
เขื่อนสาละวิน : ความรวบรัดในสัรติภาพอันรางเลือน
ปลายเดือน ก.พ.ที่ผ่านมา มีรายงานข่าวว่า รมช.พลังงานไฟฟ้าพม่า แจ้งต่อรัฐสภาว่าได้อนุมัติ 6 โครงการเขื่อนสาละวินในพม่า ได้แก่ ในพื้นที่รัฐฉาน รัฐคะยา (คะเรนนี) และรัฐกะเหรี่ยง ผลิตไฟฟ้าได้รวม 1.5 หมื่นเมกะวัตต์ เขื่อนเหล่านี้ได้แก่ เขื่อนสาละวินตอนบน หรือกุ๋นโหลง เขื่อนมายตง หรือเขื่อนท่าซาง เขื่อนหนองผา เขื่อนมานตอง (บนแม่น้ำสาขา) และเขื่อนยวาติ๊ด เป็นการลงทุนโดยบริษัทจีน 5 แห่ง กฟผ.อินเตอร์ของไทย และบริษัทพม่า 3 แห่ง
ปลายเดือน ก.พ.ที่ผ่านมา มีรายงานข่าวว่า รมช.พลังงานไฟฟ้าพม่า แจ้งต่อรัฐสภาว่าได้อนุมัติ 6 โครงการเขื่อนสาละวินในพม่า ได้แก่ ในพื้นที่รัฐฉาน รัฐคะยา (คะเรนนี) และรัฐกะเหรี่ยง ผลิตไฟฟ้าได้รวม 1.5 หมื่นเมกะวัตต์ เขื่อนเหล่านี้ได้แก่ เขื่อนสาละวินตอนบน หรือกุ๋นโหลง เขื่อนมายตง หรือเขื่อนท่าซาง เขื่อนหนองผา เขื่อนมานตอง (บนแม่น้ำสาขา) และเขื่อนยวาติ๊ด เป็นการลงทุนโดยบริษัทจีน 5 แห่ง กฟผ.อินเตอร์ของไทย และบริษัทพม่า 3 แห่ง
กว่าทศวรรษที่ผ่านมามีการวางแผนโครงการเขื่อนบนแม่น้ำสาละวินทั้งหมด 13 โครงการในเขตประเทศจีน และอีก 6 โครงการบนลุ่มน้ำทางตอนล่างในพม่า และชายแดนไทยพม่า
ที่ผ่านมามีข้อมูลจากในพื้นที่เขื่อนเหล่านี้ออกมาสู่สาธารณะน้อยมาก เนื่องจากความไม่สงบในรัฐชาติพันธุ์ในพม่า เครือข่ายสาละวินวอตช์จึงรวบรวมข้อมูลที่เกี่ยวข้องกับโครงการเขื่อนทางตอนล่าง ซึ่งมีความเคลื่อนไหวและความคืบหน้า ดังนี้
โครงการเขื่อนกุ๋นโหลง
ตั้งอยู่ตอนเหนือของรัฐฉาน เขตปกครองของกองกำลังโกก้าง ใกล้ชายแดนจีน กำลังผลิต 1,400 เมกะวัตต์ ส่งให้ประเทศจีนโดยเชื่อมต่อกับระบบสายส่งจีนใต้ ข้อมูลจากบริษัท Hydrochina Kunmig Engineering ระบุว่า มีหมู่บ้านหลายแห่งที่จะได้รับผลกระทบใน 6 เมือง โดยมีการจัดทำรายการการศึกษาผลกระทบสิ่งแวดล้อม (EIA) ไปแล้ว แต่ไม่มีการเปิดเผยข้อมูล และมีการก่อสร้างโครงการอย่างลับๆ โดยคืบหน้าไปมากแล้ว
เมื่อปี 2553 กองทัพพม่าได้ส่งกำลังเข้าไปโจมตีกองกำลังโกก้าง ซึ่งไม่ยอมเข้าเป็นกองกำลังคุ้มครองชายแดน (BGF) ตามนโยบายของกองทัพพม่า ส่งผลให้ประชาชนกว่า 3 หมื่นคน ต้องอพยพหนีการสู้รบไปยังชายแดนจีน
โครงการเขื่อนหนองผา
ตั้งอยู่ในเขตปกครองพิเศษของกองกำลังสหรัฐว้า (UWSA) ในรัฐฉาน มีการลงนามบันทึกข้อตกลงเพื่อพัฒนาโครงการเมื่อครั้งที่ สีจิ้นผิง รองประธานาธิบดีจีน เดินทางเยือนพม่าในปี 2553 ล่าสุดปลายเดือน ก.พ.ที่ผ่านมา กองทัพพม่าได้ส่งกำลังพลกว่า 1,000 นาย เข้าล้อมพื้นที่กองกำลังไทยใหญ่ ซึ่งเป็นจุดยุทธศาสตร์และเป็นบริเวณติดกับพื้นที่ของว้า ทหารพม่าส่งสัญญาณเข้าโจมตีว้าในอนาคตอันใกล้ ซึ่งบริเวณที่จะสร้างเขื่อนจึงตั้งอยู่ในพื้นที่การสู้รบ
