posttoday
อนาคตประเทศไทยมุ่งสู่เศรษฐกิจสร้างสรรค์

อนาคตประเทศไทยมุ่งสู่เศรษฐกิจสร้างสรรค์

15 มีนาคม 2556

ในวันนี้ประเทศไทยกำลังเผชิญอยู่ท่ามกลางกระแสการแข่งขันของโลกธุรกิจที่ไร้พรมแดนและการพัฒนาอย่างก้าวกระโดดของเทคโนโลยีการสื่อสารและคมนาคม ที่ทำให้ข้อจำกัดของการข้ามพรมแดน (International Trade) มิใช่อุปสรรคทางการค้าต่อไป การแข่งขันนับวันจะทวีความรุนแรงขึ้น เนื่องจากผู้บริโภคหรือผู้ซื้อสามารถเลือกสินค้าได้อย่างเสรีทั้งในด้านคุณภาพและราคา แต่ผมยังมองว่ากระแสโลกาภิวัตน์ก็มีโอกาสของผู้ประกอบการและเจ้าของธุรกิจเช่นกัน ในการเรียนรู้และพัฒนาสินค้าและบริการต่างๆ ที่มีอยู่ในตลาดอยู่แล้ว ในยุคโลกไร้พรมแดนกระทำได้ง่าย ประเทศที่มีต้นทุนการผลิตที่ต่ำกว่า เช่น จีน อินเดีย เวียดนาม และประเทศในกลุ่มยุโรปตะวันออก มักจะมีความได้เปรียบในการแข่งขันด้านราคา (Cost Competitive Advantage) ทำให้เป็นโอกาสใหม่ๆ ที่ธุรกิจไทยจะสามารถลงทุนในประเทศเหล่านี้ รวมทั้งได้ตลาดใหม่ที่มีแนวโน้มเติบโตสูงจากการค้าขายกับประเทศเหล่าอีกด้วย

ในวันนี้ประเทศไทยกำลังเผชิญอยู่ท่ามกลางกระแสการแข่งขันของโลกธุรกิจที่ไร้พรมแดนและการพัฒนาอย่างก้าวกระโดดของเทคโนโลยีการสื่อสารและคมนาคม ที่ทำให้ข้อจำกัดของการข้ามพรมแดน (International Trade) มิใช่อุปสรรคทางการค้าต่อไป การแข่งขันนับวันจะทวีความรุนแรงขึ้น เนื่องจากผู้บริโภคหรือผู้ซื้อสามารถเลือกสินค้าได้อย่างเสรีทั้งในด้านคุณภาพและราคา แต่ผมยังมองว่ากระแสโลกาภิวัตน์ก็มีโอกาสของผู้ประกอบการและเจ้าของธุรกิจเช่นกัน ในการเรียนรู้และพัฒนาสินค้าและบริการต่างๆ ที่มีอยู่ในตลาดอยู่แล้ว ในยุคโลกไร้พรมแดนกระทำได้ง่าย ประเทศที่มีต้นทุนการผลิตที่ต่ำกว่า เช่น จีน อินเดีย เวียดนาม และประเทศในกลุ่มยุโรปตะวันออก มักจะมีความได้เปรียบในการแข่งขันด้านราคา (Cost Competitive Advantage) ทำให้เป็นโอกาสใหม่ๆ ที่ธุรกิจไทยจะสามารถลงทุนในประเทศเหล่านี้ รวมทั้งได้ตลาดใหม่ที่มีแนวโน้มเติบโตสูงจากการค้าขายกับประเทศเหล่าอีกด้วย

อย่างไรก็ดี ผมอยากจะเน้นว่า ในภาพรวมแล้ว กระแสโลกาภิวัตน์ส่งผลดีต่อภาคธุรกิจมากกว่าผลเสีย ส่วนหนึ่งสะท้อนได้จากอัตรากำไร (Profit Margin) ของภาคธุรกิจทั่วโลกที่สูงขึ้นในช่วงที่ผ่านมา

ดังนั้น การแข่งขันในเศรษฐกิจโลกที่สูงขึ้นทำให้ภาคธุรกิจโดยรวมมีกำไรสูงขึ้น แต่อาจมองได้เช่นกันว่า โลกแห่งการแข่งขันในวันนี้กำลังเป็นการแข่งขันในลักษณะปลาใหญ่กินปลาเล็ก ซึ่งโจทย์ของภาครัฐในวันนี้คือทำอย่างไรให้ธุรกิจไทยได้ประโยชน์จากการเปลี่ยนแปลงของโลกที่จะเกิดขึ้นต่อจากนี้ไป และไม่ให้เป็นปลาเล็กที่โดนปลาใหญ่กินไป ท่ามกลางการแข่งขันที่รุนแรงนี้ ผมสังเกตว่าประเทศผู้นำทางเศรษฐกิจหลายประเทศหันมาส่งเสริมการดำเนินนโยบายเศรษฐกิจสร้างสรรค์ (Creative Economy) เพื่อพัฒนาสินค้าและบริการใหม่ๆ และหลีกเลี่ยงการผลิตสินค้าที่ต้องต่อสู้ด้วยราคาเป็นหลัก โดยหัวใจของเศรษฐกิจสร้างสรรค์ก็คือ แนวคิดหรือแนวปฏิบัติที่สร้าง/เพิ่มมูลค่าของสินค้าและบริการได้โดยที่ไม่ต้องใช้ทรัพยากรมากนัก แต่ใช้ความคิด สติปัญญา และความสร้างสรรค์ให้มากขึ้นเท่านั้นเอง

