posttoday
ศาลในอาเซียน

ศาลในอาเซียน

11 มีนาคม 2556

เมื่อสัปดาห์ที่ผ่านมา ผมมีโอกาสได้ไปดูงานศาลรัฐธรรมนูญในอาเซียน 2 ประเทศ ซึ่งเป็นเพื่อนบ้านของเรา คือ อินโดนีเซีย และมาเลเซีย ทั้งสองประเทศเคยเป็นเมืองขึ้นของฝรั่งมาก่อนแล้วทั้งนั้น อินโดนีเซียเป็นเมืองขึ้นของเนเธอร์แลนด์ หรือที่เราเรียกว่าชาวดัตช์ ส่วนมาเลเซียเป็นเมืองขึ้นของอังกฤษ

เมื่อสัปดาห์ที่ผ่านมา ผมมีโอกาสได้ไปดูงานศาลรัฐธรรมนูญในอาเซียน 2 ประเทศ ซึ่งเป็นเพื่อนบ้านของเรา คือ อินโดนีเซีย และมาเลเซีย ทั้งสองประเทศเคยเป็นเมืองขึ้นของฝรั่งมาก่อนแล้วทั้งนั้น อินโดนีเซียเป็นเมืองขึ้นของเนเธอร์แลนด์ หรือที่เราเรียกว่าชาวดัตช์ ส่วนมาเลเซียเป็นเมืองขึ้นของอังกฤษ

ทั้งสองประเทศมีภาษาพื้นถิ่นที่เป็นภาษาพูดของชาวบ้าน ใกล้เคียงกัน ใช้ภาษาอังกฤษเป็นภาษาทางการ แต่ทั้งสองประเทศไม่มีอักษรเป็นของตัวเอง คงมีแต่ภาษาพูด เมื่อต้องเขียนบันทึกจึงใช้อักษรโรมัน เขียนให้ออกเสียงตามภาษาพูด ถ้าจะให้เข้าใจง่ายๆ คือเป็นภาษาคาราโอเกะ

ระบบศาลของอินโดนีเซีย แยกศาลรัฐธรรมนูญออกจากศาลยุติธรรมเหมือนของไทยเรา ส่วนของมาเลเซียยังคงใช้ระบบอังกฤษ คือ ศาลสูงทำหน้าที่เป็นศาลรัฐธรรมนูญ ศาลปกครอง และศาลพิเศษอื่นๆ ทุกประเภท

ประเทศแรกที่ไปดูงานคือ ศาลอินโดนีเซีย วันที่ไปดูงานมีชาวปาปัวของอินโดนีเซียมาชุมนุมหน้าศาลจำนวนมาก สอบถามได้ความว่า เป็นวันที่ศาลจะตัดสินคดีเกี่ยวกับชาวปาปัว

ชาวปาปัวได้ชื่อว่า ชาวป่า เป็นชนเผ่ากินคน เคยเรียกร้องเอกราชจากอินโดนีเซียมาก่อนแล้ว ชาวปาปัวอยู่อาศัยในจังหวัดปาปัว หน้าตาเหมือนชาวป่าชาวเขา ผิวดำผมหยิก

แม้จะดูน่ากลัว ดูเหมือนไม่ศิวิไลซ์ แต่ชาวปาปัวที่มาฟังผลการตัดสินของศาลรัฐธรรมนูญอินโดนีเซียไม่ได้ตั้งเวทีปลุกระดม ไม่ได้ด่าตุลาการ ไม่ได้ค้นหาเบอร์โทรศัพท์ของตุลาการและครอบครัวเอาไปบอกกับผู้ชุมนุมให้โทรศัพท์ไปข่มขู่ ไม่ได้ยุยงให้ผู้ชุมนุมก่อกวนรังควานผู้ทำหน้าที่ในฐานะตุลาการ

คนป่าปาปัวเคารพสิทธิของผู้อื่นมากกว่าม็อบเมืองไทย ถ้าจะเทียบกับ ฯพณฯ หลายท่าน ที่ได้ดิบได้ดีเป็นผู้ทรงเกียรติของไทยเรา ไม่รู้ว่าใครจะศิวิไลซ์กว่ากัน

