
ซุกระเบิด10กก.ป่วนสะบ้าย้อย
พื้นที่ประกาศใช้ พรบ.ความมั่นคงคาดแก๊งเดียวกับมือบึ้มโรงแรมลีการ์เด้น
พื้นที่ประกาศใช้ พรบ.ความมั่นคงคาดแก๊งเดียวกับมือบึ้มโรงแรมลีการ์เด้น
ซุกบึ้ม 10 กิโลกรัม ป่วนสะบ้าย้อย จ.สงขลา พื้นที่ใช้ พ.ร.บ.ความมั่นคง
คนร้ายนำระเบิดแสวงเครื่องหนัก 10 กิโลกรัม จุดชนวนด้วยโทรศัพท์มือถือ ซ่อนในแกลลอนใส่น้ำยางขนาดความจุ 40 ลิตร วางไว้บริเวณจุดรับซื้อน้ำยางริมถนนสายเปียนสะบ้าย้อย บ้านบ่อทอง หมู่ 4 ต.สะบ้าย้อย อ.สะบ้าย้อย จ.สงขลา ใกล้กับจุดตรวจชุดรักษาความปลอดภัยหมู่บ้าน (ชรบ.) แต่มีผู้แจ้งให้เจ้าหน้าที่เก็บกู้ไว้ได้ในช่วงเช้าของวันที่ 14 มี.ค. ก่อนจะระเบิด
นายเจริญ แสนสุด กำนันตำบลสะบ้าย้อย เปิดเผยว่า ช่วงเวลาประมาณตี 4 คนร้ายขับรถจักรยานยนต์ นำแกลลอนดังกล่าวมาวางไว้ กระทั่งรุ่งเช้าก็ยังวางอยู่จึงแจ้งให้เจ้าหน้าที่เข้าตรวจสอบและพบว่ามีระเบิดซุกซ่อนอยู่
เจ้าหน้าที่คาดว่าคนร้ายอาจวางแผนยิงเจ้าของจุดรับซื้อน้ำยางหรือชาวบ้านที่นำน้ำยางมาขาย เมื่อเจ้าหน้าที่เข้าตรวจสอบก็จะจุดชนวน โดยคาดว่าคนร้ายที่ก่อเหตุน่าจะเป็นกลุ่มนายไซนูบาเซ สุหลงเส็น แกนนำผู้ก่อความไม่สงบในพื้นที่ อ.สะบ้าย้อย ซึ่งเป็นกลุ่มเดียวกันกับ นายเจะหมะ วานิ ผู้ต้องหาลอบวางระเบิดโรงแรมลีการ์เด้น อ.หาดใหญ่ ซึ่งถูกจับกุมไปก่อนหน้านี้
ทั้งนี้ อ.สะบ้าย้อย เป็นพื้นที่ยกเลิกการใช้ พ.ร.ก.บริหารราชการในสถานการณ์ฉุกเฉิน และเพิ่งประกาศใช้ พ.ร.บ.รักษาความมั่นคงภายในราชอาณาจักรไปเมื่อไม่นานมานี้
ทางด้าน จ.นราธิวาส เมื่อช่วงเช้ามืดวันเดียวกัน เกิดเหตุลอบยิงนายมะยาโก๊ะ สาแม ผู้ช่วยผู้ใหญ่บ้าน หมู่ 5 ต.เฉลิม อ.ระแงะ เสียชีวิต ขณะกำลังเตรียมอุปกรณ์เพื่อขายโรตีที่เพิงข้างบ้านพัก เจ้าหน้าที่ยังไม่สรุปว่าสาเหตุมาจากความขัดแย้งส่วนตัว หรือปัญหาความมั่นคง
นายสิทธิพงษ์ จันทร์วิโรจน์ ประธานมูลนิธิศูนย์ทนายความมุสลิม กล่าวว่า การพูดคุยสันติภาพระหว่างสภาความมั่นคงแห่งชาติ (สมช.) และกลุ่มบีอาร์เอ็นเป็นเพียงการพูดคุยระหว่างคู้ขัดแย้ง 2 ฝ่าย แต่ยังไม่มีการรับฟังความเห็นของประชาชนในพื้นที่ว่าต้องการแนวทางแก้ปัญหาอย่างไร
“จากการลงพื้นที่ยืนยันได้ว่า เรื่องนครรัฐปัตตานีไม่ใช่คำตอบสุดท้ายในการแก้ปัญหา จากการสำรวจหลายครั้งพบว่าประชาชนต้องการความเป็นธรรมมาเป็นอันดับหนึ่ง ปัญหายาเสพติดอันดับสอง ตามมาด้วยเรื่องเศรษฐกิจปัญหาปากท้อง ส่วนการปกครองตัวเองอยู่ในอันดับท้าย เพราะประชาชนก็ไม่เข้าใจว่าจะเป็นในรูปแบบใด เพราะการจะจัดรูปแบบการปกครองพิเศษจะต้องคำนึงถึงความหลากหลายของประชาชนในพื้นที่ ซึ่งมีทั้งไทยพุทธและมุสลิม จึงต้องมีพื้นที่ให้กับชาวไทยพุทธด้วย” นายสิทธิพงษ์ กล่าว







