
ถาวรชี้อันตรายลุยนครปัตตานีไม่ฟังเสียงชาวบ้าน
สส.ปชป. อัด เพิ่มหน่วยงานซ้ำซ้อนแก้ใต้ หวั่นทุนต่างประเทศ แซกแทรง ห่วงลุยนครปัตตานีโดยไม่ฟังเสียงชาวบ้านในพื้นที่อันตราย
สส.ปชป. อัด เพิ่มหน่วยงานซ้ำซ้อนแก้ใต้ หวั่นทุนต่างประเทศ แซกแทรง ห่วงลุยนครปัตตานีโดยไม่ฟังเสียงชาวบ้านในพื้นที่อันตราย
นายถาวร เสนเนียม รองหัวหน้าพรรคประชาธิปัตย์ดูแลพื้นที่ภาคใต้ กล่าวว่า เมื่อวันที่ 9 มี.ค.ที่ผ่านมา ศูนย์อำนวยการบริหารจังหวัดชายแดนภาคใต้ (ศอ.บต.) ได้จัดทำร่างพระราชกฤษฎีกา จัดตั้งสถาบันส่งเสริมการฟื้นฟูชุมชนท้องถิ่น และพัฒนาจังหวัดชายแดนภาคใต้ (องค์กรมหาชน) เพื่อรองรับในการจัดตั้งนครรัฐปัตตานี ซึ่งตนเองเป็นห่วงว่า จะมีหน่วยงานที่ซ้ำซ้อนกัน ซึ่ง ศอ.บต.เป็นนิติบุคคลอยู่แล้ว อีกทั้งยังมีหน่วยงาน กระทรวง ทบวง กรม ต่างๆร่วมรับผิดชอบ
นอกจากนี้ เป็นที่น่าสังเกตว่า คณะกรรมการสถาบันส่งเสริมการฟื้นฟูชุมชนท้องถิ่น และพัฒนาจังหวัดชายแดนภาคใต้ (สช.พต.) ในรูปคณะกรรมการเพียง 8 คนนั้น จะง่ายต่อการทุจริต และง่ายต่อการหาเสียงหรือไม่ เพราะการเป็นองค์กรมหาชนนั้นจะยากต่อการตรวจสอบเพราะไม่เหมือนการจัดทำงบประมาณในระบบราชการที่ สส.เข้าไปตรวจสอบได้ ซึ่งน่าห่วงว่า การที่เป็นองค์กรเบ็ดเสร็จนั้นจะถูกแทรกแซง เพราะในมาตรา 9(3) ระบุให้องค์กรดังกล่าวสามารถรับเงินบริจาค และเงินอุดหนุนจากต่างประเทศ องค์กรระหว่างประเทศ และเอกชน ตนเองจึงเกรงว่าที่สุดแล้วจะเป็นการง่ายต่อการรับเงินจากต่างประเทศเพื่อมาสนับสนุนอุดหนุนโจรแบ่งแยกดินแดนหรือไม่ หรือถูกแทรกแซงจากองค์กรภายนอกประเทศที่เป็นผู้บริจาคเงินหรือไม่
นายถาวร กล่าวว่า พรรคเพื่อไทยเคยชูนโยบายนครปัตตานี ในการหาเสียงเลือกตั้งในปี 54 แต่ไม่ได้รับความนิยมจากคนในพื้นที่ 3 จังหวัดแต่เมื่อเป็นรัฐบาลแล้วก็จะจัดตั้งนครรัฐปัตตานี ทั้งที่ความไม่สงบเกิดจากการกระทำที่ไม่เป็นธรรมของรัฐ จึงเกิดความเคียดแค้นและจัดตั้งองค์กรต่อสู้กับรัฐ ซึ่งคนในพื้นที่ไม่มีแนวคิดแบ่งแยกดินแดนจึงควรไปแก้ที่ความไม่เป็นธรรมมากกว่าจึงขอเตือนรัฐบาล และพรรคเพื่อไทยว่า การชูนโยบายตั้งรัฐปัตตานี โดยที่ประชาชนในพื้นที่ไม่มีส่วนแสดงความคิดเห็น หรือมีการสอบถามความเห็นใดๆ กับประชาชนนั้นเป็นเรื่องอันตราย
นายถาวร กล่าวว่า ในสัปดาห์หน้านี้ สส.ภาคใต้จะร่วมจัดการประชุมหารือปัญหาชายแดนใต้ โดยจะมี สส.ที่ได้เกาะติดพื้นที่ นักวิชาการที่เกี่ยวข้อง รวมทั้งประชาชนในพื้นที่เข้าร่วมการเสวนา เพื่อรับฟังความคิดเห็นควบคู่ไปกับการดำเนินการของรัฐบาล ซึ่งจะเป็นการหารือร่วมกันว่าคนในพื้นที่ ปัตตานี ยะลา นราธิวาส สตูล สงขลามีความคิดในเรื่องดังกล่าวอย่างไร ซึ่งหากมีผลการเสวนาออกมาก็อาจจะมีการนำไปยื่นญัตติ







