
Mob Economy เศรษฐศาสตร์เชิง Mob
....สุมิท แช่มประสิทธิ์
เห็นขึ้นต้นแบบนี้ หลายท่านอาจนึกว่าคงมีเนื้อหาวิเคราะห์ตัวเลขที่เกี่ยวข้องในการจัดชุมนุมเพื่อเรียกร้องทางการเมือง หรือที่เรียกว่า การจัดม็อบ (Mob) หรือการวิเคราะห์ความคุ้มค่าเชิงเศรษฐศาสตร์ในการลงทุนจัดม็อบของเจ้าของม็อบ หรือวิเคราะห์ผลตอบแทนจากการลงทุนนำม็อบของผู้นำม็อบ ที่ถูกตั้งข้อหาว่าสู้แล้วรวยด้วยขบวนการสร้างรายได้รูปแบบต่างๆ
คงไม่มีใครปฏิเสธว่าในการชุมนุมแต่ละครั้งที่มีผู้คนเข้าร่วมจำนวนหลายๆ หมื่นถึงหลักแสนเป็นระยะเวลาหลายวันติดต่อกัน ย่อมก่อให้เกิดเงินหมุนเวียนในระบบจำนวนมาก แต่นำมาชดเชยผลกระทบต่อความสูญเสียในระบบเศรษฐกิจทั้งระบบไม่ได้ ทั้งในแง่ของความสูญเสียที่เป็นตัวเลขที่วัดได้ เช่น จำนวนนักท่องเที่ยว นักธุรกิจที่ยกเลิกการเดินทางจนกระทบต่อรายได้จากค่าห้องพักโรงแรม รายได้จากค่าอาหารและอื่นๆ และความสูญเสียทางด้านภาพพจน์ที่ประเมินค่าความเสียหายได้ยาก
โดยเฉพาะอย่างยิ่งที่ขณะนี้การชุมนุมของกลุ่มคนเสื้อแดงที่กำลังชุมนุมอยู่ในบริเวณศูนย์กลางการค้าของกรุงเทพมหานคร เช่น ที่ราชประสงค์ และกำลังจะขยายไปถึงถนนสีลม ก็ยิ่งก่อความวิตกกังวลให้นักธุรกิจและคนชั้นกลาง และผู้รับผิดชอบด้านเศรษฐกิจในภาครัฐ ต่างพากันออกมาต่อต้าน นักวิชาการก็พากันออกมาเตือน ออกมาประมาณการขาดหายไปของประมาณการอัตราการเติบโตทางเศรษฐกิจ หรือ GDP ซึ่งคงไม่อาจทราบผลได้จนกว่าตัวเลขจริงจะออกมา
หรือหากผู้รับผิดชอบกำลังกังวลใจกับเป้าหมายที่คาดว่าจะเติบโตมากว่าอาจจะไม่สามารถเป็นได้จริง ก็อาจกำลังดีใจที่เจอแพะตัวใหญ่ที่ชื่อว่าม็อบเสื้อแดงว่าเป็นตัวการที่ทำให้อัตราการขยายตัวไม่เข้าเป้า ซึ่งก็คงทำให้คนส่วนหนึ่งเชื่อและเห็นใจ แต่ผู้คนในสังคมอีกส่วนหนึ่งอาจจะตั้งคำถามว่า สถานการณ์ที่เกิดขึ้นอยู่นี้อยู่นอกเหนือการคาดการณ์ หรือเป็นเหตุการณ์ที่คาดการณ์ล่วงหน้าได้พอสมควร
คำตอบก็น่าจะเป็นสิ่งที่พอจะจำลองสถานการณ์ล่วงหน้าได้ และดูจากการที่ตลาดหุ้นวิ่งสวนคำทำนายของบรรดานักวิเคราะห์จากทุกค่ายทั้งไทยและเทศ ที่ต่างวิเคราะห์ว่าตลาดจะปรับตัวลง กลับเกิดการหักปากกาเซียน ตลาดหุ้นกลับวิ่งเตลิดเถิดเทิงตั้งแต่วันเกิดม็อบเสื้อแดง แม้วันที่มีระเบิดป่วนเมืองถึง 34 ตู้ม หุ้นก็ยังวิ่งสวนขึ้นเขียวทั้งกระดานได้ จนอดไม่ได้ต้องขอยืมคำพูดท่าน พล.อ.ชวลิต ยงใจยุทธ ที่พูดถึงแกนนำม็อบเสื้อแดงอย่างคุณวีระ มุสิกพงศ์ ว่า
“นายแน่มาก”ต้องพูดเหมือนกันถึงท่านรัฐมนตรี กรณ์ จาติกวณิช ว่า
