
จำนำข้าวแผลงฤทธิ์เบียดแผนลงทุนรัฐบิดเบี้ยว
ในที่สุดแล้วพิษจากโครงการรับจำนำข้าวเปลือกทุกเมล็ดของรัฐบาลที่ “บ่มหนอง” มา 1 ปีครึ่งก็ปริแตกเป็นบาดแผลปรากฏให้สาธารณชนได้ฉุกคิด เมื่อคณะรัฐมนตรี (ครม.)
โดย...บากบั่น บุญเลิศ/จตุพล สันตะกิจ
ในที่สุดแล้วพิษจากโครงการรับจำนำข้าวเปลือกทุกเมล็ดของรัฐบาลที่ “บ่มหนอง” มา 1 ปีครึ่งก็ปริแตกเป็นบาดแผลปรากฏให้สาธารณชนได้ฉุกคิด เมื่อคณะรัฐมนตรี (ครม.) วันที่ 12 มี.ค.ที่ผ่านมา มีมติอนุมัติการปรับปรุงแผนบริหารหนี้สาธารณะประจำปีงบประมาณ 2556 ครั้งที่ 1
เนื้อหาใจความหลักของแผนบริหารหนี้สาธารณะฉบับใหม่เป็นการ “เปิดทาง” ให้ธนาคารเพื่อการเกษตรและสหกรณ์การเกษตร (ธ.ก.ส.) กู้เงินเพื่อหมุนเวียนในโครงการรับจำนำสินค้าเกษตร โดยมีกระทรวงการคลังค้ำประกันเงินกู้ เพิ่มขึ้นจากเดิมที่ตีกรอบไว้ว่าจะใช้เงินแค่ 1.5 แสนล้านบาท เพิ่มเป็น 224,170 ล้านบาท หรือเพิ่มขึ้น 74,170 ล้านบาท
แม้ จุฬารัตน์ สุธีธร ผู้อำนวยการสำนักบริหารหนี้สาธารณะ (สบน.) ระบุว่า การเพิ่มการกู้เงินฯ เพื่อนำมาใช้ในการรับจำนำสินค้าเกษตร ทั้งข้าวเปลือก ยางพารา และมันสำปะหลัง
แต่ในข้อเท็จจริงปฏิเสธไม่ได้ว่าเงินกู้ก้อนใหม่จะถูกใช้ในโครงการรับจำนำข้าวเปลือกนาปี ปีการผลิต 2555/2556 และข้าวเปลือกนาปรัง ปีการผลิต 2556 ทั้งก้อนนั่นเอง
ทั้งนี้ เมื่อตามรอยแผนบริหารหนี้ฯ จะพบว่าเงินกู้ที่กระทรวงการคลังต้องค้ำประกันเฉพาะใช้จำนำข้าว 2.24 แสนล้านบาท หรือคิดเป็นเกือบ 50% ของเพดานการค้ำประกันหนี้เงินกู้ ที่ตามกฎหมายกำหนดให้กระทรวงการคลังจะสามารถค้ำประกันได้ไม่เกิน 20% ของวงเงินงบประมาณปี 2556
โดยงบประมาณปี 2556 มีวงเงินทั้งสิ้น 2.4 ล้านล้านบาท คิดเป็นวงเงินที่รัฐบาลสามารถกู้เงินและค้ำประกันได้ตามกฎหมายทั้งหมด 4.8 แสนล้านบาท
เรียกว่า งบลงทุนที่รัฐบาลจะต้องกู้มาใช้ในการลงทุนหรือเพื่อชดเชยการขาดดุลในปีงบประมาณ 2556 นั้นใช้สำหรับจำนำข้าวมากที่สุด ส่วนโครงการอื่นๆ ถูกเบียดตกขอบ
และที่สำคัญ การกู้เงินเพื่อนำไปใช้ในโครงการรับจำนำข้าวเปลือก เป็นปรากฏการณ์ที่ “ถมไม่เต็ม”
