ทรัพย์สินทางปัญญากับชีวิตประจำวัน
เวลาพูดถึงทรัพย์สินทางปัญญา หลายๆ คนจะมองเหมือนเป็นเรื่องไกลตัวและไม่คิดว่าจะมีความเกี่ยวข้อง หากไม่ประกอบธุรกิจที่เผอิญเข้าไปพัวพันกับเรื่องทรัพย์สินทางปัญญา โดยไม่ได้สนใจว่าที่จริงแล้วความก้าวหน้าทางเทคโนโลยีในปัจจุบัน ทำให้ทรัพย์สินทางปัญญารูปแบบใดรูปแบบหนึ่งได้คืบคลานเข้ามาเกี่ยวข้องกับชีวิตคนเราแทบว่าจะทุกอิริยาบท ไม่ในฐานะผู้ประกอบการก็ในฐานะผู้บริโภค เรียกว่าหันซ้ายก็เจอ หันขวาก็เจอ
เวลาพูดถึงทรัพย์สินทางปัญญา หลายๆ คนจะมองเหมือนเป็นเรื่องไกลตัวและไม่คิดว่าจะมีความเกี่ยวข้อง หากไม่ประกอบธุรกิจที่เผอิญเข้าไปพัวพันกับเรื่องทรัพย์สินทางปัญญา โดยไม่ได้สนใจว่าที่จริงแล้วความก้าวหน้าทางเทคโนโลยีในปัจจุบัน ทำให้ทรัพย์สินทางปัญญารูปแบบใดรูปแบบหนึ่งได้คืบคลานเข้ามาเกี่ยวข้องกับชีวิตคนเราแทบว่าจะทุกอิริยาบท ไม่ในฐานะผู้ประกอบการก็ในฐานะผู้บริโภค เรียกว่าหันซ้ายก็เจอ หันขวาก็เจอ
เขียนเรื่องหนักๆ ที่ดูจะเป็นปัญหาของไทยในการแข่งขันในตลาดโลกมาสองครั้งแล้ว ที่ดูเหมือนแทบจะไม่เห็นแสงสว่างเอาเลย วันนี้ผู้เขียนก็เลยคิดว่ามาเขียนอะไรที่เบาๆ หน่อยบ้าง แต่ถึงจะเบาๆ เอาเข้าจริงก็น่าจะยุ่งเหยิงอีนุงตุงนังกันพอสมควร
เรื่องของเครื่องหมายการค้าและสิทธิบัตร ซึ่งเป็นทรัพย์สินทางปัญญาที่อยู่ในกลุ่มทรัพย์สินอุตสาหกรรม ที่หันซ้ายก็เห็น หันขวาก็เห็น โดยเฉพาะเครื่องหมายการค้าและบริการ อาจไม่ทำให้ผู้บริโภคสับสนมากเพราะพอจะมองเห็นสินทรัพย์ทั้งสองประเภทนี้ได้ แล้วก็มีเรื่องของการจดทะเบียนแสดงความเป็นเจ้าของมารองรับสิทธิอันชอบธรรมตามกฎหมายของผู้เป็นเจ้าของ
แต่ทรัพย์สินทางปัญญาอีกกลุ่มหนึ่งที่บางประเภทก็มองไม่ค่อยจะเห็น เช่น เรื่อง Telecommunications ICT เรื่องการที่เอาอากาศมาประมูลโดยเรียกกันว่าเป็นคลื่นความถี่ ก็ยิ่งยุ่งยากเข้าไปใหญ่ เจ้าของสิทธิคงไม่เท่าไหร่เพราะเป็นคนสร้างเอง แต่ผู้บริโภค โดยเฉพาะที่ไม่คุ้นเคยกับวิธีการสมัยใหม่ก็จะเข้าใจให้ชัดเจนค่อนข้างยาก
ผู้เขียนขอยกตัวอย่างเรื่องของ Telecom munications หรือโทรคมนาคมมาให้ดูเป็นตัวอย่างสักเรื่อง ซึ่งผู้เขียนได้ฟังการบรรยายของสมาชิกบอร์ด กสทช. (คณะกรรมการกิจการกระจายเสียง กิจการโทรทัศน์ และกิจการโทรคมนาคมแห่งชาติ) และมี Powerpoint อยู่รูปหนึ่งที่ท่านผู้บรรยายทำผังโยงคดีความด้านทรัพย์สินทางปัญญากับผู้ประกอบการกิจการโทรคมนาคมไว้ให้ดูเล่นๆ ว่ายุ่งเหยิงไปหมด ซึ่งผู้เขียนไม่สามารถนำมาลงไว้ได้เพราะไม่ได้มีโอกาสขออนุญาตท่านไว้ก่อน เดี๋ยวจะกลายเป็นการละเมิดลิขสิทธิ์ไป แต่ Powerpoint นี้ ทำให้ผู้เขียนเห็นว่า ทรัพย์สินทางปัญญาอย่างเช่นลิขสิทธิ์ เมื่อมีเรื่องของความก้าวหน้าอย่างรวดเร็วทางเทคโนโลยีเข้ามาเกี่ยวข้อง