“นายแน่มาก” ที่สามารถทำให้เสียงเป่านกหวีดปรี๊ดของการเริ่มชุมนุมเป็นเสียงสัญญาณการเข้าซื้ออย่างเป็นระบบ เสริมเติมด้วยการให้ข่าวบวก เช่น ข่าวไม่ฟ้องกลุ่มบริษัทชินวัตร และการทำความเข้าใจอย่างเป็นทางการผ่านสื่อ ผ่านการทำ Road Show และไม่เป็นทางการจนสามารถทำให้โบรกเกอร์ค่ายต่างๆ มาสนับสนุนอย่างท่วมท้นโดยเฉพาะต่างชาติยักษ์ใหญ่บางค่ายเอาใจออกห่างจากคนแดนไกลกลับมาช่วย อยู่ในปฏิบัติการทำให้เพื่อนแดนไกลเสียหายจากการขาย (Short) หุ้นออกเพื่อรอซื้อคืนเมื่อราคาตกตอนจัดม็อบมา เป็นการขายแพงซื้อถูก ขายหุ้นทิ้งยังไม่พอ ยังกลับหลังหันมาช่วยซื้อหุ้น เปรียบเสมือนช่วยรัฐบาล เข้าทำนองเดียวกับบทกลอนที่ว่า
“เมื่อมั่งมีมากมายมิตรหมายมอง เมื่อมัวหมองมิตรมองเหมือนหมูหมา เมื่อไม่มีหมดมิตรมุ่งมองมา เมื่อมอดม้วยหมูหมาไม่มามอง”อยากภาวนาให้ท่านรัฐมนตรีคลังใช้สติปัญญาที่ใช้กับตลาดทุนแล้วแหวกกรอบคิดเดิมๆ ที่มองมิติของการเจริญเติบโตด้วยมุมมองเก่าๆ ที่ยึดติดอยู่กับคนส่วนน้อยของประเทศ อยู่กับคนชั้นกลางและชั้นสูงที่เรียกตัวเองว่า Elite ซึ่งมีท่านรัฐมนตรีคลังรวมอยู่ในกลุ่มนี้ด้วย และทะลุกรอบลงมาสัมผัสคนส่วนใหญ่ที่ฐานล่างของระบบเศรษฐกิจ
ใช้ช่วงวิกฤตนี้ให้เป็นโอกาสในการพัฒนาปรับฐานการผลิต (Mode of Production) ของชาติเสียใหม่ให้เป็นฐานการผลิตที่พัฒนาต่อยอดจากจุดแข็งพื้นฐานของสังคมให้กระจายตัวอย่างทั่วถึง อย่างเหมาะสมตามศักยภาพและบริบทของสังคม โดยรัฐเองทำหน้าที่เป็นผู้อำนวยความสะดวก (Facilitator) และผู้สนับสนุน (Supporter) ให้เกิดพลังร่วมจากทุกภาคส่วนเพื่อถ่ายทอดภูมิปัญญาที่สอดคล้องเหมาะสมอย่างที่สุดต่อประเทศไทย คือ หลักเศรษฐกิจพอเพียง
ซึ่งมีตัวอย่างข้อมูลเชิงประจักษ์จำนวนมากมายจากภาคประชาชนที่สามารถแก้ปัญหาออกจากวิกฤตด้านต่างๆ เป็นตัวอย่างที่เป็นรูปธรรมซึ่งสามารถนำไปบ่มเพาะ (Incubate) ปลูกฝังให้กระจายไปจนเกิดเป็นสัมมาชีพเต็มทั่วทั้งแผ่นดิน ผลผลิตที่ได้จากฐานการผลิตใหม่ที่มีการจัดการอย่างเหมาะสมทั้งเรื่องดิน น้ำ ป่า จะเป็นผลผลิตเพื่อทดแทนผลผลิตเก่าๆ ที่ประเทศชาติได้เพียงเป็นผู้รับจ้างผลิต หรือไม่ก็แลกกับการทำลายทรัพยากรและสิ่งแวดล้อมที่ผลประโยชน์ไม่ได้ตกแก่คนส่วนใหญ่ของประเทศ
ยังไม่สายเกินไปหากรัฐจะทบทวนงบประมาณไทยเข้มแข็ง โดยปรับเป้าหมายโครงการที่เน้นคนเป็นศูนย์กลางอย่างแท้จริง หากภาครัฐใส่ใจพบปะพูดคุยกับชาวบ้านแบบตั้งใจฟังก็จะได้โครงการดีๆ จำนวนมากมายนำไปขยายอย่างเช่น โครงการธนาคารต้นไม้ ที่ท่านนายกฯ อภิสิทธิ์ เวชชาชีวะ เคยประกาศสนับสนุนมาร่วมปีแล้วยังไม่อาจขับเคลื่อนได้อย่างแท้จริง
