
การจัดเก็บภาษีเงินได้บุคคลธรรมดาในกรณีหญิงมีสามี
การจัดเก็บภาษีเป็นมาตรการหนึ่งที่ภาครัฐนำมาใช้เพื่อหารายได้สำหรับใช้ในการบริหารประเทศ โดยกำหนดหลักเกณฑ์และวิธีการให้ประชาชนเป็นผู้มีหน้าที่เสียภาษี
การจัดเก็บภาษีเป็นมาตรการหนึ่งที่ภาครัฐนำมาใช้เพื่อหารายได้สำหรับใช้ในการบริหารประเทศ โดยกำหนดหลักเกณฑ์และวิธีการให้ประชาชนเป็นผู้มีหน้าที่เสียภาษี
สำหรับการจัดเก็บภาษีเงินได้บุคคลธรรมดาในกรณีหญิงมีสามี ประมวลรัษฎากรได้กำหนดหลักเกณฑ์และวิธีการในการเสียภาษีเอาไว้ แต่ปรากฏว่ามีการร้องเรียนจากสมาคมบัณฑิตสตรีทางกฎหมายแห่งประเทศไทย ในพระบรมราชินูปถัมภ์ ถึงผู้ตรวจการแผ่นดินขอให้ศาลรัฐธรรมนูญพิจารณาวินิจฉัยตามรัฐธรรมนูญแห่งราชอาณาจักรไทย ในเรื่อง การจัดเก็บภาษีเงินได้บุคคลธรรมดาในกรณีหญิงมีสามี ว่า ประมวลรัษฎากร มาตรา 57 ตรี และมาตรา 57 เบญจ มีความชอบด้วยรัฐธรรมนูญและเป็นการเลือกปฏิบัติโดยไม่เป็นธรรม เพราะเหตุแห่งความแตกต่างในเรื่องสถานะของบุคคลภายหลังการสมรสตามรัฐธรรมนูญแห่งราชอาณาจักรไทย มาตรา 30 และไม่มีเหตุจำเป็นที่จะจำกัดสิทธิและเสรีภาพของบุคคลที่รัฐธรรมนูญรับรองไว้ตามรัฐธรรมนูญ มาตรา 29 หรือไม่ เนื่องจากมาตรา 57 ตรี และมาตรา 57 เบญจ ได้กำหนดให้การเก็บภาษีเงินได้จากสามีและภริยาที่อยู่ร่วมกันตลอดปีภาษีที่ล่วงมาแล้ว ให้ถือเอาเงินได้พึงประเมินของภริยาเป็นเงินได้ของสามี และให้สามีมีหน้าที่และความรับผิดชอบในการยื่นรายการและเสียภาษี และกำหนดให้เฉพาะภริยาที่มีเงินได้พึงประเมินตามมาตรา 40 (1) ไม่ว่าจะมีเงินได้พึงประเมินประเภทอื่นด้วยหรือไม่ สามารถแยกยื่นรายการและเสียภาษีต่างหากจากสามีเฉพาะส่วนที่เป็นเงินได้พึงประเมินตามมาตรา 40 (1) โดยมิให้ถือว่าเป็นเงินได้ของสามีตามมาตรา 57 ตรี
สมาคมบัณฑิตสตรีทางกฎหมายฯ เห็นว่าบทบัญญัติดังกล่าวเป็นบทบัญญัติที่ทำให้สามีภริยา ในกรณีที่ภริยามีเงินได้พึงประเมินตามมาตรา 40 (2) (3) (4) (5) (6) (7) และ (8) ต้องเสียภาษีสูงกว่ากรณีของสามีภริยา ที่ภริยามีเงินได้พึงประเมินตามมาตรา 40 (1) และยังทำให้หญิงมีสามีซึ่งมีเงินได้พึงประเมินตามมาตรา 40 (2) (3) (4) (5) (6) (7) และ (8) ต้องเสียภาษีสูงกว่าหญิงโสดที่มีเงินได้พึงประเมินตามมาตรา 40 (2) (3) (4) (5) (6) (7) และ (8) เนื่องจากไม่สามารถแยกยื่นรายการและแยกเสียภาษีต่างหากจากสามีได้ และอัตราการจัดเก็บภาษีเงินได้บุคคลธรรมดาในปัจจุบันเป็นอัตราก้าวหน้า นอกจากนี้การกำหนดให้ภริยาแยกยื่นรายการและแยกเสียภาษีได้แต่เฉพาะภริยาที่มีเงินได้พึงประเมินตามมาตรา 40 (1) เท่านั้น ก็ไม่มีเหตุผล เนื่องจากปัจจุบันภริยามีบทบาทในการประกอบวิชาชีพอิสระและมีบทบาทในครอบครัวมากขึ้น เช่น วิชากฎหมาย สถาปัตยกรรม บัญชี อันเป็นเงินได้พึงประเมินตามมาตรา 40 (6) ซึ่งก็ได้มาจากความรู้ความสามารถของภริยาเช่นเดียวกับเงินได้พึงประเมินตามมาตรา 40 (1)