ในช่วงที่ผ่านมา หลังจากเกิดแนวคิดเชิงนโยบาย แนวคิดการพัฒนาเชิงสร้างสรรค์ ก็ได้ขยายตัวเข้าสู่ระดับอุตสาหกรรมเป็นอุตสาหกรรมเชิงสร้างสรรค์ (Creative Industry) และธุรกิจเชิงสร้างสรรค์ (Creative Business) ซึ่งเราจะเห็นได้ว่าอุตสาหกรรมในกลุ่มนี้ก็มีหลากหลาย เช่น อุตสาหกรรมแฟชั่นเครื่องประดับ อุตสาหกรรมการออกแบบ อุตสาหกรรมสื่อ/ภาพยนตร์/โทรทัศน์ และอุตสาหกรรมงานศิลป์ในแขนงต่างๆ เป็นต้น

ผมขอยกตัวอย่างประเทศเกาหลีใต้ ซึ่งในวันนี้ถือเป็นประเทศผู้นำเศรษฐกิจสร้างสรรค์และเป็นตัวอย่างที่ดีในการพัฒนาเศรษฐกิจสร้างสรรค์ ไม่ว่าจะเป็นความสำเร็จของกระแส KPoP อาหารเกาหลี หรือละครชุดเกาหลี ซึ่งมิได้เกิดขึ้นโดยความบังเอิญ แต่เกิดขึ้นจากการวางแผนร่วมกันระดับประเทศในการยกระดับเกาหลีใต้ไปสู่เศรษฐกิจสร้างสรรค์ ดังจะเห็นได้จากละครต่างๆ ของเกาหลีที่มิได้โด่งดังแค่เพียงในประเทศไทย แต่ได้รับความนิยมทั่วทั้งภูมิภาคเอเชียตะวันออกและตะวันออกเฉียงใต้ ด้วยการวิจัยแนวการทำละครหรือบทภาพยนตร์ที่กลุ่มผู้บริโภคเอเชียส่วนใหญ่ชื่นชอบ หรือการหารสนิยมร่วมระดับภูมิภาค (Convergence Strategy) แล้วนำมาผนวกกับการเล่าเรื่องผ่านมรดกทางวัฒนธรรมต่างๆ ของเกาหลีใต้อย่างลงตัวน่าสนใจ เช่น วัฒนธรรมการแต่งกาย การกิน การใช้ชีวิต เป็นต้น

ด้วยความสำเร็จของการขายวัฒนธรรมผ่านละครที่ผู้คนชื่นชอบ ประทับใจ ตราสินค้าของเกาหลีจึงถูกสร้างขึ้น (Korean Branding) เพราะสามารถสร้างความรู้สึกผูกพัน (Emotional Relationships) ได้อย่างลงตัว เช่นเดียวกับความผูกพัน ความประทับใจ ในละครชุด (Series) นักร้อง (หรือท่าเต้น เช่น กังนัมสไตล์) และนักแสดง ที่ได้รับการสนับสนุนและเผยแพร่ออกมาอย่างต่อเนื่อง มีผลทำให้สินค้าและบริการต่างๆ ของเกาหลีใต้เกิดการยอมรับและมีความรู้สึกอันดี (Goodwill) จากผู้บริโภค ไม่ว่าจะเป็นเทรนด์เสื้อผ้าเครื่องประดับ ทรงผม เครื่องสำอาง อาหารเกาหลี เครื่องใช้ไฟฟ้า บริการศัลยกรรม การแสดงคอนเสิร์ต และการท่องเที่ยว เป็นต้น

ปัจจุบันกระแสเกาหลีใต้ได้กระจายไปทั่วโลก (Global Market) ทั้งในยุโรปและอเมริกาเหนือจากบทเรียนของเกาหลีใต้ ผมคิดว่าแนวทางที่เราสามารถขับเคลื่อนเศรษฐกิจไทยให้เป็นเศรษฐกิจเชิงสร้างสรรค์ คือ การทำให้เศรษฐกิจเติบโตจากนวัตกรรมมากขึ้น

ในอนาคตผลผลิตของเศรษฐกิจไทยต้องมาจาก “Idea” มากกว่า “I do” ซึ่งเราสามารถดูตัวอย่างที่เป็นรูปธรรมมากที่สุดในปัจจุบัน ที่ผลประโยชน์ส่วนใหญ่หรือมูลค่าเพิ่ม (หรือผลกำไร) มาจากบริษัทที่สร้าง “Idea” ในขณะที่บริษัทที่เป็น “I do” (ผู้ผลิต) ได้รับส่วนแบ่งกำไรที่น้อยมาก

