
แมลงเม่าเล่นไฟ
สัปดาห์ที่ผ่านมา ดัชนีดาวโจนส์ทำสถิติสูงสุดเป็นประวัติการณ์ติดต่อกันหลายวัน
สัปดาห์ที่ผ่านมา ดัชนีดาวโจนส์ทำสถิติสูงสุดเป็นประวัติการณ์ติดต่อกันหลายวัน
ตลาดหลักทรัพย์ของเราเอง หากไม่นับช่วงเวลาสั้นๆ ประมาณ 2 สัปดาห์ตอนปลายปีต้นปี พ.ศ. 2536-2537 ดัชนีก็สูงสุดเป็นประวัติการณ์เช่นกัน
แรงจูงใจให้ผมเขียนเรื่องนี้เกิดขึ้นเมื่อไม่กี่วันก่อน ขณะนั่งอ่านหนังสืออยู่ในร้านกาแฟแห่งหนึ่ง มีเสียงเด็กหนุ่ม 2-3 คนจากโต๊ะข้างๆ คุยกันเรื่องตลาดหุ้น ผมไม่ได้สนใจอะไรมาก จนกระทั่งหนุ่มคนหนึ่งบ่นเสียงดังว่า กลับบ้านเย็นนั้นคงถูกแม่ด่า เพราะเล่นหุ้นผิดตัว ตัวอื่นๆ ขึ้นกันใหญ่ แต่ตัวที่ซื้อราคากลับลดลง
ผมชำเลืองดู สังเกตจากรูปลักษณ์น่าจะเป็นนักเลงหุ้นหน้าใหม่ที่เพิ่งเข้ามาเพราะแรงดึงดูดของตลาดขาขึ้น อีกทั้งเงินที่เอามาเล่นก็คงไม่ใช่เงินที่หามาได้เอง แต่ขอพ่อแม่มา เพราะถ้าเป็นเงินของตัวเอง และไม่อยากถูกตำหนิ ก็คงไม่เล่ารายละเอียดให้ฟังว่าลงในหุ้นตัวไหนบ้าง
หากเป็นจริงอย่างที่ผมคิด ตลาดหุ้นไทยก็คงเริ่มเข้าสู่ภาวะฟองสบู่ ซึ่งมีความหมายว่า สักวันเมื่อฟองสบู่แตก หุ้นจำนวนมากจะมีราคาต่ำกว่าระดับปัจจุบัน
ที่แปลกใจนิดๆ คือ เหตุใดหน่วยงานราชการที่เกี่ยวข้องหลายๆ หน่วยงาน จึงยังไม่มีใครทำอะไร ผมไม่ได้ยินแม้แต่เสียงเตือนนักลงทุนให้ระมัดระวังการขาดทุน ตลอดจนให้ระวังตัวไม่ให้ตกเป็นเหยื่อของนักปั่นหุ้น
เจ้าหน้าที่รัฐบางคนอาจเริ่มรู้สึกว่าตลาดหุ้นร้อนแรงเกินไปแล้ว แต่เป็นไปได้ที่ไม่อยากเป็นคนแรกที่ออกมาเตือนให้เสียบรรยากาศ เพราะทราบดีว่ารัฐบาลอยากเห็นหุ้นขึ้น จะได้ช่วยการขยายตัวของเศรษฐกิจ
ส่วนตัวผมเชื่อว่า หุ้นในกลุ่ม 50 หรือ 100 ตัวแรก ส่วนใหญ่ราคายังไม่สูงจนน่าเกลียด แต่ที่เป็นห่วงคือ หุ้นตัวเล็กๆ กลางๆ หลายตัว ที่จู่ๆ ราคาก็สูงขึ้นหลายสิบเปอร์เซ็นต์ หรือเป็นเท่าตัว ภายในเวลาเพียงไม่กี่วัน หรือไม่กี่สัปดาห์ ในขณะที่ปริมาณซื้อขายก็สูงกว่าที่เคยเป็นนับสิบเท่า