จากการยื่นหนังสือร้องเรียนดังกล่าวนำมาสู่การวินิจฉัยของศาลรัฐธรรมนูญตามคำวินิจฉัยที่ 17/2555 เมื่อวันที่ 4 ก.ค. 2555 โดยศาลรัฐธรรมนูญได้มีคำวินิจฉัยในสาระสำคัญว่า ประมวลรัษฎากรกำหนดเงินได้พึงประเมินตามมาตรา 40 (2) (3) (4) (5) (6) (7) และ (8) ไว้เป็นบทบัญญัติที่จำแนกเงินได้พึงประเมินออกเป็นประเภทต่างๆ เพื่อประโยชน์ในการจัดเก็บภาษีเงินได้บุคคลธรรมดา เมื่อพิจารณาบทบัญญัติดังกล่าวแล้ว ไม่มีข้อความใดๆ อันมีลักษณะเป็นการกระทบกระเทือนหรือจำกัดเสรีภาพในการประกอบกิจการหรือประกอบอาชีพของบุคคล และมิได้กระทบต่อสาระสำคัญแห่งสิทธิและเสรีภาพของบุคคลตามที่รัฐธรรมนูญรับรองไว้ อีกทั้งมิได้เป็นการเลือกปฏิบัติโดยไม่เป็นธรรมต่อบุคคล จึงไม่ขัดหรือแย้งต่อรัฐธรรมนูญแห่งราชอาณาจักรไทย มาตรา 43 ประกอบมาตรา 29 และมาตรา 30
แต่อย่างไรก็ตาม ศาลรัฐธรรมนูญเห็นว่า ประมวลรัษฎากร มาตรา 57 ตรี ที่บัญญัติให้สามีและภรรยาที่ได้อยู่ร่วมกันตลอดปีภาษีที่ล่วงมาแล้ว ต้องถือเอาเงินได้พึงประเมินของภรรยาเป็นเงินได้ของสามี และให้สามีมีหน้าที่และความรับผิดชอบในการยื่นรายการและเสียภาษีนั้น ทำให้สามีภรรยาต้องเสียภาษีเพิ่มขึ้นกว่ากรณีที่ต่างฝ่ายต่างแยกยื่นรายการและเสียภาษีเมื่อยังไม่มีการสมรส ประกอบกับมาตรา 57 เบญจ บัญญัติให้แต่เฉพาะภรรยาที่มีเงินได้พึงประเมินตามมาตรา 40 (1) สามารถแยกยื่นรายการและเสียภาษีต่างหากจากสามี โดยมิให้ถือว่าเป็นเงินได้ของสามีตามมาตรา 57 ตรี ถือว่าเป็นการไม่ส่งเสริมความเสมอภาคของชายและหญิง และยังเป็นการเลือกปฏิบัติโดยไม่เป็นธรรมต่อบุคคล เพราะเหตุแห่งความแตกต่างในเรื่องสถานะของบุคคลภายหลังจากการสมรสตามที่ได้บัญญัติไว้ในรัฐธรรมนูญ
จากคำวินิจฉัยดังกล่าว จึงทำให้มีการตราพระราชกำหนดแก้ไขเพิ่มเติมประมวลรัษฎากร (ฉบับที่ 18) พ.ศ. 2555 ขึ้น โดยประกาศในราชกิจจานุเบกษาเมื่อวันที่ 24 ธ.ค. 2555 และให้มีผลใช้บังคับตั้งแต่วันถัดจากวันประกาศในราชกิจจานุเบกษาเป็นต้นไป ซึ่งมาตรา 4 และมาตรา 5 แห่งพระราชกำหนด บัญญัติให้ยกเลิกมาตรา 57 ตรี และมาตรา 57 เบญจ ตามประมวลรัษฎากร และมาตรา 6 บัญญัติให้เพิ่มความมาตรา 57 ฉ แห่งประมวลรัษฎากร โดยมีสาระสำคัญว่า ในการเก็บภาษีเงินได้จากสามีภรรยานั้น