
หนี้ท่วมแผ่นดิน
ทีดีอาร์ไอเตือนจำนำข้าวคอร์รัปชันทำหนี้สาธารณะสูงถึง80%ภายใน5ปีเศรษฐกิจจะขยายตัวต่ำกว่าเป้าหมาย
ทีดีอาร์ไอเตือนจำนำข้าวคอร์รัปชันทำหนี้สาธารณะสูงถึง80%ภายใน5ปีเศรษฐกิจจะขยายตัวต่ำกว่าเป้าหมาย
ทีดีอาร์ไอ เตือนหนี้สาธารณะพุ่งทะลุ 70-80% หากรัฐไม่เลิกนโยบายประชานิยม
นายสมชัย จิตสุชน ผู้อำนวยการวิจัยด้านการพัฒนาอย่างทั่วถึง สถาบันวิจัยเพื่อการพัฒนาประเทศไทย (ทีดีอาร์ไอ) คาดการณ์แนวโน้มหนี้สาธารณะของประเทศไทยว่า ไทยมีความเสี่ยงที่จะมีหนี้สาธารณะสูงถึง 70-80% ของผลิตภัณฑ์มวลรวมในประเทศ (จีดีพี) ภายใน 5 ปี
สำหรับปัจจัยเสี่ยงที่จะสร้างภาระต่อหนี้สาธารณะ ได้แก่ โครงการรับจำนำข้าวจากการวิจัยคาดว่าในปีแรกจะมีการขาดทุน 1.7 แสนล้านบาท และเพิ่มเป็นปีละ 2 แสนล้านบาท หากยังเดินหน้านโยบายนี้อย่างต่อเนื่อง
ต่อมาคือการลงทุนในโครงสร้างพื้นฐาน 2.2 ล้านล้านบาท แม้จะเป็นโครงการลงทุนที่จำเป็น แต่รัฐบาลต้องป้องกันเรื่องคอร์รัปชัน และต้องใช้เงินอย่างมีประสิทธิภาพ การใช้จ่ายของภาครัฐ โดยเฉพาะงบประจำที่คาดว่าน่าจะเพิ่มขึ้นอย่างน้อย 710% ทุกปี ในส่วนนี้ต้องดูเรื่องงบรักษาพยาบาลของราชการด้วย เพื่อไม่ให้เป็นภาระต่องบประมาณในอนาคต
“หนี้ในระดับดังกล่าวถือว่าอันตราย เพราะสูงกว่ากรอบความยั่งยืนทางการคลังที่กำหนดว่าหนี้ต้องไม่เกิน 60% ของจีดีพี” นายสมชัย กล่าว
ทั้งนี้ หากปรับลดการขาดทุนที่เกิดจากโครงการจำนำข้าวลงให้เหลือไม่เกินปีละ 7 หมื่นล้านบาท จะช่วยเพิ่มพื้นที่ทางการคลังเท่ากับ 5% ของรายได้ประชาชาติได้ในระยะเวลา 5 ปี ซึ่งจะช่วยสร้างความเชื่อมั่นที่ดีขึ้นให้กับรัฐบาลไทยสำหรับปัจจัยเสี่ยงที่ต้องจับตาที่เป็นภาระต่อหนี้สาธารณะได้แก่การทำโครงการรับจำนำข้าวทุกเม็ดของรัฐบาล ซึ่งจากสมมุติฐานคาดว่าในปีแรกจะมีการขาดทุนถึง 1.7 แสนล้านบาท และเพิ่มเป็นปีละ 2 แสนล้านบาทหากยังเดินหน้านโยบายนี้อย่างต่อเนื่อง , การลงทุนในโครงสร้างพื้นฐาน 2.2 ล้านล้านบาท แม้จะเห็นว่าเป็นโครงการที่มีความจำเป็นต้องลงทุนเพราะจะมีผลทำให้เศรษฐกิจขยายตัว แต่รัฐบาลต้องป้องกันเรื่องคอรัปชั่นเพื่อให้ใช้เม็ดเงินได้อย่างมีประสิทธิภาพ , การจับจ่ายใช้สอยของภาครัฐ โดยเฉพาะงบประจำที่คาดว่าน่าเพิ่มขึ้นอย่างน้อย 7 10 % ทุกปี ในส่วนนี้ต้องดูเรื่องงบรักษาพยาบาลของราชการด้วยเพื่อไม่ให้เป็นภาระต่องบประมาณ
