
เอเชียตั้งป้อมสกัดทุนนอกผวาเงินเฟ้อ-ฟองสบู่พุ่ง
หลั่งไหลเข้ามาภายในภูมิภาคเอเชียอย่างร้อนแรงเกินต้านทานสำหรับเงินทุนจากซีกโลกตะวันตก
โดย...นงลักษณ์ อัจนปัญญา
หลั่งไหลเข้ามาภายในภูมิภาคเอเชียอย่างร้อนแรงเกินต้านทานสำหรับเงินทุนจากซีกโลกตะวันตก ซึ่งเพิ่มปริมาณเข้ามาในระบบอย่างมหาศาล สืบเนื่องมาจากบรรดามาตรการผ่อนคลายทางการเงินของธนาคารกลางประเทศต่างๆ โดยเฉพาะอย่างยิ่งจากธนาคารกลางแห่งสหรัฐ (เฟด) และธนาคารกลางแห่งยุโรป (อีซีบี) ซึ่งล้วนอยู่ในสถานะมหาอำนาจทางเศรษฐกิจหลักของโลก
ส่งผลให้การคาดการณ์ของนักเศรษฐศาสตร์และผู้บริหารตลาดทุนจากหลายสำนักที่ทักท้วงกันไว้ตั้งแต่ช่วงปลายปีที่แล้วว่า ปริมาณสภาพคล่องที่มีล้นเหลือจะเทเข้ามาในตลาดเอเชีย ภูมิภาคที่เศรษฐกิจยังพอมีแรงขยับขับเคลื่อนอยู่บ้าง เพื่อสร้างผลตอบแทนหรือเก็งกำไรอย่างคึกคัก เริ่มปรากฏให้เห็นภาพชัดเจนมากขึ้นเรื่อยๆ
แถมสถานการณ์เงินร้อนทะลักยิ่งส่อเค้าดุเดือดจนผู้เชี่ยวชาญหลายสำนักต้องออกมาเตือนให้ระวังภาวะสงครามค่าเงิน เมื่อธนาคารกลางแห่งญี่ปุ่น (บีโอเจ) ประกาศดำเนินนโยบายตามเฟดและอีซีบี เพื่อใช้เป็นหนึ่งในแนวทางกระตุ้นผลักดันเศรษฐกิจของชาติ
ทั้งนี้ ต้องยอมรับว่า หลังจากรอดูสถานการณ์กันมาได้สักระยะ หลายๆ ประเทศในภูมิภาคเอเชียเริ่มตระหนักแล้วว่า ทุนร้อนคราวนี้จะมีฤทธิ์เยอะกว่าทุนร้อนในช่วงก่อนๆ ที่ผ่านมา
เพราะนอกจากจะมีปริมาณเงินมหาศาลมากมายกว่าครั้งก่อนหน้าแล้ว นโยบายที่นำมาใช้เพื่อแทรกแซงค่าเงินอัตราแลกเปลี่ยนและจัดการกับอัตราดอกเบี้ยยังไม่มีการกำหนดระยะเวลาการใช้ที่แน่นอนอีกด้วย
ท้ายที่สุด มาซาฮิโระ คาวาอิ ผู้บริหารระดับสูงประจำสาขาของธนาคารเพื่อการพัฒนาแห่งเอเชีย (เอดีบี) ในกรุงมะนิลา ประเทศฟิลิปปินส์ กล่าวว่า ชาติเอเชียควรเร่งหาหนทางควบคุมเงินทุนไหลเข้าเพื่อรับมือกับปัญหาทุนร้อนไหลทะลักเข้ามาในภูมิภาค พร้อมเตือนว่าเอเชียยังเสี่ยงเผชิญกับปัญหาเงินเฟ้อขาขึ้นและฟองสบู่ภาคอสังหาริมทรัพย์
คำท้วงติงข้างต้นไม่ได้น่ากลัวเกินจริงเลยแม้แต่น้อย เมื่อตั้งแต่ต้นปีที่ผ่านมาค่าเงินของประเทศต่างๆ ตบเท้าทำลายสถิติแข็งค่ามากที่สุดในรอบหลายปี อาทิ ค่าเงินวอนของเกาหลีใต้เมื่อต้นเดือน ก.พ.ที่ผ่านมา ซึ่งทำสถิติแข็งค่ามากที่สุดในรอบ 13 เดือน ที่ 1,092 วอนต่อเหรียญสหรัฐ หรือค่าเงินเปโซของฟิลิปปินส์ในช่วงปลายเดือน ม.ค. ที่ทำสถิติแข็งค่ามากที่สุดในรอบ 5 ปี ที่ 40.55 เปโซต่อเหรียญสหรัฐ ขณะที่ปริมาณเงินเปโซในเดือน ม.ค. ยังมากถึง 10.84% ซึ่งถือว่าเพิ่มเข้ามามากที่สุดในรอบ 19 เดือน