เพราะจากต้นทุนข้าวเปลือก จะพบว่าข้าวเปลือกทุกๆ ตันที่รัฐบาลรับจำนำเข้ามาและขายออกไปในรูปข้าวสาร รัฐบาลจะขาดทุน 5,000-6,000 บาทต่อตัน กรณี “ขายตามราคาตลาด” หรือต่ำกว่าราคาตลาดไม่มาก แต่หากขายใน “ราคาตุกติก” ก็จะขาดทุนสูงถึง 8,000-9,000 บาทต่อตัน
แต่ที่น่าห่วงกว่านั้นคือ ในช่วงเวลาต่อจากนี้ไปหรือช่วงที่เหลือของปีงบ 2556 อีก 6 เดือน กระทรวงการคลังจะไม่สามารถค้ำประกันเงินกู้ให้รัฐวิสาหกิจแห่งใดได้อีกแล้ว
เพราะวงเงินค้ำประกันและให้กู้ต่อที่กระทรวงการคลังค้ำประกันให้รัฐวิสาหกิจในขณะนี้อยู่ที่ 479,999.86 ล้านบาท เต็มเพดานการค้ำประกันตามกฎหมายการบริหารหนี้สาธารณะแล้ว
หากรัฐวิสาหกิจแห่งใดต้องการกู้เงินลงทุน โดยมีกระทรวงการคลังค้ำประกันหลังจากนี้ไปเป็นกรณีพิเศษ ก็จะหมดสิทธินั้นทันที
นั่นจะส่งผลให้โครงการใดที่ต้องการเงินลงทุนเร่งด่วนและไม่ปรากฏว่ามีค้ำประกันเงินกู้ตามแผนบริหารหนี้ฯ อยู่ก่อน มีอันต้องสะดุดหยุดลงแน่นอน
เว้นเสียแต่ว่า กระทรวงการคลังจะใช้วิธีเล่นแร่แปรธาตุเช่นเดียวกับการปรับปรุงแผนบริหารหนี้รอบนี้ที่ “จงใจ” ปรับลดวงเงินกู้เพื่อนำส่งกองทุนส่งเสริมการประกันภัยพิบัติ จากเดิมที่ตั้งไว้ 4.95 หมื่นล้านบาท แต่ปรับลงเหลือ 2,500 ล้านบาท หรือลดลงพรวดเดียว 4.7 หมื่นล้านบาท เพื่อนำมาโปะโครงการรับจำนำข้าวเปลือก
เป็นการปรับลดโดยการดึงเงินจากกองทุนส่งเสริมการประกันภัยพิบัติที่รัฐบาลเคยประกาศว่า นี่คือความจำเป็นเร่งด่วนที่ต้องกู้เงินมาเพื่อสร้างความมั่นใจให้กับนักลงทุนโดยไม่มีเสียงคัดค้านแม้แต่แอะเดียว
กรณีดังกล่าว พยุงศักดิ์ ชาติสุทธิผล ประธานสภาอุตสาหกรรมแห่งประเทศไทย (ส.อ.ท.) ในฐานะประธานกองทุนส่งเสริมการประกันภัยพิบัติ ระบุว่า การลดเงินนำส่งกองทุนส่งเสริมการประกันภัยพิบัติลง จะไม่ส่งผลกระทบต่อสภาพคล่องของกองทุนแน่นอน เพราะวันนี้กองทุนฯ ยังไม่มีภาระใดๆ ทั้งสิ้น
“เงินกองทุนเราก็ยังมีเท่าเดิม คือ 5 หมื่นล้านบาท การลดเงินนำส่งกองทุนเหลือ 2,500 ล้านบาท ก็ไม่น่าจะมีผลกระทบต่อความเชื่อมั่น และกองทุนฯ ก็ยังไม่มีภาระที่ต้องจ่ายค่าเสียหายแต่ประการใด เมื่อเงินยังไม่ต้องการใช้ หรือยังไม่จำเป็นต้องใช้เงินจริง รัฐบาลก็นำเงินที่ต้องกู้เพื่อนำส่งให้กองทุนไปใช้ส่วนอื่นๆ ที่จำเป็นก่อน” พยุงศักดิ์ กล่าว