และยิ่งกว่านั้นเมื่อเกิดการหลอมรวมทางเทคโนโลยีระหว่างโครงสร้าง (Infrastructure) ของ Telecommunication Media กับ ICT เข้าด้วยกัน พูดง่ายๆ ก็คือ เทคโนโลยีทำให้มีการนำเรื่องของคลื่น เรื่องของเสียง เรื่องของอุปกรณ์ต่างๆ หลอมรวมกัน และเกิดอุปกรณ์สมัยใหม่ที่ทันสมัย เช่น Smartphone มีเรื่องของรูปภาพ Line Whatsapp ฯลฯ สิ่งเหล่านี้สร้างอยู่บนพื้นฐานทางโทรคมนาคม ที่ทำให้มีเกินกว่าขอบเขตของการติดต่อทางเสียงแบบเดิม
เส้นแบ่งเขตจึงเกิดขึ้นระหว่าง:
1) ผู้ผลิตด้วยกันเอง ซึ่งมีทั้งสิทธิในเรื่องเครื่องหมายการค้า สิทธิในเรื่องสิทธิบัตร ซึ่งอาจจะเป็น ตัวอุปกรณ์ ผลิตภัณฑ์ หรือกระบวนการทางเทคโนโลยี และสิทธิในลิขสิทธิ์ ซึ่งเป็นเรื่องของ Internet และตัว Content ที่จะออกอากาศในแต่ละช่อง ยิ่งถ้ามีการเปลี่ยนเป็นดิจิตอล ช่องต่างๆ ที่จะให้เลือกชมก็จะมีมากขึ้น นอกเหนือจากเรื่องของความคมชัดแล้ว แน่นอนว่าต้องมีเรื่องของ Content ซึ่งเป็นเรื่องลิขสิทธิ์เข้ามาเกี่ยวข้อง
2) ผู้ผลิตกับผู้บริโภค แน่นอนว่าสิทธิของผู้ผลิตกับผู้บริโภคจะต้องแบ่งกันให้ดี เพราะผลประโยชน์ของสองกลุ่มมักจะสวนทางกัน อะไรคือเส้นแบ่งเขต จะตัดสินให้เกิดความเป็นธรรมอย่างไร ยกตัวอย่างที่ท่านผู้อ่านหลายท่านเคยพบมาแล้วก็คือเรื่อง “ดำ” การแก้ปัญหาที่เกิดขึ้นไม่น่าจะได้ผลเท่าไร ถึงแม้หน่วยงานที่รับผิดชอบในเรื่องนี้จะพยายามออกประกาศมาเป็นกฎเกณฑ์ที่เรียกกันว่า “Must Carry Rules” แต่ก็ดูเหมือนจะไม่ได้แก้ปัญหามากนัก โชคดีที่การถ่ายทอดช่วงนั้นผ่านไปก็เลยเป็นการแก้ปัญหาให้จบลงไปเอง
ผู้เขียนเองก็เห็นใจหน่วยงานที่เป็นเจ้าของเรื่อง เพราะจะต้องดูแลให้ดีระหว่างสิทธิของเอกชน ซึ่งก็คือลิขสิทธิ์ และสิทธิของภาคประชาชน ซึ่งก็คือประโยชน์สาธารณะ เอกชนก็ต้องได้รับประโยชน์พอสมควรเพื่อให้เขาสามารถดำเนินธุรกิจอยู่ได้ ขณะเดียวกันประโยชน์สาธารณะก็ต้องดูแลรักษาไว้
กฎหมายของไทยเอง สำหรับผู้เขียนอ่านแล้วก็เห็นว่าบัญญัติรับรองไว้ทั้งสองสิทธิ โดยเฉพาะรัฐธรรมนูญซึ่งเป็นกฎหมายสูงสุดของประเทศ ตัวอย่างเช่น ถ้าดูมาตรา 47 จะเห็นว่าได้กำหนดไว้ว่า “คลื่นความถี่ที่ใช้ในการส่งวิทยุกระจายเสียง วิทยุโทรทัศน์ และโทรคมนาคม เป็นทรัพยากรสื่อสารของชาติเพื่อประโยชน์” ซึ่งก็ย่อมหมายความว่า ไม่ใช่เพื่อประโยชน์ของคนใดคนหนึ่ง หรือองค์กรใดองค์กรหนึ่ง และในมาตรา 41 ก็กำหนดไว้ด้วยว่า “สิทธิของบุคคลในทรัพย์สินย่อมได้รับความคุ้มครองขอบเขตสิทธิ การจำกัดสิทธิเช่นว่านี้ย่อมเป็นไปตามกฎหมายบัญญัติ” ซึ่งก็หมายรวมถึงสิทธิในทรัพย์สินทางปัญญาด้วย
ผู้เขียนคงไม่มีคำตอบสำหรับเรื่องนี้ เพียงแต่หยิบยกเป็นตัวอย่างให้เห็นถึงความพัวพันระหว่างทรัพย์สินทางปัญญากับชีวิตของเรา ซึ่งเป็นผู้บริโภคเท่านั้น โดยเฉพาะเมื่อมีความก้าวหน้าทางเทคโนโลยีเข้ามาเกี่ยวข้อง