ดังนั้น จึงไม่น่าแปลกใจที่ทั่วโลกจะได้เห็นหลายๆ ประเทศในภูมิภาคเอเชีย โดยเฉพาะบริเวณเอเชียแปซิฟิกจะตั้งป้อมสร้างปราการใช้สารพัดมาตรการสกัดทุนร้อนที่จะไหลเข้ามาจนสร้างความปั่นป่วนให้กับเศรษฐกิจภายในประเทศของตนเอง
แถมยังเป็นมาตรการที่มีการปรับเปลี่ยนให้เข้ายุคเข้าสถานการณ์ในปัจจุบันมากขึ้น โดยสังเกตได้ว่ามาตรการส่วนใหญ่ที่ประเทศในเอเชียนำออกมาใช้ ส่วนหนึ่งจะเน้นไปที่การควบคุมฟองสบู่ในตลาดอสังหาริมทรัพย์มากขึ้น
ตัวอย่างล่าสุดที่เห็นได้ชัดเจนก็คือ ประเทศฟิลิปปินส์ ที่ธนาคารกลาง (บังโก เซ็นทรัล เอ็นจี ฟิลลิปินาส : บีเอสพี) เตรียมออกมาตรการสกัดเงินทุนที่ไหลเข้ามาอย่างหนักด้วยการใช้ “ระบบอัตราดอกเบี้ยหลายอัตรา” เช่น บัญชีเงินฝากแบบพิเศษ และอัตราสินเชื่อระยะข้ามคืน เข้ามาเป็นส่วนหนึ่งในการเป็นเกณฑ์กำหนดทิศทางนโยบายของธนาคารกลาง
ความเคลื่อนไหวข้างต้นนี้มีขึ้นหลังจาก สแตนดาร์ด แอนด์ พัวร์ (เอสแอนด์พี) บริษัทจัดอันดับความน่าเชื่อถือชั้นนำออกมาเตือนก่อนหน้านี้ว่า ภาวะเงินร้อนที่ไหลทะลักเข้าประเทศฟิลิปปินส์อย่างต่อเนื่อง จนสกุลเงินเปโซแข็งค่ามากสุดในรอบเกือบ 5 ปี กำลังก่อให้เกิดภาวะความเสี่ยงฟองสบู่สินทรัพย์ และภาคสินเชื่อ เหมือนที่เคยเกิดขึ้นช่วงวิกฤตทางการเงินในปี 25402541
โจฮันนา ฉั่ว นักวิเคราะห์จากสำนักวิจัยของซิตี้กรุ๊ปประจำตลาดประเทศเศรษฐกิจเกิดใหม่ในเอเชีย ซึ่งมีสำนักงานอยู่ในฮ่องกง กล่าวว่า นโยบายทางการเงินหลักของฟิลิปปินส์ที่ใช้กันอยู่ในปัจจุบัน ซึ่งอาศัยการกำหนดเป้าเงินเฟ้อแบบเดิมกับอัตราดอกเบี้ยธรรมดากำลังเผชิญกับความท้าทายครั้งใหญ่ เนื่องจากสภาพคล่องในตลาดกำลังไหลเข้าฟิลิปปินส์อย่างหนัก ขณะที่บรรดาประเทศเศรษฐกิจยักษ์ใหญ่ต่างหันมากระตุ้นเศรษฐกิจอย่างต่อเนื่อง
ด้าน นิวซีแลนด์ ก็ไม่น้อยหน้า เมื่อกระแสเงินร้อนที่ไหลเข้ามาอย่างต่อเนื่องทำให้สกุลเงินเหรียญนิวซีแลนด์ หรือที่เรียกว่า สกุลเงินกีวี แข็งค่าขึ้นถึง 45% เมื่อเทียบกับค่าเงินเหรียญสหรัฐนับตั้งแต่ปี 2552 เป็นต้นมา เช่นเดียวกันกับราคาบ้านในตลาดของนิวซีแลนด์ที่ปรับตัวแพงที่สุดเมื่อเดือน ก.พ.ที่ผ่านมา นับตั้งแต่เดือน มี.ค. 2551 จน แกรมมี วีลเลอร์ ประธานธนาคารกลางนิวซีแลนด์ส่งสัญญาณปรับขึ้นอัตราดอกเบี้ยจากระดับปัจจุบันซึ่งอยู่ที่ 2.5% เพื่อป้องกันภาวะเงินเฟ้อและฟองสบู่ในตลาดอสังหาริมทรัพย์ที่ส่อแววว่าจะเกิดขึ้น