แม้ พยุงศักดิ์ จะยืนยันว่าความเสี่ยงจากการเอาประกันภัยน้ำท่วมแทบไม่มี แต่ก็ไม่ได้หมายความว่าในช่วงฤดูฝนที่เริ่มต้นในเดือน มิ.ย.-พ.ย. 2556 ตลอดจนพายุหลงฤดูพัดกระหน่ำตลอดทั้งปี จะไม่ก่อให้เกิดความเสียหายในวงกว้าง
เงินหน้าตักที่กองทุนมีอยู่เพียง 2,500ล้านบาทจะเพียงพอหรือไม่ จึงเป็นสิ่งที่ต้องตรึกตรองและหาทางรับมือไว้แต่เนิ่นๆ
อีกโครงการหนึ่งที่น่าจะโดนไปเต็มๆ คือ โครงการแทรกแซงยางในกรอบวงเงิน 3 หมื่นล้านบาท
ที่ผ่านมา กระทรวงเกษตรและสหกรณ์ ได้เสนอขอให้ ครม.อนุมัติวงเงินกู้เพื่อใช้ในโครงการแทรกแซงราคายาง 2 ครั้ง ครั้งละ 5,000 ล้านบาท และการประชุมคณะกรรมการนโยบายยางธรรมชาติ (กนย.) วันที่ 14 ก.พ.ที่ผ่านมา อนุมัติให้กู้เงินครั้งที่ 3 วงเงิน 5,000 ล้านบาท และเตรียมเสนอ ครม.ต่อไป
นั่นส่งผลให้เงินกู้อีก 5,000 ล้านบาท ที่จ่อเสนอ ครม.อนุมัติให้ อสย.กู้ และให้กระทรวงการคลังค้ำประกันมีอันต้องหมดหวังที่จะกู้เงินได้ เช่นเดียวกับเงินกู้ภายใต้โครงการที่เหลืออีก 1.5 หมื่นล้านบาท ที่รอเสนอ กนย.และอนุมัติวงเงินเพื่อใช้ในโครงการแทรกแซงราคายางมีอันว่า กู้ไม่ได้ ส่งผลให้โครงการแทรกแซงราคายางอาจต้องสะดุดซ้ำไปอีก 1 โครงการ
เพราะการกู้เงินอีก 2 หมื่นล้านบาทมารับซื้อยาง ตกอยู่ในสถานการณ์ที่แผนบริหารหนี้สาธารณะ “ไม่เอื้ออำนวย” ให้มีการกู้เงิน
แม้ในทางปฏิบัติอาจจะมีการดึงเงินจากส่วนที่เพิ่มขึ้นมา 7 หมื่นล้านบาทจำนวนหนึ่งออกมาใช้ได้ แต่ไม่ได้หมายความว่าการแทรกแซงราคายางจะทำได้คล่องตัวอีกแล้ว
เช่นเดียวกับโครงการซื้อรถโดยสารปรับอากาศขององค์การขนส่งมวลชนกรุงเทพ (ขสมก.) 3,183 คัน วงเงิน 13,162 ล้านบาท เข้าข่ายว่าเป็นโครงการที่ “แท้ง” ก่อนกำหนด เพราะโครงการนี้ ขสมก.ต้องกู้เงินมาซื้อรถเมล์ แต่ไม่มีช่องว่างให้ ขสมก.กู้เงินได้ และแผนการกู้เงินซื้อรถเมล์ใหม่ของ ขสมก.ก็ไม่ได้บรรจุไว้ในแผนบริหารหนี้ฯ
ฟันธงลงไปได้เลยว่า โครงการจัดซื้อรถเมล์ใหม่ของ ขสมก.จะไม่เกิดภายในปีนี้แน่นอน
เงินที่ใช้ในโครงการจำนำข้าวเปลือกที่รัฐบาลยกมาเป็นแผนงานหลักไป “เบียดบัง” การใช้งบลงทุนในภารกิจที่สำคัญของประเทศจนสุดที่จะประเมินได้