หุ้นบางตัวเคยมีสัดส่วนระหว่างราคากับผลกำไร หรือพีอี ในระดับประมาณ 10 เท่า แต่ปัจจุบันพีอีได้ขยับขึ้นไปถึงระดับ 4050 เท่าก็มี
นี่เป็นสัญญาณหนึ่งของการปั่นหุ้น ซึ่งตลาดหลักทรัพย์ ก.ล.ต. หรือแม้แต่ ธปท. ก็น่าจะทราบดี หากเกิดกับหุ้นเพียง 1 หรือ 2 ตัว ก็อาจเป็นเพราะมีเหตุผลอื่นที่เป็นข้อยกเว้น แต่ถ้าเกิดกับหลายๆ ตัวในเวลาไล่เลี่ยกัน ก็ไม่น่าจะเป็นความบังเอิญ
คนส่วนใหญ่อาจรู้สึกว่า การปั่นหุ้นเป็นเรื่องของเจ้าของบริษัท เป็นเรื่องธุระไม่ใช่ เราเป็นคนนอกหากไม่เข้าไปยุ่งเกี่ยวก็ไม่เกิดปัญหา
แต่ในความเป็นจริงปัญหามีมากกว่านั้น เพราะการปั่นหุ้นเป็นการเจตนาหลอกลวงให้คนบริสุทธิ์ ซึ่งโดยธรรมชาติมีความโลภอยู่ในตัว ให้เข้ามาติดกับ โดยใช้จิตวิทยาพื้นฐานที่ไม่ต่างจากแชร์ลูกโซ่เท่าไรนัก
หลายคนคงจำเรื่องแชร์ลูกโซ่ที่เคยเฟื่องฟูในอดีตได้ คนที่ไม่ได้เล่นหุ้นในวันนี้มักจะรู้สึกตกรถเหมือนคนที่ไม่ได้เล่นแชร์แม่ชม้อยสมัยนั้น
การปั่นหุ้นทำได้ค่อนข้างง่ายในช่วงตลาดขาขึ้น และทำได้ง่ายกว่าสำหรับบริษัทที่การถือครองหุ้นส่วนใหญ่อยู่ในมือของคนกลุ่มเดียว หรือไม่กี่กลุ่ม
การปั่นมักจะมีคนในวงการหลักทรัพย์ให้ความร่วมมือ หรือช่วยทำ เพราะคนเหล่านี้จะทราบเทคนิค วิธีการ รวมทั้งอาจมีประสบการณ์มาแล้วในอดีต
วิธีปั่นหุ้น จะสำเร็จต้องทำให้ทุกฝ่ายรู้สึกว่าได้ประโยชน์ เริ่มต้นด้วยการโยนหุ้นไปมาเพื่อเพิ่มปริมาณซื้อขายและดันราคาให้ขยับสูงขึ้น ในรูปแบบที่ทำให้เกิดสัญญาณเทคนิคของหุ้นขาขึ้น สัญญาณบวกนี้จะดึงดูดความสนใจของนักลงทุนรายอื่นๆ ในตลาด โดยเฉพาะอย่างยิ่งกลุ่มที่ลงทุนโดยไม่ศึกษาปัจจัยพื้นฐาน หรือเพียงติดตามข่าวสารอย่างผิวเผิน
เมื่อกลุ่มใหม่เริ่มเข้ามาซื้อ ก็จะยิ่งช่วยดันราคาให้สูงขึ้นไปอีก กลายเป็นวงจรที่ให้ผลประโยชน์กับทุกฝ่ายที่เข้ามามีส่วนร่วม จนกว่าฟองสบู่จะแตก
เมื่อฟองสบู่แตก กลุ่มที่มีข้อมูลภายในมักจะได้กำไรก้อนโตไปแล้ว หรือผ่องถ่ายหุ้นออกไปในราคาสูงได้มากแล้ว ปล่อยให้กลุ่มแมลงเม่าติดกับหุ้นที่ซื้อมาในราคาสูงกว่าปัจจัยพื้นฐานเป็นอันมาก