ทั้งนี้หากมีการปรับลดการขาดทุนที่เกิดจากโครงการจำนำข้าวลงให้เหลือไม่เกินปีละ 7 หมื่นล้านบาทจะช่วยเพิ่มพื้นที่ทางการคลังเท่ากับ 5 % ของรายได้ประชาชาติได้ในระยะเวลา 5 ปี ซึ่งจะช่วยสร้างความเชื่อมมั่นให้กับรัฐบาลไทยอย่างมีนัยสำคัญยิ่ง
" รัฐบาลควรมีการสร้างพื้นที่ทางการคลังเพิ่มขึ้นในระยะ 5 ปีข้างหน้าเนื่องจากยังมีความเสี่ยงของแนวโน้มหนี้สาธารณะที่สูงเกินไป แม้รัฐบาลควรลงทุนในโครงสร้างพื้นฐานเพื่อสนับสนุนและรองรับการขยายตัวทางเศรษฐกิจในอนาคต แต่ควรพิจารณาปรับลดการใช้จ่ายในโครงการพิเศษที่ใช้งบประมาณสูงเกินจำเป็น เช่น โครงการรับจำนำข้าว ควบคุมการขยายตัวของรายจ่ายประจำ และปรับเพิ่มรายได้จากภาษีบางประเภท ทั้งนี้เพื่อให้สอดคล้องกับหลักการบริหารความเสี่ยงที่เหมาะสม " นายสมชัยกล่าว
นอกจากนี้รัฐบาลควรส่งเสริมมาตรการอื่น ๆ เช่น การพัฒนาคน การศึกษา แรงงาน การพัฒนาเทคโนโลยี การพัฒนาสถาบันหลักของเศรษฐกิจ ทั้งภาคการเมือง ราชการ เอกชน เพื่อให้การขยายตัวระดับสูงมีความยั่งยืน ไม่เพียงหวังพึ่งการอัดฉีดลงทุนเท่านั้น อีกทั้งจะทำให้ประเทศไทยหลุดพ้นจากกับดักประเทศรายได้ปานกลางได้อย่างแท้จริง
สำหรับปัจจัยเสี่ยงระยะสั้นคือ เศรษฐกิจอาจขยายตัวต่ำกว่า45% ซึ่งได้รับผลกระทบจากเศรษฐกิจโลกที่ขยายตัวชะลอลง จะส่งผลให้หนี้สาธารณะของไทยพุ่งสูงขึ้นมาก ซึ่งส่วนหนึ่งเกิดมาจากระบบภาษีของไทยที่มีความอ่อนไหวต่อสภาวะเศรษฐกิจสูง โดยเฉพาะในช่วงเวลาที่เศรษฐกิจมีปัญหา อัตราดอกเบี้ยแท้จริงอาจปรับตัวขึ้นในระยะ 2 ปีข้างหน้า ตามการฟื้นตัวของเศรษฐกิจสหรัฐอเมริกาและยุโรป ซึ่งอาจจะส่งผลให้ภาระหนี้และยอดหนี้เพิ่มขึ้นอย่างรวดเร็ว
ขณะที่ปัจจัยเสี่ยงระยะยาว เห็นว่าไทยยังไม่มีความชัดเจนว่าจะหลุดพ้นจากกับดักประเทศที่มีรายได้ปานกลางได้หรือไม่เนื่องจาก ปัจจัยการผลิตและทรัพยากรมนุษย์และแรงงาน รวมถึงโครงสร้างพื้นฐานของไทย ไม่เอื้อต่อการหลุดพ้นออกจากกับดักดังกล่าว รวมทั้งรัฐบาลยังไม่มีแผนการปรับระบบภาษีอย่างที่ควรเป็น รัฐยังไม่สามารถเพิ่มรายได้ภาษีจากภาษีบางประเภทได้ เช่น ภาษีที่ดินและสิ่งปลูกสร้าง ภาษีมูลค้าเพิ่มหรือ VAT เป็นต้น