โครงการเขื่อนท่าซาง
มีชื่อเรียกหลายชื่อ อาทิ เขื่อนสาละวินตอนเหนือ หรือเขื่อนมายตง ตามชื่อเมืองโต๋น ที่ตั้งเขื่อนในรัฐฉาน เป็นการร่วมทุนของ กฟผ.อินเตอร์ บริษัท China Three Gorges Corp กำลังผลิต 7,000 เมกะวัตต์ โดย กฟผ.อินเตอร์ ถือหุ้น 56.5% มีวงเงินลงทุนรวม 3.6 แสนล้านบาท และระบุว่าจะเสนอขายไฟฟ้าให้แก่ กฟผ. ได้ในกลางปี 2556
แม้จะมีการเจรจาสันติภาพระหว่างกองกำลังไทยใหญ่ SSA และรัฐบาลพม่า แต่มีการเพิ่มจำนวนทหารพม่าเข้ามาในพื้นที่อย่างต่อเนื่อง และมีการปะทะอยู่ตลอด ทำให้ประชาชนไม่สามารถกลับคืนสู่บ้านเดิมได้ สำหรับชาวบ้านแล้วยากที่จะเชื่อว่าจะไม่มีการสู้รบและกลับไปอยู่หมู่บ้านเดิมอย่างสงบและปลอดภัย
ตั้งแต่ปลายปี 2555 มีคณะวิศวกรและคนงานชาวจีนและพม่าประมาณ 100 คนเข้ามาทำงาน มีที่ทำการของบริษัทจีน ไทย และพม่า มีข้อมูลว่าได้มีการย้ายที่ตั้งเขื่อนจากบ้านท่าศาลา จุดสร้างเขื่อนเดิมที่วางแผนไว้ ขึ้นไปตามลำน้ำประมาณ 10 กิโลเมตร ซึ่งคาดว่าจะทำให้น้ำท่วมเข้าแม่น้ำปาง และเมืองกุ๋นเฮง ซึ่งเป็นเมืองบนเส้นทางสำคัญของรัฐฉานระหว่างตองยีเชียงตุงท่าขี้เหล็ก
เมืองกุ๋นเฮง หรือเมืองพันเกาะ อยู่บนแม่น้ำปางที่มีระบบนิเวศเป็นเอกลักษณ์ คือ แม่น้ำแตกสาขาทำให้เกิดเกาะน้อยใหญ่มากมาย และน้ำตกที่ลดหลั่นกันไป เป็นระบบนิเวศที่งดงามและมีความหลากหลายทางชีวภาพ โดยเฉพาะพันธุ์ปลาที่คนไทยใหญ่รู้จัก “ปลาน้ำปาง” ที่มีรสชาติอร่อย
สำหรับพื้นที่ป่ารอบๆ เขื่อนท่าซาง หลายปีที่ผ่านมามีการสัมปทานทำไม้ ทำให้ป่าไม้ที่เคยอุดมสมบูรณ์ถูกตัดออกไปเป็นจำนวนมาก
นอกจากนั้น ตลอดลำน้ำสาละวินในรัฐฉาน มีชาวจีนใช้เรือขุดทองเกือบ 200 ลำ ระหว่างสะพานข้ามน้ำท่าก้อ สาละวิน และเมืองปูหลง การขุดทองดังกล่าวทำลายระบบนิเวศของแม่น้ำเป็นอย่างมาก และไม่มีใครรับรองได้ว่ากระบวนการนี้ปล่อยสารพิษใดลงสู่แม่น้ำบ้าง
โครงการเขื่อนยวาติ๊ด
ใกล้จุดที่แม่น้ำปายบรรจบแม่น้ำสาละวิน ในรัฐคะยา (คะเรนนี) เป็นโครงการของบริษัท ต้าถัง (Datang) จากจีน ข้อมูลจากเว็บไซต์ของบริษัทต้าถัง ณ เดือน มี.ค. 2556 ระบุว่ามีกำลังผลิตสูงถึง 4,500 เมกะวัตต์
กลุ่มสิ่งแวดล้อมคะเรนนี รายงานว่ามีการสัมปทานทำไม้อย่างมหาศาลในพื้นที่รอบๆ เขื่อนยวาติ๊ด ส่วนหมู่บ้านรอบๆ เขื่อนยวาติ๊ดได้อพยพหนีภัยสงครามออกจากพื้นที่ไปกว่าสิบปีแล้ว หมู่บ้าน 212 แห่ง ในพื้นที่ลุ่มน้ำสาละวินในรัฐคะเรนนี ถูกกวาดล้างครั้งใหญ่ในปี 2539 ประชากรอย่างน้อย 3.7 หมื่นคน ต้องอพยพสู่ชายแดนไทยจนถึงปัจจุบัน