เอวังครับ

อำนาจหน้าที่ของศาลรัฐธรรมนูญของอินโดนีเซีย ก็คล้ายๆ กับของเรา แต่บ้านเมืองเขาไม่ได้มีกีฬาสี ไม่แบ่งแยกเป็น 2 ฝ่ายเหมือนของเรา ไม่ได้ใช้ช่องว่างของกฎหมายเพื่อให้ได้อำนาจในการปกครอง ไม่ได้ใช้ความรุนแรงหรือใช้มวลชนกดดัน ไม่ได้ตีความกฎหมายแบบศรีธนญชัย จนทำให้เกิดการตีความในทุกกรณีเหมือนของเรา

หรืออาจเป็นเพราะวรรณกรรมที่ใช้สอนเด็กของเขาไม่มีเรื่องแบบศรีธนญชัย มีแต่เรื่องน่ารักอย่างอีเหนากับบุษบา หรือจะมีร้ายหน่อยก็จรกา ซึ่งก็ไม่เหมือนศรีธนญชัยบ้านเรา

ไปอินโดนีเซียครั้งนี้ พักอยู่ที่จาการ์ตา การจราจรที่จาการ์ตาติดขัดแสนสาหัส โดยเฉพาะช่วงเช้าเย็น ข่าวว่าเป็นเมืองที่รถติดที่สุดในโลก เดินทางในช่วงเช้าเย็นต้องเผื่อเวลาไว้ 3 ชั่วโมง กับระยะทางที่วิ่งในเมือง

อยู่แล้วคิดถึงกรุงเทพฯ รู้สึกว่ากรุงเทพฯ เป็นเมืองฟ้าอมรขึ้นมาทันที

มาเลเซีย เพื่อนบ้านของไทยเป็นอีกประเทศที่ผมได้ไปดูระบบศาลของเขา ความประทับใจไม่ได้อยู่ที่ระบบศาล แต่อยู่ที่การบริหารจัดการคดี เจ้าหน้าที่เขาอธิบายว่าคดีในชั้นศาลอุทธรณ์และศาลฎีกา ใช้เวลาพิจารณาศาลละ 3 เดือน การใช้เวลาพิจารณาน้อยๆ อย่างนี้ ไม่สามารถเปรียบเทียบกับของเราได้เลย

แต่เพื่อความเป็นธรรม จะเปรียบเทียบเพียงเวลาอย่างเดียวก็ไม่ได้ จะต้องเปรียบเทียบหลักเกณฑ์การอุทธรณ์ฎีกาด้วย และต้องเทียบจำนวนผู้พิพากษาด้วยว่ามีทั้งหมดเท่าไหร่ ซึ่งผมไม่มีข้อมูลตรงนี้ แต่การใช้เวลาพิจารณาเพียง 3 เดือน เป็นเรื่องที่น่าสนใจศึกษาว่าเขาทำได้อย่างไร

ศาลทุกศาลของเราน่าจะศึกษาวิธีการให้ละเอียดในทุกประเด็นว่าเขาทำได้อย่างไร

ความน่าสนใจของมาเลเซียอยู่ที่เมืองราชการ ปุตราจายา (Putra Jaya) เป็นเมืองราชการที่อยู่บนภูเขา มาเลเซียน่าจะมีนโยบายรักษาต้นไม้และทำได้ดี เมืองราชการจึงล้อมรอบด้วยต้นไม้เขียวชอุ่ม ดูแล้วสบายตา

สถานที่ราชการที่สร้างขึ้น นอกจากความอลังการ ความใหญ่โตแล้ว เขายังคงรักษาเอกลักษณ์ของชาติมุสลิม ที่มีโดมสัญลักษณ์ของมัสยิด การออกแบบการก่อสร้าง แม้จะใช้แบบทันสมัยแต่จะกลมกลืนกับสถาปัตยกรรมของมุสลิม คนที่เห็นสถาปัตยกรรมของปุตราจายา แม้ไม่รู้ว่าอยู่มาเลเซีย แต่จะรู้ได้ทันทีว่าต้องอยู่ในประเทศมุสลิม ด้วยเหตุนี้ ปุตราจายา จึงกลายเป็นแหล่งท่องเที่ยวที่นักท่องเที่ยวจะต้องไปเยี่ยมชม

