังไม่รู้สึกตัว แต่ถ้ามันค่อยๆ เพิ่มมากขึ้นจนน้ำเดือดจะมารู้สึกอาจไม่ทันแล้วซึ่งสุดท้ายผลจะออกมาในรูปของเงินเฟ้อและค่าเงินที่เปลี่ยนไป ซึ่งปัญหาพวกนี้ต้องใช้เวลาแก้ไขนาน เป็นการดับอนาคตของประเทศในระยะยาวและสร้างภาระให้คนรุ่นต่อไป” นายบัณฑูร กล่าว