ทั้งที่โครงการนี้เป็นโครงการที่ใช้งบประมาณเพียงน้อยนิดเมื่อเทียบกับโครงการอื่นๆ แต่จะได้ผลตอบแทนต่อประเทศชาติและประชาชนมหาศาล เพราะธนาคารต้นไม้สามารถฟื้นฟูสมดุลของธรรมชาติ ฟื้นฟูความหลากหลายทางชีวภาพ ฟื้นฟูพื้นที่ป่าที่หายไปจนปัจจุบันเหลือไม่ถึง 20% ของพื้นที่ประเทศ
และที่สำคัญที่สุดธนาคารต้นไม้สามารถพาเกษตรกร ชาวไร่ ชาวนา ออกจากวิกฤตหนี้สินได้อย่างยั่งยืน อย่างแท้จริง เพราะหลักการที่ชาวบ้านเป็นผู้ปลูกและขึ้นทะเบียนในจำนวนต้นที่ไม่มากจนทำให้เกิดความโลภ จนเปลี่ยนไปทำเป็นป่าเชิงเดี่ยว
จากนั้นรัฐก็รับรองมูลค่า เช่น เมื่อเริ่มปลูกมีมูลค่าต้นละ 100 บาท และเพิ่มขึ้นปีละ 100 บาททุกปี จากนั้นเกษตรกรก็สามารถนำต้นไม้ซึ่งเป็นหลักทรัพย์ที่มีชีวิตเติบโตมีมูลค่าเพิ่มขึ้นทุกปีไปค้ำประกันหนี้เพื่อไม่ให้ถูกยึดที่ดินทำกิน รัฐซึ่งปกติต้องเสียงบประมาณให้กรมป่าไม้สำหรับการปลูกและดูแลเฉลี่ยต้นละ 116 บาทต่อปี ก็ไม่ต้องลงทุนในส่วนนี้ แต่เจียดเงินแค่ 5% ต่อปีตามมูลค่าต้นไม้ให้ชาวบ้านเป็นการส่งเสริม ซึ่งชาวบ้านสามารถนำไปจ่ายเป็นดอกเบี้ยเงินกู้ให้กับธนาคารในเวลา 1520 ปี ต้นไม้แต่ละต้นจะมีราคา 1
–4 หมื่นบาทต่อต้น ซึ่งเป็นราคาตลาดในปัจจุบันหากใช้หลักการนี้ ในเวลา 20 ปี รัฐจะมีค่าใช้จ่ายไม่เกิน 1,000 บาทต่อต้น ในขณะที่มูลค่าต้นไม้ไม่น่าจะต่ำกว่า 2 หมื่นบาทต่อต้น จากการประเมินร่วมกับเครือข่ายธนาคารต้นไม้ที่จัดตั้งกันเองกว่า 1,000 สาขาในปัจจุบัน หากได้รับการสนับสนุนจากรัฐน่าจะทำการขยายได้ถึง 5,000 สาขาในปีแรก หากคำนวณจากฐานเฉลี่ย 100 สมาชิกต่อสาขา และปลูกเฉลี่ย 500 ต้นต่อสมาชิก ซึ่งเป็นสิ่งที่ทำได้ไม่ยาก
เพียงปีแรกประเทศจะมีต้นไม้เพิ่มถึง 250 ล้านต้น ซึ่งจะทำให้มีทรัพย์สินเพิ่มขึ้น 5 ล้านล้านบาท ในเวลาไม่เกิน 20 ปี และในช่วงเวลาระหว่างนี้การตัดกิ่งและใบเพื่อทำประโยชน์ในการทำปุ๋ย ทำอาหารสัตว์ เผาถ่านโดยได้น้ำส้มควันไม้ ตลอดจนใช้เป็นวัตถุดิบในการผลิตไฟฟ้าในระบบชีวมวล (Biomass) ก็ยังสามารถสร้างมูลค่าเพิ่มอีกมหาศาลให้แก่ชาวไร่ ชาวนา และระบบเศรษฐกิจของประเทศ
ม็อบเสื้อแดงหลักหมื่น หลักแสน ยังสามารถสร้างความสั่นสะเทือนต่อการบริหารประเทศ และสร้างความหวาดหวั่นต่อการเกิดผลกระทบทางเศรษฐกิจได้มากขนาดนี้ หากท่านรัฐมนตรีคลังและรัฐบาลยังคงไม่บริหารโดยมุ่งประโยชน์เพื่อคนส่วนใหญ่อย่างแท้จริง วันหนึ่งหากเขาเหล่านั้นก้าวข้ามผลประโยชน์จากประชานิยมและสวัสดิการนิยมแบบปัญญาอ่อนที่ผู้รับในปัจจุบันเริ่มรู้สึกแล้วว่าเป็นแค่เศษทาน แล้วลุกขึ้นมาเรียกร้องประท้วงขับไล่บ้าง เมื่อถึงวันนั้น...ก็ตัวใครตัวมันครับ







