ฝรั่ง...กลัว แต่คนไทย...ไม่กลัว
ผมได้อ่านบทความหนึ่งที่มีชื่อว่า “Thai Bulls Beat Bears Selling Most in Asia as Stocks Rally” ของหนังสือพิมพ์วอชิงตันโพสต์ ที่ได้พูดถึงความร้อนแรงของตลาดหุ้นไทยและแนวโน้มในอนาคต ซึ่งน่าจะมีประโยชน์ โดยเฉพาะต่อคุณผู้อ่านที่เป็นนักลงทุน จึงขออนุญาตนำมาถ่ายทอดให้คุณผู้อ่านได้อ่านกัน โดยนำเสนอในรูปแบบที่เข้าใจง่ายๆ ดังนี้ครับ
ผมได้อ่านบทความหนึ่งที่มีชื่อว่า “Thai Bulls Beat Bears Selling Most in Asia as Stocks Rally” ของหนังสือพิมพ์วอชิงตันโพสต์ ที่ได้พูดถึงความร้อนแรงของตลาดหุ้นไทยและแนวโน้มในอนาคต ซึ่งน่าจะมีประโยชน์ โดยเฉพาะต่อคุณผู้อ่านที่เป็นนักลงทุน จึงขออนุญาตนำมาถ่ายทอดให้คุณผู้อ่านได้อ่านกัน โดยนำเสนอในรูปแบบที่เข้าใจง่ายๆ ดังนี้ครับ
1. ปี 2540 คนไทยยังต้องพึ่งฝรั่งอยู่
ในช่วงวิกฤตเศรษฐกิจปี 2540 พบว่า ก่อนหน้าวิกฤต 12 เดือน นักลงทุนต่างชาติได้ถอนเงินลงทุนออกจากตลาดหลักทรัพย์ของประเทศไทยสูงถึง 3 หมื่นล้านบาท หรือคิดเป็น 60% ของจำนวนเงินลงทุนที่นักลงทุนต่างชาตินำเข้ามา ในช่วงเดียวกันพบว่าต่างชาติได้ถอนเงินลงทุนออกจากทั้งภูมิภาคเอเชียอาคเนย์ออกไปเพียง 16% เท่านั้น
การที่นักลงทุนนำเงินลงทุนออกอย่างหนักหน่วงจากประเทศไทยเพียงประเทศเดียว ก็ทำให้สภาพคล่องแทบจะเหือดหายไปจากเศรษฐกิจของประเทศไทยเลย จนนำไปสู่วิกฤตเศรษฐกิจในที่สุด
จากตัวเลขข้างต้น คุณผู้อ่านก็คงพอจะเห็นได้ว่าเศรษฐกิจไทยในปี 2540 นั้น ขึ้นอยู่กับเม็ดเงินลงทุนของต่างชาติเป็นอย่างมาก พอนักลงทุนเหล่านี้แห่กันถอนเงินลงทุนออกไป ก็ทำให้เศรษฐกิจของไทยแทบจะหยุดชะงักงันไปเลยทีเดียว
2. เมื่อคนไทยเริ่มเสียงดังขึ้น
จากตัวเลขที่เปิดเผยโดยสำนักข่าวบลูมเบิร์ก พบว่า เมื่อ 5 ปีก่อน นักลงทุนประเภทสถาบันภายในประเทศและนักลงทุนรายย่อยมีปริมาณเงินลงทุนคิดเป็น 61% ของปริมาณเงินลงทุนทั้งหมด แต่ในปัจจุบันกลับพบว่าปริมาณเงินดังกล่าวได้เพิ่มขึ้นเป็น 73% ของปริมาณเงินทั้งหมด แสดงให้เห็นถึงความสามารถในการลงทุนของคนไทยในประเทศได้เพิ่มขึ้นอย่างต่อเนื่อง
นอกจากนั้น จำนวนเงินของการซื้อขายหุ้นโดยเฉลี่ยต่อวันในเดือน ม.ค.ที่ผ่านมา ได้เพิ่มสูงขึ้นกว่าเท่าตัว โดยเพิ่มขึ้นไปถึง 135% ของช่วงเวลาเดียวกันหนึ่งปีก่อนหน้านั้น หากเรามองกันง่ายๆ ตัวเลขทั้งสองตัวกำลังบอกเราว่าคนไทย...มีเงินมากขึ้น คนไทย...กล้าลงทุนมากขึ้น และคนไทย...ก็พึ่งพาต่างชาติน้อยลง
3. ฝรั่ง...กลัว แต่คนไทย...ไม่กลัว
ในเดือน ก.พ.ที่ผ่านมา พบว่า บรรดากองทุนต่างๆ จากต่างประเทศอาจมีความรู้สึกว่าราคาหุ้นในเมืองไทยเริ่มแพงไปแล้ว จึงได้ทยอยเทขายออกมาสูงถึงเกือบ 1.8 หมื่นล้านบาท จนประเทศไทยกลายเป็นประเทศที่นักลงทุนต่างชาติเทขายหุ้นออกมาสูงที่สุดในบรรดา 10 ตลาดหุ้นในเอเชีย นอกจากนั้นยังทำให้มีเงินไหลออกสุทธิต่อเดือนจากประเทศไทยทะลุสูงกว่า 1.5 หมื่นล้านบาทต่อเดือนอีกด้วย
