
ซักเดือดหาชายชุดดำธาริตปัดแค่กลุ่มไม่ทราบฝ้าย
โดย...ชัยรัตน์ พัชรไตรรัตน์
โดย...ชัยรัตน์ พัชรไตรรัตน์
เป็นอีกครั้งกับการได้เห็นท่าที ธาริต เพ็งดิษฐ์ อธิบดีกรมสอบสวนคดีพิเศษ (ดีเอสไอ) ต่อการหาความกระจ่างชายชุดดำอยู่ในเหตุการณ์การชุมนุมทางการเมือง เมื่อเดือน เม.ย.พ.ค. 2553 หรือไม่
ธาริต ได้รับเชิญจากคณะกรรมาธิการ (กมธ.) การพัฒนาการเมือง การสื่อสารมวลชน และการมีส่วนร่วมของประชาชน สภาผู้แทนราษฎร ให้มาชี้แจง
ธาริต กล่าวตอนหนึ่งว่า ดีเอสไอไม่มีหน้าที่ประเมินสถานการณ์ชุมนุม แต่รับผิดชอบคดีความไม่สงบที่ถูกยกระดับมาเป็นคดีพิเศษ และยืนยันว่าการประชุมใน ศอฉ.ไม่มีการพูดเรื่องชายชุดดำ แต่มีการระบุถึงกองกำลังไม่ทราบฝ่าย
“หากที่ประชุมจะแปลว่ากองกำลังไม่ทราบฝ่าย คือ ชายชุดดำ ผมก็ไม่เห็นด้วย และไม่ทราบว่าพูดถึงเรื่องนี้เพื่อประโยชน์หรือวัตถุประสงค์อะไร แต่ที่แน่ๆ ในคดีที่ผู้บริหาร ศอฉ.ได้ถูกดำเนินคดีโดยดีเอสไอข้อหาก่อให้ผู้อื่นฆ่าคนตายโดยเจตนา มีผู้ต้องหา 2 คน คือ ท่านอภิสิทธิ์ เวชชาชีวะ และท่านสุเทพ เทือกสุบรรณ แต่ทั้งสองท่านก็ได้แจ้งข้อหากับผมและเจ้าหน้าที่ดีเอสไออีก 3 คน และคดีก่อการร้ายยืนยันอีกครั้งมีแต่กองกำลังไม่ทราบฝ่าย ซึ่งดำเนินคดีทั้งสองฝ่าย ทั้งกลุ่ม นปช. และ ศอฉ. แต่ดำเนินคดีได้แค่ 2 ท่านในฐานะผู้บริหาร แต่ยังไม่ได้ส่งสำนวนให้อัยการ”
ระหว่างนั้น ธาริต กล่าวขึ้นมาว่า จากการตรวจสอบอำนาจหน้าที่ของ กมธ. แม้สามารถตรวจสอบการใช้อำนาจรัฐได้ แต่การซักถามงานของดีเอสไอน่าจะได้รับการคุ้มครองตาม พ.ร.บ.ข้อมูลข่าวสารราชการและการให้ข้อมูลทำให้การบังคับใช้กฎหมายในกระบวนการยุติธรรมเสื่อมเสียก็คงเป็นข้อจำกัด
ทำให้ ศุภชัย ศรีหล้า สส.อุบลราชธานี ในฐานะประธาน ยืนยันว่า กมธ.ใช้อำนาจตาม พ.ร.บ.คําสั่งเรียกของคณะ กมธ.สภาผู้แทนฯ และวุฒิสภาปี 2554 ซึ่ง กมธ.มีอำนาจพิจารณาสืบสวนใดๆ ครอบคลุมถึงเรื่องชายชุดดำ และเหตุการณ์ทางการเมืองต่างๆ
บรรยากาศห้องประชุมเพิ่มอุณหภูมิร้อนเมื่อ วัชระ เพชรทอง สส.ประชาธิปัตย์ รองประธาน สอบถาม ธาริต ว่า “มาให้ข้อมูลด้วยความเต็มใจ หรือเพราะสภาพบังคับของกฎหมาย” ธาริต ตอบทันทีว่า “ผมมาด้วยหน้าที่ตามกฎหมาย ไม่สมัครใจมา”
การตอบโต้ไปมาไม่ยุติ ทำให้ธาริตย้ำทิ้งท้าย กมธ.ทำเกินหน้าที่ ตนเองเป็นข้าราชการประจำ ไม่ใช่ลูกไล่ฝ่ายการเมือง ก่อนยกมือไหว้ลา คว้าเอกสารรีบออกจากห้องทันที