ตัวอย่างเช่น บริษัท Apple Inc. สามารถสร้างรายได้ปี 2555 กว่า 156 พันล้านเหรียญสหรัฐ และมีกำไรสุทธิมากกว่า 41.7 พันล้านเหรียญสหรัฐ (อัตรากำไรสูงกว่าร้อยละ 26.7) ในขณะที่บริษัท Foxconn ที่รับจ้างผลิตผลิตภัณฑ์บริษัท Apple Inc. มีรายได้สูงเช่นกันที่ 131 พันล้านเหรียญสหรัฐ แต่กลับมีกำไรสุทธิเพียง 2.7 พันล้านเหรียญสหรัฐ (อัตรากำไรเพียงร้อยละ 2) ตอนนี้เราจะเห็นว่าผลประโยชน์หรือผลกำไรจากการสร้างมูลค่าส่วนใหญ่ตกอยู่กับผู้ที่เป็นเจ้าของความคิดและนวัตกรรม – ซึ่งเป็นสัญลักษณ์ของเศรษฐกิจสร้างสรรค์ในวันนี้เราต้องกลับมาถามตัวเองอีกครั้งว่า เราจะสร้างความคิดสร้างสรรค์ได้อย่างไร จากการวิเคราะห์ประเทศกรณีศึกษารวมกับคำจำกัดความของเศรษฐกิจสร้างสรรค์ของ United Nations Conference on Trade and Development หรือ UNCTAD สามารถสรุปเบื้องต้นได้ว่าเศรษฐกิจสร้างสรรค์เกิดจาก 2 ปัจจัยหลัก

นั่นคือ ทุนทางปัญญาร่วมกับทักษะความสร้างสรรค์ กล่าวคือ (1) ทุน (Capital) ได้แก่ รูปแบบของทุนต่างๆ อันเป็นฐานความรู้ และทุนทางปัญญาเพื่อจะนำไปใช้ต่อยอดทักษะทางความคิด ซึ่งได้แก่ ทุนมนุษย์ (Human Capital) ทุนทางวัฒนธรรม (Culture Capital) ทุนทางสังคม (Culture Capital) ทุนสถาบัน (Institutional Capital) และทุนด้านความคิดริเริ่มสร้างสรรค์ (Creative Capital) และ (2) ทักษะ (Skills) ได้แก่ ทักษะที่สนับสนุนการนำความรู้และทุนทางปัญญามาประยุกต์ให้เกิดผลงานหรือคุณค่าเชิงรูปธรรม เช่น ทักษะด้านวิทยาศาสตร์และเทคโนโลยี ทักษะสร้างนวัตกรรม ทักษะการเป็นผู้ประกอบการ และกรอบความคิดที่มีความคิดสร้างสรรค์

ผมคิดว่า การผนวกทุนและทักษะเข้าด้วยกันเพื่อสร้างเศรษฐกิจสร้างสรรค์ เราต้องมาร่วมกันหาทุนต่างๆ ที่ซ่อนเร้นอยู่ในสังคมไทย ซึ่งผมว่าต้องมีอยู่มากพอสมควร มิฉะนั้นชาวต่างชาติคงไม่มาเยือนเมืองไทยปีละกว่า 20 ล้านคน สำหรับในด้านของความคิด (Idea) ผมเชื่อว่าเป็นทักษะ(Skill) ที่ต้องฝึกฝน ไม่ได้มีมาแต่กำเนิด

ดังนั้น ทักษะความสร้างสรรค์ก็สามารถสรรค์สร้างขึ้นได้ โดยผ่านกระบวนการต่างๆ ทั้งการศึกษาในระบบและนอกระบบ การเรียนรู้ผ่านประสบการณ์ (Learning by doing) ซึ่งหากสามารถนำมาประยุกต์ใช้ในการดำเนินธุรกิจจะช่วยยกระดับขีดความสามารถในการแข่งขันในระยะยาวของอุตสาหกรรมไทยได้ สุดท้ายนี้เศรษฐกิจและสังคมแห่งความสร้างสรรค์จะต้องเกิดจากความร่วมมือร่วมใจ การคิดคนเดียว เก่งคนเดียว ทำคนเดียว อาจไม่ใช่แนวทางที่สร้างสรรค์เท่าไหร่ ต้องช่วยกันร่วมสร้างในทุกระดับของสังคมครับ

ข่าวล่าสุด

ThaiPBS ขาดทุนพันล้าน ค่าพิธีกร–แขก 3 ปี สูบภาษีบาป 300 ล้าน

ThaiPBS ขาดทุนพันล้าน ค่าพิธีกร–แขก 3 ปี สูบภาษีบาป 300 ล้าน