ในระยะสั้น ฟองสบู่ในตลาดหุ้นทำให้เศรษฐกิจเฟื่องฟู จำนวนคนเล่นหุ้นมีมากกว่าปกติ และต่างรู้สึกร่ำรวยขึ้น เงินทองหาง่ายขึ้น การจับจ่ายใช้สอยจึงสูงขึ้นเป็นเงาตามตัว ช่วยหนุนการบริโภคโดยรวมในระบบเศรษฐกิจ
อีกด้านหนึ่ง ทั้งบริษัทเก่าและบริษัทใหม่ในตลาดหลักทรัพย์ต่างสามารถระดมทุนได้สะดวกขึ้น เงินทุนที่ระดมได้ถูกนำไปขยายธุรกิจเดิมบ้าง ลงทุนใหม่บ้าง ซึ่งก็มีส่วนช่วยในการกระตุ้นเศรษฐกิจเช่นกัน
แต่ผลดีระยะสั้นมักจะไม่คุ้มกับผลเสียระยะยาวเมื่อฟองสบู่แตก
เมื่อถึงเวลานั้น ราคาหุ้นจะตกต่ำลงอย่างรวดเร็ว คนเล่นหุ้นจะรู้สึกยากจนลง ใช้จ่ายน้อยลง หนี้เสียในระบบเพิ่มขึ้น ราคาสินทรัพย์ลดลง ฐานะของธุรกิจส่วนใหญ่แย่ลง มีกำลังผลิตเหลือ หรือมิฉะนั้นก็อาจเป็นการลงทุนผิดทาง จากกำไรอาจพลิกเป็นขาดทุน ซึ่งก็จะยิ่งกดราคาหุ้นให้ตกต่ำต่อเนื่องลงไปอีก
กลายเป็นวงจรอุบาทว์ที่อาจต้องใช้เวลาหลายปีกว่าจะถึงจุดต่ำสุด และโงหัวกลับขึ้นมาอีกครั้งหนึ่ง
กล่าวกันว่า ภาวะฟองสบู่ เมื่อถึงเวลาจะเกิด เป็นเรื่องที่ห้ามหรือป้องกันได้ยาก และสามารถเกิดขึ้นได้แม้ว่าความเชื่อมั่นในภาวะเศรษฐกิจโดยรวมจะไม่อยู่ในระดับสูง
หุ้นขึ้นรอบนี้เป็นตัวอย่างที่ดี กล่าวคือมีน้อยคนที่รู้สึกว่าเป็นเพราะรัฐบาลบริหารเศรษฐกิจถูกทาง จึงไม่ใคร่มีใครให้เครดิตรัฐบาล มิฉะนั้นคงไม่แพ้การเลือกตั้งผู้ว่าฯ กทม.
แต่ถึงจะป้องกันได้ยาก ผมก็ยังอยากเห็นแต่ละหน่วยงานภาครัฐที่เกี่ยวข้องทำหน้าที่ของตนอย่างเต็มความสามารถ เช่นในการตรวจสอบบริษัทที่สงสัยว่าจะมีการปั่นหุ้น ในการป้องกัน ปราบปราม และลงโทษผู้กระทำผิดเกี่ยวกับการปั่นหุ้น ตลอดจนในการควบคุมสถาบันการเงินที่ให้สินเชื่อโดยมีหุ้นเป็นหลักประกัน เป็นต้น
แต่ที่ผมเป็นห่วงมากที่สุด คือกลุ่มผู้ลงทุนรายย่อยที่ชอบลงทุนในลักษณะแห่ตามกัน ลงทุนตามคำแนะนำ หรือตามสัญญาณเทคนิค โดยไม่ได้ศึกษาปัจจัยพื้นฐาน
คนกลุ่มนี้จะเป็นกลุ่มที่บาดเจ็บล้มตายมากที่สุด เมื่อฟองสบู่แตก