ให้สามีและภรรยาต่างฝ่ายต่างมีหน้าที่ยื่นรายการเกี่ยวกับเงินได้พึงประเมินที่ตนได้รับในระหว่างปีภาษีที่ล่วงมาแล้ว ในกรณีที่เงินได้พึงประเมินไม่อาจแยกได้อย่างชัดแจ้งว่าเป็นของสามีหรือภรรยา แต่ละฝ่ายจำนวนเท่าใดให้ถือเป็นเงินได้พึงประเมินของสามีและภรรยาฝ่ายละกึ่งหนึ่ง นอกจากนี้สามีและภรรยาสามารถจะตกลงยื่นรายการและเสียภาษีรวมกัน โดยให้ถือเอาเงินได้พึงประเมินของตนเป็นเงินได้ของสามีหรือภรรยาอีกฝ่ายหนึ่งก็ได้ หรือจะแยกยื่นรายการและเสียภาษีเฉพาะส่วนที่เป็นเงินได้พึงประเมินตามมาตรา 40 (1) โดยมิให้ถือเอาเป็นเงินได้ของอีกฝ่ายหนึ่งก็ได้ แต่ถ้ามีภาษีค้างชำระสามีและภรรยาต้องร่วมกันรับผิดในการเสียภาษีที่ค้างชำระนั้น
การแก้ไขเพิ่มเติมประมวลรัษฎากรดังกล่าว เห็นได้ว่าทำให้เกิดความเสมอภาคและไม่เกิดความเหลื่อมล้ำในการจัดเก็บภาษี เพราะทำให้สามีภรรยาในกรณีที่ภรรยามีเงินได้พึงประเมินตามมาตรา 40 (2) (3) (4) (5) (6) (7) และ (8) สามารถแยกยื่นรายการและแยกเสียภาษีได้ โดยมิต้องคำนึงว่าภรรยาจะมีเงินได้พึงประเมินตามมาตรา 40 (1) หรือไม่ ทำให้เสียภาษีน้อยลง
สาเหตุเนื่องจากการจัดเก็บภาษีเงินได้บุคคลธรรมดาในปัจจุบันเป็นอัตราก้าวหน้า กล่าวคือ หากมีฐานเงินได้สุทธิมาก อัตราการเสียภาษีก็จะมากขึ้น ดังนั้นจากเดิมที่กฎหมายให้ถือว่าเงินได้พึงประเมินของภรรยาตามมาตรา 40 (2) (3) (4) (5) (6) (7) และ (8) เป็นเงินได้ของสามี จึงมีผลทำให้ฐานเงินได้สุทธิมีจำนวนมากขึ้น ซึ่งส่งผลให้ต้องเสียภาษีมากขึ้น อีกทั้งยังทำให้เกิดความเท่าเทียมกันระหว่างหญิงมีสามีและหญิงโสดที่มีเงินได้พึงประเมินตามมาตรา 40 (2) (3) (4) (5) (6) (7) และ (8) ก็สามารถแยกยื่นรายการและเสียภาษีได้ในนามของตนเอง นอกจากนี้บทบัญญัติดังกล่าวยังมีความยืดหยุ่นโดยเปิดโอกาสให้สามีภรรยาสามารถใช้ดุลพินิจในการตัดสินใจว่าจะแยกยื่นรายการและเสียภาษีหรือจะตกลงยื่นรายการและเสียภาษีรวมกัน หรือจะแยกยื่นรายการและเสียภาษีเฉพาะส่วนที่เป็นเงินได้พึงประเมินตามมาตรา 40 (1) ก็ได้ ทำให้สามีภรรยาสามารถพิจารณาได้ว่าการยื่นรายการและเสียภาษีในลักษณะใดที่จะก่อให้เกิดประโยชน์และมีความเหมาะสมกับฐานเงินได้ของตน
ดังนั้น การแก้ไขเพิ่มเติมบทบัญญัติมาตรา 57 ฉ แห่งประมวลรัษฎากร โดยพระราชกำหนดแก้ไขเพิ่มเติมประมวลรัษฎากร (ฉบับที่ 18) พ.ศ. 2555 ถือเป็นปรากฏการณ์หนึ่งที่แสดงให้เห็นถึงการยอมรับของสังคมในบทบาทของผู้หญิงที่มีความทัดเทียมกับผู้ชาย ซึ่งเป็นการส่งเสริมความเสมอภาคระหว่างชายหญิง และแสดงให้เห็นว่าปัจจุบันภริยาก็เป็นผู้ที่มีบทบาทสำคัญในการสร้างรายได้และหาเลี้ยงครอบครัวได้เช่นกัน