อาคารสถานที่ราชการต่างๆ แม้จะใหญ่โต แต่เป็นเพียงสิ่งปลูกสร้างสมัยใหม่ ไม่ได้มีประวัติศาสตร์ความเป็นมา แม้จะมีเอกลักษณ์ของชนชาติ แต่ก็ไม่มีคุณค่าทางประวัติศาสตร์ เป็นสิ่งก่อสร้างสมัยใหม่ที่ใครก็ทำได้

แต่เขาก็ทำจนเป็นสถานที่ที่นักท่องเที่ยวต้องไปเยี่ยมชม

ถ้าจะเทียบกับศูนย์ราชการของไทยเราแล้ว มีบางท่านเปรียบเทียบว่า ศูนย์ราชการที่ถนนแจ้งวัฒนะของเราน่าจะเป็นเหมือนป้อมยามของ ปุตราจายา

ในขณะที่ประเทศไทยเรา มีสิ่งดีๆ มากมาย สถานที่แต่ละแห่งมีประวัติศาสตร์ มีความเป็นมา แต่เราไม่รักษา เรากำลังทุบอาคารศาลฎีกาที่สนามหลวง ที่แม้ยังไม่ถึง 100 ปี ยังไม่เป็นโบราณสถาน แต่อาคารที่สร้างมานานหลายสิบปี ยังมั่นคงแข็งแรง ดูน่าเกรงขาม มีประวัติศาสตร์ของอาคาร และอาคารศาลที่กำลังทุบทิ้ง ยังสามารถปรับปรุงใช้งานได้ การทุบทิ้งเพื่อสร้างอาคารใหม่ จึงน่าเสียดายเป็นอย่างยิ่ง

ศูนย์ราชการของเรา ถ้าไม่บอกว่าอยู่ในประเทศไทย คนที่เห็นก็คงเดาไม่ถูกว่านี่คือประเทศไทย เพราะอาคารศูนย์ราชการของเราไม่มีเอกลักษณ์ไทยให้เห็นเลย

โดยภาพรวมมาเลเซียเจริญก้าวหน้ากว่าประเทศไทย ทั้งๆ ที่มาเลเซียไม่มีอะไรที่ดีกว่าหรือเหนือกว่าประเทศไทยเลย ไม่ว่าจะเป็นทรัพยากรธรรมชาติ เพียงแค่วัดพระแก้วของเรา ก็ไม่มีสิ่งใดในมาเลเซียจะงดงามเท่าเทียมได้ พืชพันธุ์ธัญญาหารบ้านเราก็หลากหลาย คุณภาพดีกว่าของมาเลย์มากมาย ข้าวไทย เป็นความใฝ่ฝันของประเทศที่บริโภคข้าวเป็นอาหารว่าในชีวิตหนึ่งจะต้องได้กินข้าวจากประเทศไทย

แต่วันนี้ โครงการรับจำนำข้าว กำลังทำลายคุณภาพข้าวของประเทศไทย

นอกจากทรัพยากรและประวัติศาสตร์แล้ว คนของเราก็เหนือกว่าคนมาเลเซีย คนไทยเรามีอัธยาศัยไมตรี มีจิตใจเป็นนักบริการ ซึ่งผิดกับคนของมาเลเซีย

มาเลเซียมีสิ่งเดียวที่เหนือกว่าประเทศไทย นั่นก็คือ นักการเมือง

ข่าวล่าสุด

ทรู-ดีแทค เปิดจอง iPhone Duo 16 ต.ค. ลดสูงสุด 28,800 บาท

ทรู-ดีแทค เปิดจอง iPhone Duo 16 ต.ค. ลดสูงสุด 28,800 บาท