ในปี 2554 มีการตั้งค่ายทหารของกองกำลังรักษาชายแดนของกองทัพพม่า (BGF) และมีกองกำลังพิเศษที่มีภารกิจรักษาความปลอดภัยของคณะสร้างเขื่อนชาวจีน
โครงการเขื่อนฮัตจี
ตั้งอยู่ในรัฐกะเหรี่ยง ห่างจากชายแดนไทยพม่า ที่บ้านสบเมย จ.แม่ฮ่องสอน 47 กิโลเมตร ลงทุนโดย กฟผ.อินเตอร์ ร่วมกับบริษัท ไซโนไฮโดร จากจีน มีกำลังผลิตติดตั้ง 1,360 เมกะวัตต์ มูลค่าลงทุน 8 หมื่นล้านบาท ถูกชาวบ้านในฝั่งไทยแถบ อ.แม่สะเรียง และสบเมย จ.แม่ฮ่องสอน คัดค้านมาโดยตลอด เนื่องจากกังวลผลกระทบข้ามแดนต่อระบบนิเวศ พันธุ์ปลา การประมง และอ่างเก็บน้ำของเขื่อนอาจท่วมมาถึงพื้นที่ทำกินและอาศัยของหลายหมู่บ้านริมแม่น้ำสาละวิน
ช่วงกลางปี 2552 กองทัพพม่าร่วมกับกองกำลังกะเหรี่ยงพุทธ (DKBA) โจมตีพื้นที่ของกองกำลังกะเหรี่ยงเคเอ็นยูในพื้นที่พะอัน ชาวบ้าน 3,500 คน ต้องหนีภัยมายังประเทศไทย อาศัยอยู่ในเขต อ.ท่าสองยาง จ.ตาก พื้นที่สู้รบดังกล่าวห่างจากพื้นที่สร้างเขื่อนฮัตจีเพียงประมาณ 17 กิโลเมตร และใกล้เคียงแนวตัดถนนจากชายแดนไทยเข้าสู่หัวงานเขื่อน ตลอดจนแนวสายส่งไฟฟ้าสู่ชายแดนที่ จ.ตาก
สิ่งเหล่านี้แสดงให้เห็นว่าพื้นที่ก่อสร้างเขื่อนฮัตจีและบริเวณใกล้เคียงยังคงเป็นพื้นที่สู้รบ และยังมีประชาชนอพยพออกมาจากพื้นที่เนื่องจากความขัดแย้งดังกล่าว
ในส่วนของไทย สำนักนายกรัฐมนตรีในช่วงปี 2552 ได้แต่งตั้งคณะอนุกรรมการเพื่อศึกษาและติดตามผลกระทบด้านสิทธิมนุษยชนจากโครงการนี้ และได้จัดเวทีรับฟังความคิดเห็นจากผู้ได้รับผลกระทบ คณะอนุกรรมการมีข้อเสนอให้รัฐบาลทำการศึกษาผลกระทบข้ามพรมแดนครอบคลุมหมู่บ้านในฝั่งไทย แต่จวบจนปัจจุบันยังไม่มีการศึกษาดังกล่าว
ช่วงที่ผ่านมา กฟผ. มีความเคลื่อนไหวเพื่อผลักดันโครงการอย่างต่อเนื่อง มีการเจรจากับผู้นำกะเหรี่ยงเคเอ็นยูหลายครั้ง ชาวบ้านในพื้นที่ อ.สบเมย รายงานว่ามีคณะของ กฟผ.และบริษัทจีนลงสำรวจแม่น้ำสาละวินอย่างต่อเนื่อง
ที่ผ่านมากองทัพ KNU เรียกร้องให้ยุติโครงการเขื่อนฮัตจีจนกว่าจะมีแนวทางสันติภาพชัดเจนในพม่า แต่ด้วยแรงกดดันจากบริษัทจีนและ กฟผ. เป็นเหตุให้ทาง KNU ต้องยินยอมให้มีการสำรวจพื้นที่สร้างเขื่อน
พอเส่งทวา นักสิ่งแวดล้อมชาวกะเหรี่ยง กล่าวว่า “รัฐบาลพม่าควรแสดงความจริงใจที่จะยุติโครงการพัฒนาขนาดใหญ่ในพื้นที่กลุ่มชาติพันธุ์ จนกว่าจะมีสันติภาพและการปฏิรูปการเมืองอย่างแท้จริง เพื่อประกันสิทธิของชุมชนที่ได้รับผลกระทบ และฝ่ายนักลงทุนกำลังทำลายความหวังของชาวกะเหรี่ยงที่อยากเห็นสันติภาพถาวร”