ขณะที่ก่อนหน้านี้รัฐมนตรีคลังแห่ง เกาหลีใต้ เพิ่งจะประกาศกร้าวว่าอาจจะพิจารณามาตรการการเก็บภาษีด้านธุรกรรมการเงินในตลาดพันธบัตร และตลาดซื้อขายเงินตราต่างประเทศเพื่อลดความผันผวนในตลาดซื้อขายแลกเปลี่ยนค่าเงินดังกล่าว ขณะเดียวกันก็ยังได้ร้องขอให้รัฐวิสาหกิจในประเทศหลีกเลี่ยงการกู้ยืมเงินจากต่างชาติอีกด้วย
สำหรับ สิงคโปร์ ยิ่งไม่ต้องพูดถึง เนื่องจากเป็นประเทศแรกๆ ในภูมิภาคเอเชียที่ออกตัวได้แรงและเร็ว โดยนอกจากจะดำเนินการแทรกแซงค่าเงินหลายรอบนับตั้งแต่ต้นปีที่ผ่านมา เพื่อพยุงเสถียรภาพของอัตราแลกเปลี่ยน ล่าสุด รัฐบาลสิงคโปร์เพิ่งจะประกาศให้ชาวต่างชาติและภาคเอกชนที่ซื้อที่อยู่อาศัยในสิงคโปร์ ต้องจ่ายค่าอากรแสตมป์สำหรับผู้ซื้อบ้านเพิ่มเติม (เอบีเอสดี) ในอัตรา 15% ของราคาซื้อ เพิ่มจากอัตรา 10% ในปัจจุบัน โดยนับเป็นหนึ่งในมาตรการสำคัญเพื่อลดความร้อนแรงในตลาดอสังหาริมทรัพย์
กระทั่งพี่ใหญ่ที่สุดในภูมิภาคเอเชียอย่าง จีน ซึ่งยินดีต้อนรับเงินลงทุนจากต่างชาติ ก็ยังต้องงัดเอาสารพัดมาตรการขึ้นมาสกัดทุนร้อนที่ไหลเข้ามาเช่นกัน โดยเมื่อปลายเดือน ก.พ.ที่ผ่านมา รัฐบาลจีนประกาศสั่งรัฐบาลท้องถิ่นตามหัวเมืองสำคัญ เช่น เจ้อเจียง เจียงซู และกวางตุ้ง ได้เพิ่มข้อกำหนดขั้นต่ำในการยืมเงินและจำกัดวงเงินสินเชื่อที่ผู้ประสงค์จะซื้อบ้านสามารถกู้ยืมได้จากกองทุนสำรองเลี้ยงชีพของตน หลังจากปีที่ผ่านมามีการปรับกฎให้ง่ายขึ้นเพื่อกระตุ้นเศรษฐกิจ
นอกจากนี้ เมื่อต้นเดือน มี.ค. จีนยังประกาศเพิ่มการเก็บภาษีจากกำไรการซื้อขายอสังหาริมทรัพย์ขึ้นเป็น 20% จากเดิมเก็บที่ 12% ของราคาขาย จนส่งผลให้ตลาดหุ้นจีนปรับตัวลดลงอย่างรวดเร็ว พร้อมกับกำหนดให้ผู้ซื้อบ้านหลังที่สองต้องวางเงินดาวน์ด้วยเงินของตนเอง 40%
นักวิเคราะห์หลายสำนักเห็นตรงกันว่า แม้จะเป็นมาตรการสกัดที่ดูรุนแรงและแข็งกร้าวไปบ้างจนอาจจะส่งผลต่อการเติบโตทางเศรษฐกิจของประเทศที่กำลังเดินหน้ากระตุ้นกันอยู่ในปัจจุบัน แต่การประกาศใช้มาตรการป้องกันแต่เนิ่นๆ ก็นับเป็นการตัดสินใจที่ถูกต้อง
เนื่องจากบทเรียนที่สรุปออกมาได้จากปัญหาฟองสบู่ภาคอสังหาริมทรัพย์ทั่วโลกที่ผ่านมา ก็คือการรีบเข้าไปจัดการกับปัญหาตั้งแต่ช่วงแรกๆ ที่มีสัญญาณของวิกฤต ดีกว่ารีรอ ลังเล หรือตกลงใจใดๆ ไม่ได้จนปล่อยให้ปัญหาพอกพูนสุกงอมจนยากเกินแก้ไขอีกต่อไป