แต่สิ่งที่น่าอัศจรรย์ใจก็คือ ในช่วงเวลาเดียวกันกลับพบว่ามีแรงซื้อจากนักลงทุนภายในประเทศทั้งนักลงทุนสถาบันและนักลงทุนรายย่อยเข้ามาสูงกว่า 1.8 หมื่นล้านบาท จนทำให้ดัชนีตลาดหลักทรัพย์ SET เพิ่มขึ้นไปอีกประมาณ 4.6% แสดงให้เห็นถึงมุมมองที่เปลี่ยนไปของคนไทยที่มีต่อตลาดหุ้น ในอดีตนักลงทุนหลายๆ คนอาจเคยมีความคิดว่า “ให้ซื้อ...ตอนที่ฝรั่งซื้อ ให้ขาย...ตอนที่ฝรั่งขาย” แต่ดูเหมือนว่าความคิดนี้จะใช้ไม่ได้กับคนไทยอีกต่อไปแล้ว
4. สถาบันต่างชาติต่างก็ ‘สับสน’ ต่อแนวโน้มของตลาดหุ้นไทย
บริษัทวาณิชธนกิจระดับโลกอย่าง มอร์แกน สแตนเลย์ ได้แนะนำให้ลูกค้าย้ายเงินลงทุนออกจากตลาดหุ้นไทย เนื่องจากราคาหุ้นในตลาดเมืองไทยแพงเกินไปแล้ว ในขณะเดียวกันสถาบันการเงินระดับโลกอีกหลายแห่ง เช่น อเบอร์ดีน แอสเซท แมนเนจเมนต์ หรือไอเอ็นจี อินเวสต์เมนต์ แมนเนจเมนท์ กลับยังคงเชียร์ลูกค้าให้ลงทุนต่อในตลาดหุ้นเมืองไทย และยังประมาณการต่อไปด้วยว่าอัตราผลตอบแทนเฉลี่ยจากตลาดหุ้นไทยในอีก 12 เดือนข้างหน้าน่าจะสูงถึง 22% ทีเดียว
มุมมองของอเบอร์ดีนที่มีต่อตลาดหุ้นไทยอาจนับได้ว่าดีมาก โดยมองว่าอนาคตของเศรษฐกิจไทยและความสามารถในการหารายได้ของบริษัทในตลาดหุ้นไทยยังคงแข็งแกร่งมาก ซึ่งจะทำให้ตลาดหุ้นไทยสามารถดึงดูดเม็ดเงินจากต่างประเทศเข้ามาได้อีก
5. อนาคตของเศรษฐกิจไทยในระยะยาว
หากจะมองอนาคตของเศรษฐกิจไทยในระยะยาวแล้วน่าจะขึ้นอยู่กับปัจจัยหลัก 2 ประการด้วยกัน คือ ข้อแรก การใช้จ่ายงบประมาณสร้างระบบโครงสร้างพื้นฐานและสาธารณูปโภค และอีกข้อหนึ่งความสามารถในการดึงดูดเม็ดเงินจากต่างชาติ
ปัจจุบันรัฐบาลไทยได้อนุมัติแผนการก่อสร้างระบบขนส่งมวลชนและสินค้าจำนวนเงินสูงถึง 2 ล้านล้านบาทไปแล้ว แต่เม็ดเงินดังกล่าวยังแค่เพิ่งจะเริ่มต้นใช้เอง ในอีกไม่กี่ปีข้างหน้าเงินจำนวนมหาศาลจะเริ่มไหลเข้ามาสู่ระบบอย่างเต็มสูบ และเมื่อนั้นเงินจำนวนนี้ก็จะไหลสะพัดเข้าสู่ระบบเศรษฐกิจและตลาดหุ้นอย่างแน่นอน
นอกจากนั้น ในปีที่ผ่านมาก็มีเม็ดเงินจากการลงทุนเข้ามาเป็นจำนวนมาก โดยเฉพาะจากค่ายรถยนต์ใหญ่ๆ ไม่ว่าจะเป็น โตโยต้า ฮอนด้า นิสสัน เป็นต้น ต่างก็อยู่ระหว่างการขยายกำลังการผลิตแทบทั้งสิ้น โดยมีเงินลงทุนรวมกันมากกว่า 2 เท่าเมื่อเทียบกับปีก่อนหน้านั้น และได้ทำสถิติใหม่สำหรับเงินลงทุนที่นำเข้ามาในประเทศไทยที่ 1.46 ล้านล้านบาท
จากนี้ไปจึงดูเหมือนว่า เมื่อใดก็ตามที่นักลงทุนต่างชาติเทขายหุ้นออกมาอย่างหนัก เมื่อนั้นนักลงทุนชาวไทยก็พร้อมที่จะเข้าไปรับ “ซื้อหุ้นในราคาถูก” แทบจะทันที
ปัญหาจึงอยู่แต่เพียงว่า เหตุการณ์เช่นนี้จะอยู่อย่างจีรังยั่งยืนต่อไปได้อีกนานเท่าใด?


